27 พ.ย. เวลา 03:03 • หุ้น & เศรษฐกิจ

“อินโนบิก” บ.ลูกปตท. เร่งเครื่องสู่อาเซียน

ปรับแบรนด์ครั้งใหญ่ ชูธุรกิจยา ปูทางสู่ Life Science แบบครบวงจร
บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด บริษัทในเครือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปรับธุรกิจครั้งใหญ่ วางเป้าขึ้นแท่นผู้นำ Life Science ระดับภูมิภาค หลัง 5 ปีสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพครบวงจร ทั้งธุรกิจยา โภชนาการ การลงทุน และเทคโนโลยี พร้อมเดินเกมรุกตลาดต่างประเทศ หนุนพันธมิตร “Lotus – Alvogen US” ต่อยอดกลยุทธ์การเติบโตแบบแพลตฟอร์ม และเตรียมความพร้อมสู่การเข้าตลาดหุ้นใน 3-5 ปี
ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. เปิดเผยว่า อินโนบิกก่อตั้งขึ้นในปี 2563 เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์ Life Science ซึ่งเป็น New S-Curve สำคัญของประเทศ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทเร่งสร้าง Ecosystem ตั้งแต่งานวิจัย พัฒนา จนถึงการค้าปลีกเชิงพาณิชย์ รองรับสังคมสูงวัยและเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุข
โดยจุดยืนของอินโนบิกชัดเจน คือ แข่งขันด้วยนวัตกรรม ความเร็ว และพันธมิตรระดับโลก ผ่านการลงทุนใน บริษัท โลตัส ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (Lotus Pharmaceutical Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายยาของไต้หวัน ที่มีตลาดครอบคลุมในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งปัจจุบันมูลค่าตลาดเติบโตกว่า 3 เท่า สะท้อนผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน
ในปีนี้ Lotus เดินหน้ารุกตลาดผลิตภัณฑ์ยาเฉพาะทางในสหรัฐฯ ด้วยการเข้าซื้อหุ้นใน Alvogen US โดยใช้เงินทุนและเงินกู้ของบริษัทเอง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่น Branded Generics Top 20 ของโลก และทำให้อินโนบิกมีแพลตฟอร์มยาครบวงจร ทั้งการผลิต วิจัย และกระจายสินค้า
ปัจจุบันอินโนบิกถือหุ้น Lotus ราว 38% และจะคงระดับไม่เกิน 36% ในอนาคต เพราะ Lotus คือ “ฐานสำคัญ” ในการต่อยอดโมเลกุลยาและขยายตลาดต่างประเทศ
มุ่งสู่ “Regional Commercial Platform” ของอาเซียน
ด้านดร.ณัฐ อธิวิทวัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ อินโนบิก (เอเซีย) กล่าวว่า การปรับแบรนด์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับภาพลักษณ์ แต่เป็นการรีดีไซน์กลยุทธ์ทั้งหมดเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยอินโนบิกแบ่งธุรกิจเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ 1.ธุรกิจยา (Pharmaceutical) 2.โภชนาการเพื่อสุขภาพ 3.การลงทุน และ 4.เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ซึ่งทิศทางใหม่จะเน้นธุรกิจยาเป็นแกนกลาง โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น มะเร็ง เบาหวาน รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พร้อมตั้งเป้าเพิ่ม Brand Awareness ให้เติบโตแบบก้าวกระโดด เพื่อเสริมพลังการขยายธุรกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ อินโนบิกตั้งเป้าปรับบทบาทสู่ ศูนย์กลางความร่วมมือด้านสุขภาพในอาเซียน (Regional Commercial Platform) ด้วยจุดแข็งด้านเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศ และความสามารถในการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน โดยแผนขยายธุรกิจต่างประเทศจะมุ่งไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยอาจใช้ทั้งการเติบโตแบบ Organic และการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งยังอยู่ระหว่างการประเมินโอกาสและงบลงทุน
เข้าตลาดหุ้นภายใน 3–5 ปี หากมีการลงทุนใหญ่
ดร.บุรณิน กล่าวเสริมว่า การพัฒนายาต้นแบบใช้เวลาถึง 8–20 ปี ซึ่งไทยยังไม่พร้อมทำเต็มกระบวนการ แต่บริษัทใช้แนวทางทำบางส่วนและใช้พันธมิตรช่วยบางส่วน เพื่อเร่งการสร้างนวัตกรรมคุณภาพสูง โดยโฟกัสยาเฉพาะกลุ่มและยาที่มุ่งเป้าชัดเจน ปัจจุบันรายได้จากธุรกิจยาอยู่ที่ราว 80–90% ขณะที่ธุรกิจโภชนาการแม้รายได้ไม่สูง แต่เข้าสู่ตลาดได้เร็วและสนับสนุนภาพรวมธุรกิจ
ด้านการบริหารกระแสเงินสด อินโนบิกดำเนินงานแบบ Self-Financing โดยไม่ใช้เงินสนับสนุนจาก ปตท. แต่ใช้ปันผลจาก Lotus และรายได้จากธุรกิจของบริษัทเอง พร้อมรักษากระแสเงินสดให้อยู่ในระดับ 1,000–2,000 ล้านบาทต่อปี (ไม่รวมเม็ดเงินลงทุนใหม่)
ส่วนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ดร.บุรณิน มองว่าเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ แต่ยังไม่จำเป็นต้องรีบ โดยเป้าหมายการ IPO จะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทมีโมเลกุลยาเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น มีการลงทุนขนาดใหญ่ และมีกระแสเงินสดที่แข็งแรง หากบรรลุเงื่อนไขดังกล่าว คาดว่าอินโนบิกมีโอกาสเข้าตลาดหุ้นภายใน 3–5 ปี
โฆษณา