Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Wealthy Thai
•
ติดตาม
26 พ.ย. เวลา 07:01 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ไม่ตกเทรนด์! เปิด 2 โอกาสใหม่ที่ “แตกต่าง”...
“A-RING” หุ้นเหมืองทอง “A-SLVP” หุ้นเหมืองเงิน “ขุดความมั่งคั่ง” เสริมพอร์ตแกร่งให้เติบโตอย่างยั่งยืน !!!
1
โดย: บลจ.แอสเซท พลัส
ปีนี้ถือเป็นปีทองสำหรับสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง “ทองคำ” (Gold) และ “เงิน” (Silver) ที่ราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น +54.37% และ +71.39% ตามลำดับ (ที่มา:
tradingview.com
, วันที่ 18 พ.ย. 25)
ที่สำคัญตลาดมองว่า “แนวโน้มขาขึ้น” ของทั้ง 2 สินทรัพย์นี้เพิ่งอยู่ในช่วงต้นของ “วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่” เท่านั้น
หนึ่งในวิธีที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคย ก็คือ เข้าไปลงทุนใน “ทองคำ” หรือ “เงิน” แบบตรงไปตรงมา
แต่รู้หรือไม่?...ยังมีทางเลือกการลงทุนใหม่ที่ “แตกต่าง” และได้ประโยชน์จากแนวโน้มขาขึ้นของสินทรัพย์ทั้ง 2 อยู่เช่นกัน
นั่นก็คือ “หุ้นเหมืองทองคำ” และ “หุ้นเหมืองเงิน” นั่นเอง !!!
และยังเป็นทางเลือกที่มีโอกาสจะสร้างผลตอบแทนที่ “Outperform” ราคาทองคำและเงินที่ปรับตัวขึ้นในระยะยาวอีกด้วย
เหตุผล...เข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อต้นทุนการขุดเจาะค่อนข้างคงที่ ในขณะที่ราคา “ทอง” และ “เงิน” ปรับตัวขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อกำไรของหุ้นกลุ่มนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ และจะเป็นกลุ่มที่กำลังจะวิ่งตามและวิ่งแซงราคาทองและเงินในอนาคต
จะดีแค่ไหน ถ้าคุณมีโอกาสได้เข้าลงทุนใน “หุ้นเหมืองทอง” และ “หุ้นเหมืองเงิน” เพื่อร่วมขุดความมั่งคั่งเสริมแกร่งให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวอย่างยั่งยืนไปกับ “วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่” ของสินทรัพย์ทั้ง 2 ในครั้งนี้
วันนี้ โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เมื่อ “บลจ.แอสเซท พลัส” ได้นำเสนอ 2 ทางเลือกใหม่ที่แตกต่างกับ 2 กองทุน ได้แก่ “A-RING: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส โกลบอล โกลด์ ไมเนอร์ส อิควิตี้” และ “A-SLVP: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ซิลเวอร์ ไมเนอร์ส อิควิตี้” ที่เตรียมเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 21 – 27 พฤศจิกายน 2568
(กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำและเงิน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก)
“ราคาทอง” ยัง “ไม่ Peak” พร้อมทะยานต่อ...ยังอยู่ช่วงต้นของ “วัฏจักรขาขึ้น”
“ทองคำ” ปีนี้ถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีสุดสินทรัพย์หนึ่งของโลก ปีนี้บวกมาแล้วกว่า +54.37% มาอยู่ที่ระดับ 4,052 ดอลลาร์/ทรอยซ์ออนซ์ (ที่มา:
tradingview.com
, วันที่ 18 พ.ย. 25)
แต่เมื่อเทียบกับสถิติในอดีต “รอบขาขึ้น” ของทองคำที่เฉลี่ย +343% ในระยะเวลาเฉลี่ย 1,096 วันการปรับขึ้นรอบปัจจุบันยังถือว่าอยู่ใน “ช่วงต้นของวัฏจักรขาขึ้น” และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปทำ “จุดสูงสุดใหม่” ได้ในอนาคต
ที่สำคัญ บริบทแวดล้อมในปัจจุบันเอื้อต่อการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอย่างปฏิเสธไม่ได้ หนึ่งในนั้น คือ แนวโน้ม “ดอกเบี้ยขาลง” ของสหรัฐเอง ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่เพิ่มขึ้น และหนี้สาธารณะที่แตะระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ ทำให้ความต้องการถือ “ทองคำ” ในฐานะที่เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Heaven) เพิ่มขึ้น
