เมื่อวาน เวลา 06:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

น้ำท่วมหาดใหญ่...ภัยซ้ำซากเพราะขาดคนมีฝีมือ!

  • ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหาดใหญ่ถูกมองว่า เป็นผลมาจากการขาดความสามารถในการบริหารจัดการ ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
  • สาเหตุหลักเกิดจากการวางผังเมืองที่บกพร่อง มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ และ ขาดการวางแผนรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ
  • เหตุการณ์น้ำท่วมสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทั้งต่อภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และ ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่
มีการประเมินตัวเลขทางเศรฐกิจที่เกิดขึ้นภายหลังปรากฏการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ในจังหวังภาคใต้ มีมูลค่าอยู่ที่ราว1,500 ล้านบาทต่อวัน ขณะเดียวกันหากตีกรอบที่เล็กลงไป เฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งรวมไปถึงอำเภอหาดใหญ่ ที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับแรกของภาคใต้ ด้วยสัดส่วน 1.3% ของประเทศ และยังพบว่า เพียงแค่ระยะเวลา 30 วัน ในช่วงเวลาที่น้ำท่วม ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อาจมีมูลค่าถึง 25,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากเรื่องของการนำเข้าส่งออกสินค้า ยังมีเรื่องของผลกระทบด้านการบริการ ที่เกิดจากการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย คือ กลุ่มนักท่องเทียวอันดับแรก ที่มักจะขับรถข้ามเขตแดนเข้ามาจากมาเลเซีย สู่ภาคใต้ของไทย และที่เจ๊เมาธ์ว่ามา...ยังไม่นับรวมไปถึงความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้นตามมาในระยะยาวก่อนที่เศรษฐกิจในพื้นที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ!!!
มีการประเมินผลกระทบที่ไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลข ทั้งที่เกิดจาก คน อาคารบ้านเรือน ยานพาหนะ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งจะมีทั้งการซ่อมแซม การซื้อใหม่ ออกมาเป็นหลายสาเหตุได้ดังนี้
1. ค่าซ่อมแซมบ้านให้กลับเข้าอยู่ได้ทันทีหลังน้ำลด ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในทุกส่วนที่เป็นบ้าน ซึ่งอาจยกเว้นเพียงโครงสร้างอาคารที่ยังพอจะใช้งานต่อไปได้ นอกจากนี้อาจจะต้องมีการซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด
2. ค่าอุปกรณ์ที่ต้องซื้อใหม่ ซึ่งครอบคลุมไปทั้งในส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่ม
3. ค่าเสียโอกาสรายได้ โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มอาชีพค้าขาย อาชีพบริการ รวมไปถึงกลุ่มคงที่หาเช้ากินค่ำ ซึ่งจะต้องขาดรายได้ทั้งหมดไปในช่วงน้ำท่วม
4. ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการรักษาสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่จะเกิดขึ้น แม้จะถือเป็นต้นทุนเศรษฐกิจที่มองไม่เห็น เพราะบางกรณีผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายเอง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเป็นส่วนกลางที่จะต้องรับผิดชอบดูแล ซึ่งก็ยังนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายเช่นเดิม...
5. ภาวะเงินเฟ้อในพื้นที่อันเกิดจากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้ง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง รวมไปถึงค่าซ้อมบำรุงต่างๆ ทั้งที่พักอาศัยและยานพาหนะ ซึ่งบางกรณีแม้มีเงินแต่ก็อาจซื้อบริการที่ต้องการอย่างทันท่วงทีไม่ได้
นอกจากความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะถูกประเมินเป็นภาพใหญ่ แต่หากมองในมุมที่เป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่คิดต่อหุ้นรายตัวที่อยู่ในตลาดหุ้น ก็จะพบว่า กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบในทางลบมากเป็นอันดับแรกๆ ก็หนีไม่พ้นค้าปลีก และ ธุรกิจบริการ เช่น
1. กลุ่มค้าปลีก เช่น BJC CPALL CPN และ OR ซึ่งแม้ว่าอาจได้รับผลกระทบไม่มาก เมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัท แต่ผลกระทบก็ยังมี
2. กลุ่มโรงแรม อย่าง CENTEL และ ERW ซึ่งแม้จะมีสัดส่วนรายได้ก็ค่อนข้างน้อยแต่ก็ยังพอมี
3. กลุ่มลีสซิ่ง อย่าง MTC SAWAD และ TIDLOR เนื่องจากลูกหนี้อาจชะลอการจ่ายชำระหนี้ เพราะขาดสะภาพคล่อง รวมไปถึงอาจนำเงินไปซ่อมแซมที่อยู่อาศัย แม้จะมีไม่มาก...แต่ก็คาดกระทบจากมากไปน้อย
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์ในเชิงบวกจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ เช่น..
1. หุ้นกลุ่มค้าวัสดุก่อสร้าง ได้รับปัจจัยบวกจากการซ่อมแซมบ้านเรือนหลังน้ำลด HMPRO DOHOME GLOBAL DCC DRT DPAINT และ TOA ซึ่งจะมีรายได้เข้าชัดเจนในช่วงของการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และ ระบบสาธารณูปโภค หลังน้ำลด
2. หุ้นยางมะตอย อย่าง TASCO ซึ่งจะได้อานิสงส์ในการซ่อมแซมถนนต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายหลังน้ำลดเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม...สำหรับเจ๊เมาธ์ไม่ว่าจะมีใครได้ หรือ ใครเสียผลประโยชน์ แต่ปัญหาเรื่องน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับเมืองใหญ่เช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากการสื่อสาร ที่สามารถเข้าถึงสาธารณะชนที่มีความสะดวกมากขึ้น ก็ควรจะทำให้การแจ้งเตือนต่างๆ สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ แต่อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นปัญหาเรื่องความบกพร่องในเรื่องของการวางฝังเมืองของไทย ซึ่งเป็นไปอย่างขาดการวางแผนและขาดความรู้ ไม่ว่าจะเป็นถนน หรือ อาคารต่างๆ จนทำให้ขวางทางน้ำธรรมชาติ ท้ายที่สุดก็เป็นปัญหาเรื่องการวางแผนเพื่อรับมือภัยพิบัติ
ทั้งที่ประทศไทยมีหน่วยงานที่สามารถพยายกรณ์ได้ว่า จะเกิดปัญหาฝนตกหนัก แต่กลับทำได้แค่รู้ หรือ อาจไม่มีปัญญาในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนได้เลย
ว่ากันตามตรง...เจ๊เมาธ์ก็แค่อยากเตือนและอยากสะกิดเหล่าผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่า ของแบบนี้มันสามารถวางแผนเพื่อป้องกันและบรรเทาความเสียหายได้ เพราะถ้าหากทำได้ หรือ ทำไม่เป็นก็ควรผันตัวเองไปทำอย่างอื่นได้แล้ว
เรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจอาจเรียกได้ว่า “อุบัติเหตุ” เรื่องบางเรื่องที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง และไม่อาจควบคุมได้อาจเรียกได้ว่า “ภัยธรรมชาติ” แต่เรื่องบางเรื่องที่เกิดบ่อยๆ แต่ไม่ทำอะไร เขาเรียกว่าเรื่อง “ซ้ำซากเพราะไม่มีฝีมือ” เจ้าค่ะ
โฆษณา