28 เม.ย. เวลา 17:33 • หนังสือ

ในนวนิยายเรื่อง "มิพรากจาก มิอำลา" (We Do Not Part) ฮัน กัง (Han Kang)

เผชิญหน้ากับบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ยากจะแบกรับ ด้วยความโศกเศร้าและความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง
ถือเป็นเรื่องที่น่าหวั่นใจไม่น้อยในการวิจารณ์นวนิยายที่เขียนโดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปี 2024 ซึ่งรางวัลนี้มอบให้แก่ ฮัน กัง เพื่อยกย่อง "งานร้อยแก้วที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกและภาษาอันสละสลวยราวกับบทกวี ซึ่งกล้าเผชิญหน้ากับบาดแผลทางประวัติศาสตร์ และเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิตมนุษย์" ซึ่งคำนิยามนี้สามารถใช้บรรยายผลงานเล่มล่าสุดที่เพิ่งได้รับการแปลนี้ได้ดีเช่นเดียวกัน
มิพรากจาก มิอำลา (We Do Not Part) บอกเล่าเรื่องราวของ คยองฮา (Kyungha) นักเขียนผู้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ในศตวรรษที่ 20 และ อินซอน (Inseon) เพื่อนสนิทที่คบหากันมานานซึ่งเป็นผู้กำกับสารคดีและช่างภาพ โดยผู้หญิงทั้งสองคนเริ่มเลือกที่จะปลีกวิเวกออกจากชีวิตการทำงานและสังคมที่แสนวุ่นวายที่พวกเธอเคยเป็นอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ
คยองฮา แทบจะถอนตัวออกจากชีวิตการทำงานโดยสิ้นเชิง เธอกำลังทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล ต้องเผชิญกับค่ำคืนที่กระสับกระส่ายและวันอันโดดเดี่ยวที่แสนเหนื่อยล้า อีกทั้งเธอยังเริ่มขาดการติดต่อกับผู้คนรอบข้างที่เธอรักลงไปทุกที
อินซอน ย้ายจากกรุงโซลไปอยู่ที่เกาะเชจูอันห่างไกลเมื่อหลายปีก่อนเพื่อดูแลแม่ที่แก่ชรา และหลังจากที่แม่ของเธอเสียชีวิต เธอก็ตัดสินใจอาศัยอยู่ที่เกาะนั้นต่อไป พร้อมทั้งเปลี่ยนสายงานจากการทำสื่อหน้าจอไปเป็นช่างไม้เฟอร์นิเจอร์แทน
นวนิยายเล่มนี้แบ่งการเล่าเรื่องออกเป็นสามส่วน โดยส่วนแรกที่มีความยาวมากที่สุดมีชื่อตอนว่า "นก" (Bird) เริ่มต้นด้วยลำดับเหตุการณ์ในความฝัน ก่อนจะดำเนินเรื่องต่อด้วยการบอกเล่าเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันที่ค่อนข้างเป็นเส้นตรง
ส่วนกลางที่สั้นกว่าในชื่อตอน "กลางคืน" (Night) เป็นการดิ่งลึกไปสู่ความโหดร้ายทารุณของประวัติศาสตร์
และส่วนสุดท้ายคือ "เปลวไฟ" (Flame) นั้นสั้นมาก โดยเล่าผ่านเศษเสี้ยวของความทรงจำ นวนิยายเรื่องนี้จบลงด้วยฉากที่ดูเหมือนจะเป็นความฝัน ซึ่งผู้หญิงทั้งสองคนร่วมกันจุดเทียนเล่มหนึ่งท่ามกลางความมืดมิดในส่วนลึกของกองหิมะ
ความฝันที่ปรากฏในช่วงเปิดเรื่องของนวนิยายคือภาพของ “ลำต้นไม้สีดำนับพันต้นที่ปักพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน [...] พวกมันคดงอและเอียงกะเท่เล่ ดูราวกับร่างของชายหญิงและเด็กที่อิดโรยร่วงโรยนับพันคน กำลังยืนเบียดเสียดกันอยู่ท่ามกลางหิมะ”
ภาพของต้นไม้ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคน และเด็ก ๆ ที่ดูอิดโรยร่วงโรย เป็นภาพลักษณ์ที่ดูหดหู่และสิ้นหวังอย่างน่ากังวล ในโลกแห่งความฝันที่ความจริงถูกบิดเบือนไป คยองฮา ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ที่นี่คือสุสานอย่างนั้นหรือ? [...] แล้วสิ่งเหล่านั้นคือป้ายหลุมศพใช่ไหม?”