สะท้อนผ่านมูลค่าความต้องการลงทุนในทองคำ (ไม่รวมเครื่องประดับและอุตสาหกรรม) อยู่ในระดับ “สูงสุดเป็นประวัติการณ์” ทั้งในแง่ตัวเงินและสัดส่วนต่อ GDP เลยทีเดียว จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) Deterioration (ภาวะเศรษฐกิจแย่ลง) ความกังวลต่อการเติบโตทั่วโลกจากสงครามภาษีของสหรัฐทำให้นักลงทุนมองหาทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
2) Diversification (การกระจายความเสี่ยง) ธนาคารกลางหลายประเทศเปลี่ยนโครงสร้างทุนสำรองถือครองทองคำมากกว่าพันธบัตรสหรัฐครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี มองเสถียรภาพมั่นคงกว่า และ 3) Debasement (ความกังวลเรื่องค่าเงินด้อยค่า) โดยเฉพาะในสหรัฐ จากหนี้การคลังพุ่งสูงต่อเนื่อง
“ช่วงนี้ที่ราคาทองมีการ ‘พักฐาน’ จึงเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ จากสถิตินับตั้งแต่ปี1973 ราคาทองคำมักปรับขึ้นมาก่อนการประกาศลดดอกเบี้ยของ Fed และสามารถปรับขึ้นได้ต่อไปอีกประมาณ 6 สัปดาห์หลังจากนั้น ก่อนที่จะเข้าสู่การพักฐาน (Correction) ซึ่งโดยเฉลี่ยใช้เวลาราว 10-12 สัปดาห์ก่อนปรับตัวขึ้นต่อ”
“หุ้นเหมืองทอง” โอกาสลงทุนที่แตกต่าง...ราคามักปรับตัวขึ้นเฉลี่ยราว 2 เท่าของ “ราคาทองคำ”
ถ้าราคาทองคำมีแนวโน้มขาขึ้นเช่นนี้ ใครเล่าที่จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ?
“เหมืองทองคำ” นั่นเอง !!!
เมื่อต้นทุนในการขุดทองค่อนข้างคงที่ ขณะที่ราคาทองพุ่งเอาๆ แบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า “อัตรากำไรของบริษัทเหมืองทอง” เลยพุ่งแตะระดับ “สูงสุดเป็นประวัติการณ์” ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มีการปรับคาดการณ์กำไรของหุ้นเหมืองทองคำในปี 2026 เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
“นั่นทำให้กลุ่ม ‘หุ้นเหมืองทองคำ’ ยังคง ‘Undervalue’ เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ‘หุ้นเหมืองทอง’ ในวันนี้ก็ไม่เหมือนในอดีต หลังปี2015 กลุ่มเหมืองทองมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่จากเดิม เน้นผ่านการลดหนี้ คุมต้นทุน และเน้นสร้างกระแสเงินสด ทำให้ปัจจุบัน ‘หุ้นเหมืองทอง’ มีพื้นฐานแข็งแรงกว่าเดิมและมีวินัยการเงินขึ้นอย่างมากอีกด้วย ในขณะที่ ปัจจุบัน Valuation ‘หุ้นเหมืองทอง’ ยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 20 ปี
และ Laggard ราคาทองคำอีกมาก ที่สำคัญจากสถิติในอดีตราคา ‘หุ้นเหมืองทอง’ มักปรับตัวขึ้นเฉลี่ยราว 2 เท่าของ ‘ราคาทองคำ’ สะท้อนถึงโอกาสการลงทุนได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านี้ยังมี ‘ค่าสหสัมพันธ์’ (Correlation) กับสินทรัพย์อื่นต่ำ ช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และยังมี ‘Dividend Yield’ ที่สูงกว่าดัชนี ‘S&P500’ อีกด้วย”
“A-RING” โอกาสลงทุน “หุ้นเหมืองทองคำ”...ร่วมเติบโตไปกับแนวโน้มขาขึ้น “ทองคำโลก” บริหารจัดการโดย “BlackRock” ผู้บริหาร ETF รายใหญ่ของโลก
เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีการลงทุนในช่วงแนวโน้มขาขึ้นของ “ทองคำโลก”
“บลจ.แอสเซท พลัส” ได้นำเสนอการลงทุนใหม่ที่น่าสนใจมาเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนไทย ผ่าน “A-RING: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส โกลบอล โกลด์ ไมเนอร์ส อิควิตี้” (กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก) ความเสี่ยง “ระดับ 7” (เสี่ยงสูง) เป็นกองทุน Passive Fund ที่เน้นลงทุน “หุ้นเหมืองทองคำ” ทั่วโลก
เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี “MSCI ACWI Select Gold Miners Investable Market Index (IMI)” ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares MSCI Global Gold Miners ETF’ (RING) ที่มี BlackRock Fund Advisor เป็นที่ปรึกษาการลงทุน (Investment Adviser)
