22 มี.ค. เวลา 12:30 • อสังหาริมทรัพย์

[mon livre: จัดการทรัพย์สินก่อนจะเป็นมรดก] บทที่ 4 | เมื่อยอมจ่าย “ความใจดี” ในราคา “ปีละแสน” 🏠📜

จากตอนที่แล้วที่เราแบ่งทรัพย์สินเป็นประเภท 'ปลอดภาระ' และ 'มีภาระติดพัน' วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเภทที่ 2 กันค่ะ ภาระในที่นี้ไม่ใช่หนี้ธนาคาร แต่เป็น “บุคคลที่มีชีวิตจิตใจ” และมีสถานะเป็น "คนรู้จักที่สนิทเหมือนญาติ"
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อนานมาแล้วคุณแม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยคนรู้จักท่านนี้ (ขอเรียกว่าคุณเอ) ที่กำลังจะโดนยึดบ้านด้วยเหตุผลส่วนตัว คุณแม่จึงอาสาช่วยผ่อนต่อจนโอนเป็นชื่อคุณแม่ โดยตกลงกันปากเปล่าว่า "ถ้าคุณเอพร้อมเมื่อไหร่ค่อยซื้อคืนไป" ฟังดูเป็นเรื่องที่ถูกต้องใช่ไหมคะ? สนิทกันก็ต้องช่วยเหลือกันสิ มีนำ้ใจหน่อย...
แต่โลกความเป็นจริงไม่ใช่นิยายค่ะ ผ่านมาสิบกว่าปี คุณเอก็ยังไม่พร้อม และไม่มีทีท่าว่าจะย้ายออกด้วยเหตุผลว่า "รายได้ไม่พอ" แม้คุณแม่จะเมตตาแค่ไหน แต่ท่านก็เริ่มกังวลว่า หากวันหนึ่งท่านไม่อยู่แล้ว บ้านหลังนี้ที่ต้องตกเป็นของ "ลูก" จะกลายเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งระหว่างคนคุ้นเคย เพราะมุมมองของเราต่างจากคุณแม่โดยสิ้นเชิง
ต้องขอพูดตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมนะคะ แม้เราจะนับถือคุณเอเสมือนญาติผู้ใหญ่ แต่ในมุมมองของเรา "เรื่องเงินคือเรื่องเงิน เรื่องความสนิทคืออีกเรื่องหนึ่ง" เราไม่ได้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น ทั้งที่เขาก็ไม่ได้พยายามมากพอที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเอง เรามองเขาเป็นบุคคลหนึ่งที่มาอาศัยในทรัพย์สินของคุณแม่ โดยที่เราไม่ได้มีพันธะสัญญาหรือความจำเป็นใดๆ ที่ต้องแบกรับภาระทางการเงินแทนเขา
เราไม่ได้โกรธเคืองหรือเกลียดกันนะคะ ยังนับถือคุณเออยู่ในฐานะผู้ใหญ่คนนึงที่สนิทกับคุณแม่ แต่การนำ "ความสัมพันธ์" มาแลกกับ "ที่อยู่ฟรี" โดยที่เจ้าของทรัพย์ต้องเสียโอกาสทางการเงินปีละเป็นแสนบาท... สำหรับเรา นี่คือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ค่ะ
เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม คุณแม่จึงพยายามหาทางออก 2 รูปแบบ:
  • 1.
    ให้ทำสัญญาเช่าให้ถูกต้อง (เพื่อป้องกันการอ้างสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ในอนาคต)
  • 2.
    ให้คุณเอ (หรือลูก) กู้ซื้อคืนไปในราคาทุนที่คุณแม่จ่ายไป (ไม่เอากำไรสักบาท!)
บทสรุปคือ: ข้อ 2 เป็นไปไม่ได้เพราะเครดิตพวกเขาไม่ผ่าน สุดท้ายจบที่การ "ทำสัญญาเช่า (แบบไม่เก็บเงิน)" ซึ่งในมุมนักพยายามลงทุนอย่างเรา มองว่านี่คือการ เสียโอกาสทางการเงิน (Opportunity Cost) อย่างมหาศาลค่ะ
ลองกางตัวเลขดูคร่าวๆ นะคะ บ้านหลังนี้ถ้าปล่อยเช่าตามราคาตลาดคือ 10,000 บาท/เดือน โดยประมาณ นั่นเท่ากับว่าใน 1 ปี ครอบครัวเราเสียรายได้ที่ควรจะได้ไปถึง 120,000 บาท! หากเราขายบ้านในราคาทุน 2 ล้านบาท แล้วนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในหุ้นปันผล (Yield 5%) ตามแผนที่เราวางไว้ เราจะมีกระแสเงินสดกลับมาปีละ 100,000 บาท แบบไม่ต้องปวดหัวเรื่องการซ่อมบำรุงบ้าน หรือวิ่งวุ่นจ่ายภาษีที่ดินรายปี
เงินจำนวนนี้คือมูลค่าที่คุณแม่ต้อง "ควักเนื้อ" จ่ายออกไปทุกปี เพื่อซัพพอร์ตชีวิตคนอื่นที่พึ่งพาความใจดีของคุณแม่มาสิบกว่าปีจนเสียนิสัย และทำให้ครอบครัวเราเสียโอกาสในการต่อยอดความมั่งคั่ง คือสัญญาณเตือนภัยที่ต้องรีบจัดการ
สำหรับเรา "การช่วยเหลือต้องมีขอบเขต" ค่ะ เรามีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินที่จะได้รับส่งต่อมาให้ดีที่สุด เพื่อความมั่นคงของเราและครอบครัวในอนาคต การปล่อยให้ใครมาใช้ประโยชน์ฟรีๆ โดยที่เขาเองก็ไม่ได้พยายามยืนด้วยลำแข้งตัวเอง (คุ้นๆ ไหมคะ? นี่แหละค่ะเคส 'ผู้ใหญ่ไม่รู้จักโต' ของบ้านซุนรเยในชีวิตจริง ตามหนังสือที่เพิ่งรีวิวไปตอนก่อนหน้าเลย) แบบนี้ไม่ใช่เรื่องของความใจดี แต่มันคือการบริหารจัดการที่ผิดพลาด
เราไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณแม่กับคุณเอต้องพังเพราะเรื่องเงินโดยเฉพาะในรุ่นถัดไป ดังนั้นการจัดการเรื่องนี้ให้จบก่อนทรัพย์นั้นจะถึงมือเราแบบเต็มตัว คือวิธีการที่ประนีประนอมที่สุดแล้ว
ตอนนี้เราเริ่มมีแผนรับมือในใจบ้างแล้ว... ไว้ตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่า "แผนทวงคืนอิสรภาพให้ทรัพย์สิน" ของเราคืออะไร เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเจอ "ความลำบากใจ" แบบเดียวกัน
ทุกคนคิดว่าเราหน้าเลือดไปมั้ยคะที่มีความคิดแบบนี้? ระหว่าง 'การรักษาความสัมพันธ์' กับ 'การรักษาสิทธิในทรัพย์สิน' เราควรขีดเส้นแบ่งตรงไหนดี ถึงจะเรียกว่าการลงทุนกับความสุขที่ยั่งยืนจริงๆ? มาร่วมแชร์ประสบการณ์หรือแนะนำกันได้ในคอมเมนต์เลยค่ะ!
ปล. ตอนหน้าอาจต้องรอนานหน่อย เพื่อให้เวลาครอบครัวในการทำความเข้าใจนะคะ แต่สัญญาว่าคืบหน้าเมื่อไหร่จะกลับมาเล่าให้ฟังแน่นอน
โฆษณา