28 เม.ย. เวลา 16:25 • ประวัติศาสตร์
BangkokThailand

บทที่ 1: รุ่งอรุณแห่งการหมักบ่ม — เมื่อโลกเปลี่ยน "แป้ง" เป็น "ความรื่นรมย์"

ผมขอเกริ่นก่อนเลยนะครับว่า ผมไม่เคยเขียนเนื้อหาบทความลงออนไลน์มาก่อนเลยนะครับ ถ้าหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะครับ
หลังจากเปิดเพจมานานร่วมเข้าปี ก็ได้เวลามาปัดฝุ่นมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องราวต่างๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว แล้วยังคงยุคคงสมัยอยู๋ร่วมกับพวกเรามานานเป็นร้อยๆปี ผู้คนอาจลืม หรือ ยังคงเจ้าพวกเค้าได้จากทุกๆ อารมณ์และความรู้สึกที่ได้ถ่ายทอดกันมาจากรุ่น สู่ รุ่น.
บทที่ 1: รุ่งอรุณแห่งการหมักบ่ม — เมื่อโลกเปลี่ยน "แป้ง" เป็น "ความรื่นรมย์"
ในขณะที่เรามักนึกถึงประวัติศาสตร์ผ่านสงครามหรือการสร้างอาณาจักร แต่มีอีกหนึ่งสายธารที่ไหลขนานไปกับวิวัฒนาการของมนุษย์นั่นคือ "เทคโนโลยีการหมัก (Fermentation)" ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทั่วทุกมุมโลกในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันอย่างน่าอัศจรรย์
1. เมโสโปเตเมีย: เบียร์คือจิตวิญญาณแห่งนครรัฐ
ท่ามกลางลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส ชาวซูเมเรียน (Sumerians) ไม่เพียงแต่คิดค้นตัวอักษรลิ่ม (Cuneiform) แต่พวกเขายังเขียน "สูตรเบียร์" ลงบนแผ่นดินเหนียวอีกด้วย
ความแตกต่างทางเทคนิค: เบียร์ยุคนี้ไม่ได้ทำจากมอลต์เพียวๆ เหมือนปัจจุบัน แต่ใช้ "Bappir" (ลักษณะคล้ายคุกกี้)หรือขนมปังบาร์เลย์ที่อบไว้กึ่งสุกกึ่งดิบมาแช่น้ำหมัก
นัยทางสังคม: ในขณะที่พระราชวังและวิหารกำลังถูกสร้างขึ้น เบียร์ทำหน้าที่เป็น "สกุลเงิน" แรงงานที่สร้างวิหารซิกกูแรต (Ziggurat) จะได้รับเบียร์เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง เพื่อให้พลังงานและสารอาหารที่สะอาดกว่าน้ำดื่มทั่วไป
วิหารเหล่านี้แจกจ่ายเบียร์ข้าวบาร์เลย์ซึ่งเป็นเครื่องดื่มหลักของเมโสโปเตเมียให้แก่คนงานเป็นประจำทุกวัน แผ่นจารึกนี้ประทับด้วยสัญลักษณ์ตัวเลขห้าแบบที่แตกต่างกัน จากเมโสโปเตเมีย ประเทศอิรัก สมัยปลายยุคอูรุก 3100-3000 ปีก่อนคริสตกาล (พิพิธภัณฑ์อังกฤษ ลอนดอน)
2. จีน (เจียหู): สูตรลับ 9,000 ปีที่หายไป
ในเวลาที่ใกล้เคียงกันหรืออาจจะเก่าแก่กว่านั้น ทางตะวันออกไกล บริเวณหมู่บ้านโบราณ เจียหู (Jiahu) ลุ่มแม่น้ำเหลือง มนุษย์ยุคหินใหม่ได้สร้างเครื่องดื่มที่มีความซับซ้อนกว่าเมโสโปเตเมีย
การหลอมรวมรสชาติ: นักโบราณคดีพบสารตกค้างในเครื่องปั้นดินเผาว่า ชาวจีนยุคนั้นไม่ได้หมักแค่ธัญพืช แต่ผสม ข้าว (Rice), น้ำผึ้ง (Honey), และผลไม้ (Hawthorn/Wild Grape) เข้าด้วยกัน
ความแตกต่าง: หากเมโสโปเตเมียคือเบียร์เพียวๆ จีนคือการทำ "ค็อกเทลธรรมชาติ" ที่ผสมผสานระหว่างไวน์ เบียร์ และมธุรส (Mead) เข้าด้วยกัน ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ในเอเชียตะวันออก
เชื่อกันว่าไหโบราณมีฝาปิดจากเมืองอันหยาง ประเทศจีน เคยบรรจุไวน์เมื่อ 3,000 ปีก่อน ชิ้นส่วนของภาชนะดินเผาที่เก่าแก่กว่านั้นแสดงหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเคยบรรจุเครื่องดื่มหมัก ซึ่งอาจเป็นไวน์
3. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน: การปฏิวัติเกษตรกรรม
ทำไมเครื่องดื่มเหล่านี้ถึงเกิดขี้นพร้อมกันในหลายจุดของโลก?
คำตอบคือ "การตั้งรกราก": ในช่วง 10,000 - 5,000 ปีก่อนคริสตกาล มนุษย์เริ่มเลิกเร่ร่อนและเริ่มปลูกธัญพืช นักประวัติศาสตร์หลายท่านถึงกับตั้งสมมติฐานว่า "มนุษย์ไม่ได้ปลูกข้าวเพื่อเอามาทำขนมปังเป็นหลัก แต่ปลูกเพื่อเอามาทำเบียร์" * ในอียิปต์: ขณะที่ซูเมเรียนดื่มเบียร์จากหลอด ชาวอียิปต์โบราณก็เริ่มพัฒนาการทำเบียร์ข้นๆ (Heqet) เพื่อใช้ในพิธีกรรมศพและถวายเทพเจ้าเคปรี (Khepri)
ข้อมูลอ้างอิงระดับสากล (Global References):
1. The Chemical Analysis of Jiahu: โดย Patrick McGovern นักโบราณคดีโมเลกุลจาก University of Pennsylvania ผู้พิสูจน์สูตรเครื่องดื่มที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
2. The Hymn to Ninkasi: จารึกบทสวดต่อเทพีนินคาซี (1800 BCE) ซึ่งทำหน้าที่เป็นคู่มือการทำเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุด
3. A History of the World in 6 Glasses: โดย Tom Standage ที่จัดให้เบียร์เป็น "เครื่องดื่มยุคหิน" ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมมนุษย์
ถ้าชอบเนื้อหาต่างๆ ก็กดไลน์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจ ให้หาเรื่องเล่าต่างๆของโลกใบนี้ผ่านมุมมองเครื่องดื่ม
ขอบคุณที่ติดตามนะครับ แล้วพบกันอีกในตอนหน้า......
โฆษณา