สำหรับ “BlackRock” เป็นบลจ.ชั้นนำ “อันดับ1” ของโลก เป็นผู้บริหารกองทุน ETF ตระกูล iShares รายใหญ่ที่สุดของโลก มากกว่า 1,700 กอง มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมกันกว่า 5.2 ล้านล้านดอลลาร์ มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกกว่า 29% (Source: iShares as of 30 Sep 2025)
สัดส่วนพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ต.ค. 25) นั้น มีการลงทุนใน “หุ้นเหมืองทอง” กระจายใน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย
- Canada 56.2%
- U.S. 7.9%
- South Africa 12.1%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Newmont 15.15%, 2) Agnico Eagle Mines LTD 13.61%, 3) Barrick Mining CORP 8.62%, 4) Wheaton Precious Metals CORP 6.41% และ 5) Gold Fields LTD 4.74% ตามลำดับ”
ส่วนผลตอบแทนของกองทุนหลัก สามารถเกาะกับดัชนีอ้างอิงได้อย่างใกล้ชิด YTD +120.62% (BM +121.82%), 1Y +88.91% ต่อปี (BM +90.31% ต่อปี), 3Y +53.71% ต่อปี (BM 51.65% ต่อปี) และ 5Y +16.65% ต่อปี (BM +16.63% ต่อปี) ตามลำดับ”
“ราคาเงิน” วิ่งรับ “ดีมานด์” แรง-“ซัพพลาย” หด...การฟื้นตัวแกร่งกว่าทอง หลังอัตราส่วน “Gold/Silver Ratio” ปรับลดลงต่อเนื่อง
“เงิน” (Silver) แรงดีไม่แพ้ทอง ปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า +71.39% มาอยู่ที่ระดับ 50.68 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ (ที่มา:
tradingview.com
, วันที่ 18 พ.ย. 25)
เป็นการปรับขึ้นจาก “ดีมานด์” (Demand) ที่แข็งแกร่ง ทั้งจากมูลค่าการถือครองเงินผ่าน “Silver ETF” ที่พุ่งกลับขึ้นมายืนเหนือ 1,000 ล้านออนซ์ในปี2025 สะท้อนกระแสการลงทุนที่แข็งแกร่ง การที่ “Silver ETF” ถือครองเงินมากกว่าปริมาณที่มีอยู่ในคลัง LBMA สะท้อนถึงภาวะที่ (Short Physical Situation) ซึ่งในอดีตเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเร่งตัวของราคานั่นเอง
ไม่เพียงดีมานด์จากการลงทุนเท่านั้น ดีมานด์ในฝั่งของอุตสาหกรรมก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวเช่นกัน จากการเติบโตของกลุ่ม “Solar PV” “Semiconductor” และ “EV” เพราะเงินยังคงเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติการนำไฟฟ้าที่ “ดีที่สุด” ทำให้ถูกนำไปใช้ในเกือบทุกอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพากระแสไฟฟ้าอย่างขาดไม่ได้เลยทีเดียว
ดีมานด์ที่แข็งแกร่งนี้ ประกอบกับซัพพลายที่มีจำกัดและลดลงจากจำนวนการขุดเงินทั่วโลกที่มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี2015 เป็นต้นมา ทำให้เกิด “การขาดดุลเชิงโครงสร้างขึ้น” แม้การผลิตเงินเริ่มฟื้นตัว แต่ยังโตเฉลี่ยเพียง 1% ต่อปี ขณะที่ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับสูงส่งผลให้ตลาดยังขาดดุลต่อเนื่องถึงปี2026 หนุนการปรับขึ้นของราคาเงินอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ซัพพลายของเงินลดลงนั้น ได้แก่ 1) การผลิตเหมืองเงินทั่วโลกยังไม่เพียงพอ เนื่องจากการลงทุนใหม่ต่ำ ต้นทุนสูง และข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม 2) การเปิดเหมืองใหม่มีความท้าทายมากขึ้นเนื่องจากประเทศผู้ผลิตเงินรายใหญ่ของโลกอย่าง เม็กซิโกและจีนมีการเข้มงวดด้าน กฎระเบียบและนโยบายสิ่งแวดล้อม ทำให้โครงการเหมืองใหม่ใช้เวลาพัฒนายาวนานขึ้นและมีจำนวนน้อยลง
3) อุปทานไม่ยืดหยุ่น (Inelastic Supply) เพราะมี “เหมืองเงินบริสุทธิ์” (Pure Silver Mines) น้อยมาก ส่วนใหญ่ผลิตเงินเป็นผลพลอยได้ (Byproduct) จากเหมืองทองแดง ตะกั่ว หรือสังกะสี และ 4) ผลผลิตแร่เงินมีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่มาจากเหมืองเงินโดยตรง ส่วนที่เหลือเป็นการผลิตในฐานะผลพลอยได้ (Byproduct) จากการทำเหมืองแร่ชนิดอื่น เช่น ทองแดง ตะกั่ว หรือสังกะสี
“หุ้นเหมืองเงิน” ราคายัง Laggard…สถิติฟ้องช่วง “Silver Bull Market” หุ้นเหมืองเงิน Outperform ราคาเงิน
“ราคาเงิน” วิ่งทะยานขึ้นมาแล้ว ใครจะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ?
