20 ก.ย. 2025 เวลา 06:01 • สุขภาพ

อวสาน"คอลลาเจน"ประโยชน์แท้ หรือแค่โฆษณา

คอลลาเจนคือโปรตีนที่มีปริมาณมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 25% ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย และทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของผิวหนัง เส้นเอ็น กระดูก และเส้นเอ็นกระดูก
โครงสร้างของคอลลาเจนมีความพิเศษและเฉพาะตัวอย่างมาก โดยประกอบด้วยสายโพลีเปปไทด์ 3 สายที่พันเกลียวเข้าด้วยกันเป็นเกลียวสามชั้น (triple helix) ซึ่งโครงสร้างนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คอลลาเจนมีความแข็งแกร่งและทนทานต่อแรงดึงและแรงยืดหยุ่น
เซลล์ที่ชื่อว่า fibroblast มีหน้าที่หลักในการสร้างคอลลาเจน โดยอาศัยอาศัยกรดอะมิโนจำเพาะบางชนิด เช่น ไกลซีน (Glycine) และโพรลีน (Proline) ที่เรียงตัวในรูปแบบเฉพาะคือ Glycine-Proline-X หรือ Glycine-X-Hydroxyproline
มีการศึกษามากมายในอดีตที่สะท้อนผลประโยชน์ของการได้รับคอลลาเจน การรับประทานคอลลาเจนเสริมอาหารในขนาด 1-10 กรัมต่อวัน สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น (hydration) และความยืดหยุ่น (elasticity) ของผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยลดเลือนริ้วรอยและทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น กลไกการทำงานของประโยชน์เหล่านี้เกิดจากการที่คอลลาเจนเปปไทด์ไปกระตุ้น fibroblast ให้สร้างคอลลาเจน, อีลาสติน, และกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง
ผลลัพธ์ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนมักต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 สัปดาห์ของการรับประทานอย่างต่อเนื่อง การกล่าวอ้างทางการตลาดที่ให้ผลลัพธ์ในระยะเวลาอันสั้นจึงอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางชีววิทยา เนื่องจากกระบวนการผลัดเปลี่ยนและซ่อมแซมคอลลาเจนของผิวหนังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 เดือน การทำความเข้าใจระยะเวลาที่เหมาะสมนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีความคาดหวังที่เป็นจริงและไม่เลิกใช้ผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
1
แต่ข้อมูลดังกล่าว ยังเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน เมื่อการศึกษาในยุคหลังแสดงให้เห็นมากขึ้นว่า ประโยชน์ของคอลลาเจนอาจไม่ได้มีนัยสำคัญทางคลินิก
ทั้งนี้ คอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนโมเลกุลขนาดใหญ่ไม่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง เมื่อรับประทานเข้าไป คอลลาเจนจะต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กให้กลายเป็นโมเลกุลที่เล็กลง ได้แก่ กรดอะมิโนอิสระ (free amino acids) และเปปไทด์ขนาดเล็กที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 2-3 ตัว (di- and tripeptides)
1
แม้ว่าคอลลาเจนเปปไทด์จะสามารถดูดซึมได้ แต่มีข้อโต้แย้งว่า ร่างกายอาจไม่นำไปใช้ในจุดที่เราต้องการโดยตรง ตัวอย่างเช่น เราอาจหวังให้คอลลาเจนที่รับประทานเข้าไปถูกนำไปใช้ที่ผิวหนังเพื่อลดริ้วรอย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายจะนำกรดอะมิโนและเปปไทด์ที่ได้จากการย่อยไปใช้ในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดก่อน เช่น การซ่อมแซมกระดูก ข้อต่อ หรือกล้ามเนื้อที่สึกหรอ ทำให้ไม่สามารถรับประกันได้ว่าประโยชน์ที่หวังไว้จะเกิดขึ้นที่อวัยวะเป้าหมายเสมอไป
นอกจากนี้ งานวิจัยในไทย ที่ประเมินนัยสำคัญทางคลินิกของคอลลาเจนต่อการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม ในอาสาสมัคร 68 รายที่มีอายุอยู่ในช่วง 50-80 ปี พบว่าคอลลาเจนไม่มีนัยสำคัญทางคลินิกต่อการลดภาวะข้อเข่าเสื่อมของกลุ่มทดลองที่แตกต่างจากยาหลอกในช่วง 3 เดือน ถึงแม้ระยะเวลาในการทดลองจะไม่ได้ครอบคลุมประโยชน์ของคอลลาเจนในระยะยาว แต่ก็ไม่สามารถบอกประโยชน์ที่ชัดเจนของคอลลาเจนได้
จากข้อสังเกตพบว่า งานวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนประโยชน์ของคอลลาเจนมักได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของการวิจัย (Bias) และแม้จะมีงานวิจัยเชิงบวก แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเห็นผลในแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา คอลลาเจนจัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ดังนั้นจึงไม่มีการควบคุมที่เข้มงวดจากองค์การอาหารและยา (FDA) ทำให้ คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน ผู้ผลิตบางรายมักอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น การทำให้ผิวดูอ่อนวัยลงอย่างรวดเร็ว หรือรักษาอาการปวดข้อได้อย่างถาวร ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
เหนือสิ่งอื่นใด คอลลาเจนเปปไทด์มีราคาค่อนข้างสูง และประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนได้เองจากโปรตีนทั่วไปที่ได้รับจากการบริโภคอาหารตามปกติ เช่น เนื้อสัตว์ นม หรือพืชตระกูลถั่ว ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ราคาถูกกว่ามาก
ดังนั้น ก่อนจะเริ่มตั้งคำถามว่า เราควรกินคอลลาเจนเสริมได้ไหม ควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เรากินอาหารเพียงพอ พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้วหรือยัง การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่เรื่องผิด หากไม่มีเงื่อนไขสุขภาพที่อันตราย แต่การจะสุขภาพดีนั้น ปัจจัยจากตัวเรา มีผลมากที่สุดอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย
อ้างอิง
โฆษณา