วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

บทความ Blockdit ตอน ไอน์สไตน์คิดในอ่างอาบน้ำ

ไอน์สไตน์ชอบคิดแก้ปัญหายากๆ ขณะนอนแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ ขบคิดปัญหาและเรื่องแปลกๆ เช่น มันจะเป็นอย่างไร ถ้าเราวิ่งไล่ตามลำแสง จะไล่ตามแสงทันหรือไม่ เขายังจินตนาการเรื่องรถไฟและสายฟ้าแลบ เชื่อมกับเรื่องสัมพัทธภาพ ฯลฯ
จากจินตนาการกลายเป็นความรู้ว่า แสงมีความเร็วคงที่ เวลากับ space ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ นี่ทำให้เขาคิดต่อไปได้ว่า เวลากับ space สัมพัทธ์กัน และทำให้เขาคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษสำเร็จ
การคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อยอาจไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่หากรู้จักขุดมาใช้ประโยชน์ ในบางจังหวะ มันสร้างสิ่งใหม่ๆ การค้นพบใหม่ๆ
1
จินตนาการสามารถใช้เป็น thought experiment (การทดลองทางความคิด) และก่อเกิดความรู้
ไอน์สไตน์จึงกล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” มันไม่ได้หมายถึงการเพ้อฝันสำคัญกว่า แต่การเพ้อฝันเป็นส่วนหนึ่งของการหาความรู้
1
ไอน์สไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่มีความเป็นศิลปินในตัวเองสูง ไม่ใช่เพราะเขาชอบเล่นไวโอลิน แต่วิธีคิดของเขาคล้ายพวกศิลปินมาก คือเริ่มด้วยความฝัน
ไอน์สไตน์ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้หลายครั้ง เขาเล่าว่าจุดเริ่มต้นของการค้นพบของเขาไม่ใช่มาจากตรรกะและคณิตศาสตร์ แต่มาจากการหยั่งรู้และแรงบันดาลใจ
ไอน์สไตน์บอกว่า “การค้นพบทางวิทยาศาสตร์สำคัญทั้งหลายควรเริ่มที่ความรู้ที่หยั่งรู้ ผมเชื่อในเรื่องการหยั่งรู้และแรงบันดาลใจ”
1
เวลาเขาคิดทฤษฎีใหม่ๆ เขาจะจินตนาการออกนอกกรอบคิดเดิมๆ โดยสิ้นเชิง แล้วค่อยใช้ตรรกะและวิทยาศาสตร์อธิบายแนวคิดหลุดจากกรอบนั้นๆ
1
เขาบอกว่า เขาจะเกิดความรู้สึกว่าไอเดียหนึ่งๆ ถูกต้อง แต่ยังหาคำอธิบายไม่ได้ แล้วค่อยหาวิธีพิสูจน์ไอเดียนั้น เพราะท้ายที่สุดเราก็ต้องวัดคุณค่าของงานที่หลักฐานและผลการทดลอง ไม่ใช่จินตนาการ
“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ที่ไอน์สไตน์พูดจึงหมายถึงจินตนาการเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้
3
ความรู้มาจากการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง จินตนาการเป็นเพียงประกายไฟที่จุดเครื่องจักรของการเรียนรู้ให้เดินเครื่อง
1
ไอน์สไตน์มักใช้ภาพในการค้นหาไอเดียในหัว แล้วค่อยแปลงเป็นคำพูดทีหลัง เขาไม่เคยเริ่มต้นที่สูตร หรือหลักการ หรือตรรกะ หรือแนวทางวิทยาศาสตร์ แต่เริ่มที่ภาพ ความรู้สึก หรือบางทีด้วยจังหวะดนตรี!
เขาบอกว่า เขาชอบคิดเป็นภาษาดนตรี เขามองโลกและชีวิตเป็นดนตรี เขาจึงบอกว่า ถ้าเขาไม่เป็นนักฟิสิกส์ ก็คงเป็นนักดนตรี
ไอน์สไตน์จึงกล่าวว่า “The greatest scientists are always artists as well.”
วิธีคิดแบบไอน์สไตน์นี้ก็คือการคิดของศิลปิน นักเขียน คิดไอเดียหลุดโลกออกมาก่อน แล้วค่อยเสริมมันด้วยตรรกะ ต่างแต่ว่า end product ของนักเขียนคืองานเขียน end product ของไอน์สไตน์คือทฤษฎีทางฟิสิกส์
1
แต่การขุดความฝันหรือจินตนาการมาใช้เป็นเรื่องต้องฝึกฝน
ผมเขียนนิยายขายมาทั้งชีวิต แรกๆ ฝันวุ่นวาย จับไม่ค่อยได้ แต่ก็เหมือนนักตกปลาที่เริ่มชำนาญ เมื่อฝึกไปนานๆ ก็จับความฝันได้แม่นขึ้น และรู้ว่าความฝันอันไหนนำไปพัฒนาเป็นเรื่องได้
1
แต่ไม่เคยแช่ตัวในอ่างน้ำคิด
1
ขี้เกียจทำความสะอาดอ่าง
2
โฆษณา