26 พ.ย. เวลา 04:47 • หุ้น & เศรษฐกิจ

จับตาเฟดเดือนธ.ค. จุดชี้ชะตาหุ้น AI ลุ้นดอกเบี้ยลด–สภาพคล่องเพิ่ม หรือเจอแรงขายถล่มอีกระลอก

อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของปี 2025 และตลาดทั่วโลกกำลังจับตามองการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ในเดือนธันวาคม ตามบทวิเคราะห์จาก Investing.com การตัดสินใจลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมถูกมองว่าเป็น “ตัวชี้ชะตา” ของหุ้น AI หลังจากที่เจอแรงขายและความเชื่อมั่นที่ลดลงของนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา
ในบทความนี้ Wealthy Thai ได้สรุป 4 เหตุผลหลักว่าทำไมเดือนธันวาคมถึงเป็นเดือนสำคัญของหุ้น AI
1.โดยปกติแล้ว หุ้น AI อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและสภาพคล่องเป็นพิเศษ
หุ้นกลุ่ม AI ถือเป็น “สินทรัพย์อายุยาว” (long-duration assets) ซึ่งมูลค่าขึ้นอยู่กับกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นหลัก ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยมีผลโดยตรงต่อ valuation ของหุ้นกลุ่มนี้ เพราะต้นทุนเงินที่ลดลง เท่ากับกำไรในอนาคตที่มีมูลค่าสูงขึ้นทันที ในทางกลับกัน หาก Fed ส่งสัญญาณไม่ชัดหรือมีท่าทีระมัดระวังเกินไป ก็จะสร้างแรงกดดันให้หุ้น AI ทันทีเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น หุ้น AI ยังต้องอาศัย “สภาพคล่อง” อย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงความต้องการซื้อจากนักลงทุน โดยนักวิเคราะห์จาก Renaissance Macro ระบุว่า โครงสร้างมูลค่าที่ถูกผลักดันด้วยสภาพคล่อง ทำให้หุ้น AI เคลื่อนไหวไวเป็นพิเศษต่อถ้อยแถลงของผู้บริหาร Fed ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงระมัดระวังของ Jerome Powell หรือมุมมองผ่อนคลายจาก John Williams ซึ่งล้วนทำให้หุ้น AI แกว่งแรงภายในวันเดียว
พูดได้ว่าตอนนี้ หุ้น AI กำลังเทรดตาม “ต้นทุนเงิน” และ “สภาพคล่อง” มากกว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะสั้น และนั่นทำให้การประชุม Fed เดือนธันวาคมกลายเป็นจุดชี้ชะตาของทั้งกลุ่ม
2.ในปัจจุบันความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคมมีความผันผวนสูง
รายงานของ Investing.com ชี้ว่า ความคาดหวังของตลาดต่อการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมมีการขึ้นแรง-ลงแรง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม
โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ชี้ว่าล่าสุด ความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม พุ่งเป็น 70.9% จากเดิมเพียง 39.1% ในวันก่อนหน้า หลังจาก John Williams ประธาน Fed นิวยอร์ก ส่งสัญญาณผ่อนคลายเกินคาด
อย่างไรก็ตาม ประธาน Fed อย่าง Jerome Powell กลับเพิ่มความไม่แน่นอนโดยเตือนว่า “ผลการประชุมเดือนธันวาคมไม่ใช่ข้อสรุปล่วงหน้า” ซึ่งความย้อนแย้งของข้อความจาก Fed ได้ทำให้ราคาหุ้น AI แกว่งแรงในระยะสั้น ดังนั้น ผลลัพธ์การตัดสินใจของ Fed ที่ชัดเจนก็จะช่วยให้ตลาดพอจะคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตและลดความผันผวนได้
3.การปรับตัวลงรุนแรงของหุ้น AI ล่าสุด สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดโดยรวมในปัจจุบัน
แม้ Nvidia จะประกาศผลประกอบการยอดเยี่ยม (รายได้ไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 อยู่ที่ 57.0 พันล้านดอลลาร์ โต 62% YoY และกำไรสุทธิตาม GAAP อยู่ที่ 31.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 65% YoY) แต่ก็ยังไม่สามารถพยุงหุ้นให้พ้นจากแรงขายหนักในช่วงที่ผ่านมาได้
การที่หุ้น AI ร่วง ทั้งที่ผลประกอบการยังแข็งแกร่ง อาจแปลว่า ในตอนนี้ปัจจัยมหภาคมีอิทธิพลเหนือพื้นฐานบริษัท และการที่กลุ่ม “Magnificent Seven” มีสัดส่วนถึง 35% ของดัชนี S&P 500 ในตอนนี้ ก็หมายความว่าความผันผวนของหุ้น AI แค่ไม่กี่ตัวก็ส่งผลกระทบทั่วทั้งตลาดได้
4.ประวัติศาสตร์ชี้ว่าฟองสบู่มักจะแตกหลังช่วงนโยบายการเงินมีความเข้มงวดขึ้น
ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีต เช่น
-ฟองสบู่ดอตคอมแตกหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย 1.75% (1999–2000)
-ฟองสบู่ญี่ปุ่นแตกหลัง BOJ ใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด
-ฟองสบู่ที่อยู่อาศัยสหรัฐฯ ปี 2008 แตกหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย
ซึ่งหมายความว่า ประเด็นสำคัญสำหรับเดือนธันวาคม ไม่ใช่แค่ว่า Fed จะ “ลดดอกเบี้ยหรือไม่” แต่คือ จะสื่อสารแนวทางนโยบายต่อไปอย่างไรในอนาคต เพราะถึงจะลดดอกเบี้ย แต่ถ้าส่งสัญญาณถึงความกังวลและความระมัดระวังเกินไป ก็อาจทำให้ตลาดไม่มั่นใจและเทขายหุ้นเทคได้อยู่ดี
สรุป
เดือนธันวาคมกำลังจะชี้อนาคตของหุ้น AI เพราะการตัดสินใจของเฟดในเดือนธันวาคมจะเป็นตัวกำหนดว่า
(1) กระแสหุ้น AI จะกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หรือ (2) จะยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายและมูลค่าที่ถูกท้าทาย
ดังนั้นเดือนธันวาคม จึงเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับนักลงทุนหุ้น AI และอาจเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดตั้งแต่กระแส AI มาแรงเลยก็ว่าได้
โฆษณา