ความฝันดำเนินต่อไป และเธอพบว่าตัวเองกำลังเดินลุยน้ำ ในตอนแรกเท้าของเธอแค่เปียกชื้น ต่อมาน้ำก็สูงขึ้นจนถึงระดับข้อเท้า และในที่สุด “หลุมศพ” เหล่านั้นก็จมอยู่ใต้น้ำและกำลังถูกน้ำทะเลพัดพาไป โดยมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ต้องพยายามรักษาหลุมศพเท่าที่จะพอช่วยไว้ได้เอาไว้ให้ได้
สิ่งนี้ได้ปูทางไปสู่ทุกสิ่งที่จะตามมา ทั้งหลักฐานของการสังหารหมู่ ธรรมชาติที่กลายสภาพเป็นเวทีของเหตุการณ์อันเลวร้าย และความตระหนักถึงความโศกเศร้าที่สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
โครงการในฝัน
นี่อาจฟังดูเหมือนจุดเริ่มต้นของนวนิยายที่ดูไม่ค่อยมีความหวังนัก แต่ผู้อ่านมั่นใจได้ว่าเรื่องราวนี้จะมอบคุณค่าที่แท้จริง ในช่วงบทแรกๆ ฉันรู้สึกผิดหวังไปบ้าง แต่ความงดงามของภาษาที่เขียนก็ช่วยให้ฉันอ่านต่อไปได้ นอกจากนี้ การถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวละครหลักทั้งสองที่เต็มไปด้วยความเอื้ออารี ความซื่อตรง และความกล้าหาญอย่างลึกซึ้งและน่าติดตาม ยังเป็นเส้นทางที่ดึงดูดใจให้เราก้าวตามเรื่องเล่านี้ไปจนจบ
ในบทแรกๆ คยองฮา แสดงอาการเหมือนคนที่กำลังเผชิญกับโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) เธอเฉียดใกล้กับความตายมาพักใหญ่แล้ว สิ่งที่ยังคงรั้งเหนี่ยวให้เธอมีชีวิตอยู่ก็คือ การที่เธอยังไม่สามารถหาวิธีเขียนสิ่งที่เธอเชื่อว่าเป็น "จดหมายอำลาที่เหมาะสม หรือการจากลาที่แท้จริง" ได้เสียที
ดูเหมือนว่าองค์ประกอบและสถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวจะร่วมกันสมคบคิดเพื่อขัดขวางความสงบสุขของเธอ ตลอดช่วงบทแรก ๆ ของนวนิยาย คยองฮา ต้องเอาชีวิตรอดผ่านฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าว สิ่งเดียวที่เธอพอจะทำไหวคือการอาบน้ำ ฉีกจดหมายลาตายฉบับร่างทิ้ง และนอนราบไปบนพื้นเพื่อจินตนาการถึงหิมะ
เธอตกอยู่ในสภาพนี้อันเป็นผลมาจากการค้นคว้าและเขียนงานเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในสถานที่ที่เธอเรียกว่า จี (G—) (ซึ่งอาจหมายถึง ควังจู สถานที่เกิดเหตุสังหารหมู่เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1980 ที่ ฮัน กัง เคยเขียนถึงในนวนิยายเรื่อง Human Acts เมื่อปี 2014)
เรื่องเล่าของ คยองฮา เกี่ยวกับการประคองชีวิตให้รอดพ้นไปได้ในแต่ละวัน ซึ่งทำได้อย่างยากลำบาก อ่านดูแล้วเหมือนเป็นกรณีศึกษาต้นแบบของอาการสะเทือนใจจากการรับรู้ความเจ็บปวดของผู้อื่น (vicarious trauma) เธอคาดหวังว่าการเปลี่ยนภาพจากความฝันให้กลายเป็นผลงานศิลปะอาจจะช่วยปลดปล่อยเธอจากพันธนาการของมันได้
คยองฮา ได้เข้าไปพูดคุยกับ อินซอน ผู้ซึ่งมีประวัติอันยาวนานในการสร้างสรรค์โครงการที่น่าสนใจ แม้ว่าโครงการเหล่านั้นจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ก็ตาม อินซอน ตกลงที่จะร่วมมือกับเธอใน "โครงการในฝัน" นี้ แต่เวลาสี่ปีกลับล่วงเลยไปโดยที่พวกเธอไม่เคยจัดสรรเวลาให้ตรงกันหรือเริ่มต้นลงมือทำได้เลยสักครั้ง
หลังจากที่เงียบหายไปหลายเดือน ข้อความจาก อินซอน ก็ดังขึ้นในโทรศัพท์ของ คยองฮา โดยขอให้เธอมาหาที่โรงพยาบาลในกรุงโซล อินซอน อยู่ที่นั่นเพื่อเข้ารับการรักษาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากเลื่อยไฟฟ้า เธอจึงหันไปหาเพื่อนเก่าเพื่อขอให้ คยองฮา เดินทางไปยังเกาะเชจูเพื่อช่วยชีวิตนกของเธอ เพราะหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ มันจะต้องตายเพราะขาดน้ำอย่างแน่นอน
การออกเดินทาง