“หุ้นเหมืองเงิน” นั่นเอง !!!
จากราคาเงินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ Margin “หุ้นเหมืองเงิน” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากสถิติอดีต พบว่า “หุ้นเหมืองเงิน” มีค่า Beta 1.2 เมื่อเทียบกับราคาเงิน ในช่วงที่เกิด “Silver Bull Market” หุ้นเหมืองเงินสามารถ Outperform ราคาเงินได้ ซึ่งปัจจุบันราคาเงินเข้าสู่ “Bull Market” รอบใหม่แล้ว แต่ “หุ้นเหมืองเงิน” ยัง Laggard ปรับตัวขึ้นไม่เท่าที่ควรจะเป็น สะท้อนโอกาสในการ Catch Up ของหุ้นกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี
“ปัจจุบัน ‘หุ้นเหมืองเงิน’ เทรดที่ P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี สะท้อนว่า Valuation ของ ‘หุ้นเหมืองเงิน’ ยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุนเลยทีเดียว”
“A-SLVP” โอกาสลงทุนใน “เหมืองเงิน” โตตามเทรนด์ “ราคาเงิน” ขาขึ้น...บริหารจัดการโดย “BlackRock” ผู้บริหาร ETF รายใหญ่ของโลก
ส่วนแนวโน้มของ “ราคาเงิน” ขาขึ้น ก็เป็นโอกาสในการลงทุนที่ไม่ควรพลาดเช่นเดียวกัน
ทาง “บลจ.แอสเซท พลัส” ได้นำเสนอทางเลือกการลงทุนใหม่ที่น่าสนใจมาให้กับผู้ลงทุนไทยเพิ่มเติม ผ่าน “A-SLVP: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ซิลเวอร์ ไมเนอร์ส อิควิตี้” (กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงิน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก) ความเสี่ยง “ระดับ 7” (เสี่ยงสูง)
เป็นกองทุน Passive Fund ที่เน้นลงทุน “หุ้นเหมืองเงิน” ทั่วโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี “MSCI ACWI Select Silver Miners Investable Market Index (IMI)” ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF’ (SLVP) ที่มี BlackRock Fund Advisor เป็นที่ปรึกษาการลงทุน (Investment Adviser)
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 ต.ค. 25) นั้น มีการลงทุนใน “หุ้นเหมืองเงิน” 99.90% กระจายใน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย
- Canada 48.42%
- U.S. 20.40%
- Mexico 14.25%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Industrias Penoles SAB de CV 13.72%, 2) Hecla Mining Co 12.38%, 3) Fresnillo PLC 9.84%, 4) First Majestic Silver Corp 7.88% และ 5) Newmont Corp 6.19% ตามลำดับ”
ส่วนผลตอบแทนของกองทุนหลัก สามารถเกาะกับดัชนีอ้างอิงได้อย่างใกล้ชิด YTD +130.07% (BM +131.25%), 1Y +85.92% ต่อปี (BM +88.97% ต่อปี), 3Y +41.61% ต่อปี (BM 43.10% ต่อปี) และ 5Y +11.14% ต่อปี (BM +12.77% ต่อปี) ตามลำดับ”
หากคุณกำลังมองหาโอกาสการลงทุนที่ได้ประโยชน์จาก “แนวโน้มขาขึ้น” รอบใหม่ของ “ทองคำ” และ “เงิน” แล้ว อีกทางเลือกที่ “แตกต่างและน่าสนใจ” ที่ยังคงตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ก็คือ การลงทุนใน “หุ้นเหมืองทองคำ” และ “หุ้นเหมืองเงิน” นั่นเอง เชื่อว่ากองทุน “A-RING” และ “A-SLVP” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ช่วย “ขุดความมั่งคั่ง” เสริมพอร์ตแกร่งให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
กองทุน A-RING ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำจึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
กองทุน A-SLVP ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงิน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่
บลจ. แอสเซท พลัส โทร. 0-2672-1111
www.assetfund.co.th
เศรษฐกิจ
การลงทุน
กองทุน
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย