5 ก.ค. เวลา 13:27 • ธุรกิจ

สรุป 10 ข้อที่ต้องรู้ ถ้าอยากนำสินค้า เข้าไปขายใน 7-Eleven

1. สถิติตัวเลขที่น่าสนใจของ 7-Eleven เฉลี่ยต่อ 1 สาขา (ช่วงไตรมาสแรกปี 2567)
- มียอดขายต่อวันอยู่ที่ 82,619 บาท
- มีจำนวนลูกค้าเจ้ามาใช้ต่อวันเฉลี่ย 972 คน
- แต่ละคนมียอดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 85 บาท
ตัวเลขนี้ จะพอเป็นไอเดียให้หลายคนลองคิดคร่าว ๆ ว่า ถ้านำสินค้าเข้ามาขาย
- ในจำนวนลูกค้าเกือบ 1,000 คน จะมาซื้อของเราสักกี่คน
- ในยอดค่าใช้จ่ายเกือบ 100 บาท จะเป็นสินค้าของเราได้สักกี่บาท
1
2. สินค้าคือหัวใจสำคัญ
ถ้าเราอยากเอาสินค้ามาขายใน 7-Eleven เราต้องดูว่า สินค้าของเรา เป็นที่ต้องการของตลาด หรือผู้บริโภคหรือไม่
1
ซึ่งสิ่งนี้ ถือเป็นสิ่งที่ 7-Eleven จะพิจารณาเป็นอันดับแรก ๆ
เพราะสินค้าที่เป็นที่ต้องการ หรือกำลังเป็นเทรนด์ของตลาด จะเป็นตัวช่วยดึงดูดให้ผู้คนเดินเข้ามาในร้าน 7-Eleven มากขึ้น
ซึ่งถ้าสินค้าที่นำมาเสนอขายให้ 7-Eleven ในเบื้องต้น
จะต้องมีเครื่องหมายรองรับสินค้า อย่างเช่น
- เครื่องหมาย อย. สำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม ยา เวชภัณฑ์ และเครื่องสำอาง
- เครื่องหมาย HALAL สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่ชาวมุสลิมบริโภคได้
3. ดิไซน์แพ็กเกจจิง ถือเป็นเรื่องสำคัญ
ก่อนจะดิไซน์แพ็กเกจจิง แบรนด์สินค้าต้องชัด และต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าที่จะมาหยิบสินค้าเราบนเชลฟ์เป็นใคร
ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนั้นให้ชัด และดิไซน์แพ็กเกจจิงให้สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าของเราให้มากที่สุด เพื่อดึงดูดลูกค้า ให้มาหยิบสินค้าบนเชลฟ์ไปง่าย ๆ
และเนื่องจาก 7-Eleven เป็นร้านขนาดเล็ก ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
ดังนั้น สินค้าที่เอามาวางขาย อย่างอาหาร ขนม เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภค จะต้องเน้นเป็นสินค้าไซส์เล็ก เพื่อให้คนมาหยิบซื้อแบบสะดวก ๆ
4. การตั้งราคาขาย
สินค้าที่เหมาะนำมาวางขายใน 7-Eleven ส่วนใหญ่ต้องเป็นราคาย่อมเยา ที่คนทั่วไปเข้าถึงง่าย
อย่างเช่น
- เครื่องดื่ม เช่น น้ำเต้าหู้ ชาเขียวพร้อมดื่ม หรือกาแฟขวดต่าง ๆ
ควรขายใน 7-Eleven ในราคาไม่เกินขวดละ 50 บาท
5. นำเสนอขายสินค้าให้ 7-Eleven
เมื่อเรามั่นใจในระดับหนึ่ง ว่าสินค้าของเราพร้อมที่จะนำมาขายกับ 7-Eleven แล้ว
เราก็เริ่มต้นนำสินค้าเข้าไปลงทะเบียน เสนอขายผ่านทางเว็บไซต์ของทาง 7-Eleven
โดยนำข้อมูลต่าง ๆ ของสินค้า เข้าไปกรอกให้ครบถ้วน
จากนั้นจะมีการตรวจสอบเบื้องต้นจากทางบริษัท และมีการสรุปว่า สินค้าที่เสนอขายนั้น ผ่านความเห็นชอบในรอบแรกหรือไม่
โดย 7-Eleven จะพิจารณาเบื้องต้นจาก ความน่าสนใจของสินค้าและความเป็นไปได้ที่จะนำมาขายในร้านสะดวกซื้อ
หากสินค้าของเราผ่านการพิจารณาในรอบแรก
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ เพื่อนัดเข้ามาให้นำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อทำแผนการตลาด และนำเสนอให้แก่คณะกรรมการต่อไป
6. เมื่อสินค้าของเรา ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการแล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือ การตรวจสอบโรงงานผลิต และกระบวนการผลิตสินค้า ว่าสะอาด ปลอดภัย และถูกต้องตามหลักอนามัยหรือไม่
โดยเบื้องต้น ก็จะการตรวจสอบในด้านความปลอดภัย และสุขอนามัยของโรงงานและกระบวนการผลิต
ซึ่งก็จะมีมาตรฐานรองรับ ที่แตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้า
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าผลิตสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม หรือเครื่องสำอาง การตรวจสอบเบื้องต้นก็จะอ้างอิงจากมาตรฐานเช่น
- GHP เป็นมาตรฐานความปลอดภัยในโรงงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรฐานการผลิต การจัดเก็บ และการขนส่ง
 
- HACCP เป็นมาตรฐานที่ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการผลิต
ซึ่งนอกจากมาตรฐานในด้านความปลอดภัยแล้ว ทาง 7-Eleven
ก็จะมีการตรวจสอบถึงระบบต่าง ๆ ภายในโรงงาน
เช่น กำลังการผลิต การควบคุมคุณภาพ การจัดเก็บสินค้า และ วิธีการส่งสินค้า
เพื่อให้มั่นใจว่า สินค้าที่จะนำมาขายให้กับ 7-Eleven นั้น เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีปริมาณตรงกับความต้องการ และจัดส่งได้ตรงเวลา
7. ค่าแรกเข้า หรือ Listing Fees
ก่อนจะนำของเข้าไปจำหน่ายใน 7-Eleven (หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าอื่น ๆ)
ก็จะต้องมีค่าแรกเข้า
ซึ่งค่าแรกเข้า ก็คือค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องจ่ายให้ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven เพื่อให้ 7-Eleven นำเงินไปใช้บริหารจัดการระบบหลังบ้าน
โดยส่วนใหญ่ ค่าแรกเข้า จะคิดจากจำนวนสาขาที่นำสินค้าเข้าไปขาย
แต่ในบางครั้ง 7-Eleven หรือห้างสรรพสินค้าอื่น ๆ ก็มักจะมีข้อเสนอพิเศษ เป็นส่วนลดค่าแรกเข้าสินค้า สำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะ
เพราะในมุมของ 7-Eleven หรือห้างสรรพสินค้าเอง ก็ต้องการสินค้าที่หลากหลาย จากธุรกิจ SME เข้ามาเติมในเชลฟ์เช่นเดียวกัน
8. หลังจากผ่านมาตรฐานต่าง ๆ แล้ว ก็กำหนดวันและยอดที่จะจำหน่ายในล็อตแรกได้เลย
โดยยอดที่ผลิต ขึ้นอยู่กับสัญญา หรือ MOU ที่ระบุรายละเอียดต่าง ๆ ร่วมกัน
เช่น
- จะส่งกี่ชิ้นต่อสาขา หรือต่อเดือน
- อยากให้ส่งครอบคลุมทุกสาขา หรือเอาแค่เฉพาะเจาะจงในบางสาขาเท่านั้น
โดย 7-Eleven จะตรวจสอบยอดขายเบื้องต้นใน 3 เดือนแรก
ซึ่งถ้ายอดขายมีปัญหา ก็จะหารือกับเจ้าของสินค้า เพื่อหาทางออกร่วมกัน
9. ต้นทุนการผลิต ถือเป็นเรื่องสำคัญ
แน่นอนว่า กำไรของ 7-Eleven ก็มาจากการ ซื้อมา - ขายไป
ซึ่งเจ้าของสินค้า หรือซัปพลายเออร์ ก็ต้องผลิตหรือส่งสินค้าขายให้กับ 7-Eleven ในราคาส่วนลดจากหน้าร้าน หรือบนเชลฟ์
รู้หรือไม่ ? ว่า ถ้าเทียบเป็นยอดขายทุก ๆ 100 บาท ทาง 7-Eleven จะมีต้นทุนจากการสั่งซื้อสินค้าจากซัปพลายเออร์ 71.3 บาท
(ตัวเลขนี้คิดเทียบจากอัตรากำไรขั้นต้น ของ 7-Eleven)
นั่นหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วทุก ๆ การขายสินค้า 100 บาท เจ้าของสินค้า จะต้องมีส่วนลดในการขายสินค้าให้กับ 7-Eleven โดยเฉลี่ย 28.7 บาท
ดังนั้น เรื่องหลัก ๆ ที่เจ้าของสินค้าต้องคิดเสมอ เวลาผลิตสินค้าส่งขายให้ 7-Eleven
ก็คือ “การลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย” ด้วยวิธีการต่าง ๆ
เช่น การผลิตสินค้าทีละมาก ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Economies of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด ซึ่งหมายถึง การทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยการผลิต ยิ่งลดลง เมื่อยิ่งผลิตมากขึ้น
รวมถึงการทำให้กระบวนการผลิตแบบเป็นอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยในระยะยาว
10. เครดิตเทอม หรือ ระยะเวลาที่ 7-Eleven จะจ่ายเงินให้กับซัปพลายเออร์
เฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 60 วัน หลังจากที่ได้สั่งซื้อสินค้า
ดังนั้น ซัปพลายเออร์ หรือผู้ผลิตสินค้า จะต้องบริหารสภาพคล่องให้ดี
เพราะหลังจากขายสินค้าให้ 7-Eleven แล้ว อาจต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ย 60 วัน ในการรอรับเงินจาก 7-Eleven เพื่อมาใช้หมุนเวียนธุรกิจต่อ
References
- อยากนำสินค้าวางขายใน 7-Eleven ต้องทำอะไรบ้าง? จาก YouTube Channel: ThaiFranchise Center
- อยากเอาสินค้าเข้า 7-11 หรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ต้องทำยังไงบ้าง ? | หนุ่มโรงงาน ( EP.พิเศษ ) จาก YouTube Channel: Torpenguin
-เว็บไซต์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
1
โฆษณา