จากนั้นนวนิยายก็เข้าสู่ช่วงที่สามารถตีความได้อย่างคร่าวๆ ว่าเป็นการดำเนินเรื่องแบบ "การออกเดินทางทำภารกิจ" (Quest Narrative) ขณะนั้นเป็นช่วงกลางฤดูหนาวและพายุหิมะอันรุนแรงกำลังจะมาถึง บ้านของ อินซอน ตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากสนามบินมาก และหิมะที่ตกหนักกำลังจะทำให้ถนนหนทางถูกตัดขาดลงทุกขณะ
ถึงอย่างนั้น คยองฮา ก็ตกลงใจที่จะรับภารกิจนี้ เธอพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายและน่าหวาดหวั่นที่กำลังคืบคลานเข้ามา โดยที่เธอไม่มีความรู้ในทางปฏิบัติเลยว่าจะไปถึงบ้านของ อินซอน ได้อย่างไร และในขณะที่เธอกำลังดิ้นรนเพื่อให้ไปถึงจุดหมาย เธอก็พบว่าตนเองกำลังวนเวียนเคว้งคว้างราวกับเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนอยู่ในพายุฤดูหนาวครั้งนี้
ในส่วนนี้ไม่มีความแม่นยำหรือแม้แต่ความชัดเจนใดๆ เช่นเดียวกับที่เรื่องราวจะกระโดดข้ามคืนวันย้อนกลับไปหลายทศวรรษ แล้วค่อยๆ คลำทางกลับมายังปัจจุบัน คยองฮา เดินโซเซไปตามภูมิประเทศที่เธอไม่สามารถระบุพิกัดได้ และถลำออกนอกเส้นทางอย่างกะทันหัน กองหิมะบดบังถนนจนมิด และ “เกล็ดหิมะที่ดูราวกับฝูงนกนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นมาเหมือนภาพลวงตาแล้วพัดผ่านท้องทะเลไป”
ในสภาพที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน รอยฟกช้ำ และเกือบจะถูกแช่แข็ง คยองฮา พบว่าตนเองมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านของ อินซอน ในสถานที่ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เธอกล่าวว่า “เมื่อฉันมองย้อนกลับไป เส้นทางเพียงสายเดียวที่มีรอยเท้าลึกของฉันทอดวางอยู่นั้น ช่างเงียบสงัดเหลือเกิน”
เธอยังคงติดอยู่ที่นั่นโดยมีสภาพอากาศเป็นกรงขัง พร้อมกับถูกหลอกหลอนด้วยเรื่องเล่าของผู้คนที่เธอเคยสัมภาษณ์เพื่อเขียนหนังสือเกี่ยวกับการสังหารหมู่ที่ จี (G–) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการวิ่งหนีห่ากระสุน ร่างไร้วิญญาณที่ถูกกองทับถมกัน หรือการหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าและถ้ำนานหลายปี สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องที่เกินจะแบกรับ แต่ผู้คนก็ยังคงอดทนก้าวผ่านมันมาได้
บาดแผลทางประวัติศาสตร์
ส่วนที่สองของนวนิยายเริ่มต้นด้วยความฝันที่คล้ายกับตอนเปิดเรื่อง เกี่ยวกับท้องทะเลและลำต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์เปรียบเปรยถึงผู้ล่วงลับ คยองฮา ตื่นจากความฝันนี้และพบว่าตนเองตกอยู่ในความไม่แน่นอนของการมีอยู่ อินซอน ได้มาปรากฏตัวอยู่กับเธอที่กระท่อม (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง)
คยองฮา ไม่สามารถระบุได้ว่านี่คือความฝันอีกตื่นหนึ่ง หรือ อินซอน เสียชีวิตแล้วและมาเยี่ยมเธอในฐานะวิญญาณ หรือแท้จริงแล้วเป็นตัวเธอเองที่ตายไปแล้ว และเพียงแค่จินตนาการไปว่าตนเองยังมีชีวิตและอยู่ที่นั่นจริงๆ
แต่สิ่งที่ไม่มีข้อสงสัยเลยคือบันทึกทางประวัติศาสตร์ คยองฮา พบว่าเธอไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ทำการค้นคว้าเรื่องการสังหารหมู่โดยรัฐ เพราะ อินซอนเองก็กำลังยุ่งอยู่กับการสืบเสาะข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ เหตุการณ์ลุกฮือ 3 เมษายน และการสังหารหมู่ที่กินเวลานานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1947 ถึง 1954 (เหตุการณ์ 3 เมษายน (Jeju April 3 Incident) คือเหตุการณ์ความขัดแย้งและการปราบปรามบนเกาะเชจู ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและกลายเป็นบาดแผลลึกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ *ผู้แปล)
การสังหารหมู่ครั้งนี้ถูกจัดตั้งและดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯ และรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ โดยอ้างอิงจากความเชื่อที่ผิดพลาดว่าชาวเกาะเชจูเป็นคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 30,000 คน (ตัวเลขผู้เสียชีวิต 30,000 คนนี้ คิดเป็นเกือบ 1 ใน 10 ของประชากรบนเกาะเชจูในขณะนั้น ถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเกาหลี *ผู้แปล)
นีตเชอ (Nietzsche) เคยเตือนไว้ว่า “หากคุณจ้องมองลงไปในหุบเหวที่ลึกสุดหยั่งนานพอ หุบเหวนั้นจะจ้องมองกลับมาที่ตัวคุณ” ส่วนแนวคิดนี้ในมุมมองของ ฮัน กัง ตามที่เธอเขียนไว้ใน We Do Not Part ก็คือ “การจ้องมองบาดแผลอย่างตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้ความเจ็บปวดนั้นแสนสาหัสยิ่งขึ้น”
ในส่วนนี้ ฝันร้ายของ อินซอน ได้เข้ามาครอบงำความรู้สึก นี่คือสถานที่ที่ครอบครัวและผู้คนของเธอต้องจบชีวิตลง และเป็นที่ที่ร่องรอยของพวกเขายังคงหลงเหลืออยู่ ทว่าผู้หญิงทั้งสองต่างก็เป็นผู้แบกรับเรื่องราวอันเป็นฝันร้ายไว้ด้วยกัน ทั้งคู่ต่างโซเซภายใต้น้ำหนักที่กดทับนั้น พวกเธอต่างได้จ้องมองไปยังบาดแผลอันแสนสาหัสของการฆาตกรรมที่กระทำโดยรัฐอย่างตรงไปตรงมา และต่างโอบอุ้มบาดแผลจากหน้าประวัติศาสตร์เหล่านั้นไว้กับตัว
นี่คือประเด็นที่ ฮัน กัง เฝ้าติดตามร่องรอยผ่านนวนิยายของเธอมาโดยตลอด เรื่องราวของเธอล้วนข้องแวะกับปัญหาเรื่องความรุนแรงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังที่เธอเขียนไว้ใน Human Acts ว่าเธอมองเห็นแนวโน้มของ "ความโหดร้ายที่ป่าเถื่อนอย่างเป็นระบบ" เป็นสิ่งที่ "ถูกประทับไว้ในรหัสพันธุกรรมของเรา"
แต่เธอยังได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์รับรางวัลโนเบลของเธอด้วยว่า มนุษย์เรานั้น “ยืนหยัดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับความรุนแรงอันท่วมท้นดังกล่าวไปพร้อมๆ กันด้วย” ใช่แล้ว... เราอาจทำสิ่งที่โหดร้ายลงไป แต่เราก็ทำสิ่งที่แสดงถึงความเอื้ออาทรและความเมตตาได้เช่นกัน เราใช้ชีวิตอยู่พร้อมๆ กันทั้งในโลกที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และในโลกธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์และถูกทำลายน้อยกว่า
(แนวคิดนี้สะท้อนถึงการปะทะกันระหว่าง "ความโหดเหี้ยม" และ "มนุษยธรรม" ซึ่งเป็นแก่นสำคัญที่ ฮัน กัง มักนำเสนอ เพื่อให้เห็นว่าแม้ในก้นบึ้งของความมืดมน มนุษย์ก็ยังมีความสามารถที่จะหยิบยื่นความรักและความเห็นใจให้แก่กันได้เสมอ *ผู้แปล)
We Do Not Part ถ่ายทอดเรื่องราวของการสังหารหมู่และบาดแผลทางจิตใจ โดยนำมาวางตัดสลับกับภาพของต้นไม้และน้ำทะเล การเดินเข้าไปในป่า และบทเพลงสรรเสริญความงดงามของหิมะ นี่คือนวนิยายที่พรรณนาถึงโลกอันงดงาม โลกที่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่และหยัดยืนสู้เพื่อมัน เป็นนวนิยายที่จ้องมองประวัติศาสตร์ร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา หรืออาจจะตรงเกินไปด้วยซ้ำ
ในขณะเดียวกันก็ยังค้นหาปลอบประโลมใจผ่านการกระทำเล็กๆ ของความใจดีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชน รวมถึงความเชื่อมั่นที่ว่า ไม่ว่าเราจะตีความประโยคนี้อย่างไรก็ตาม "เราจะมิพรากจาก มิอำลา"
ที่มา: theconversation.com by Jen Webb
Published: February 24, 2025
โฆษณา