5 พ.ค. เวลา 12:02 • ธุรกิจ

อาณาจักร Adobe กำลังพังทลาย? เกิดอะไรกับราชาซอฟต์แวร์ผูกขาด ทำเงินสูงสุด แต่หุ้นตกต่ำสุดในรอบ 8 ปี

เคยสงสัยกันไหมครับว่าบริษัทที่ทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีรายได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ทำไมราคาหุ้นของพวกเขาถึงร่วงลงมาถึง 70 เปอร์เซ็นต์จนแตะจุดต่ำสุดในรอบแปดปี
ยิ่งไปกว่านั้นมูลค่าตามราคาตลาดเพิ่งจะหลุดระดับ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐลงมา และซีอีโอที่กุมบังเหียนมานานกว่า 18 ปีก็เพิ่งประกาศลาออก…
นี่คือสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นกับ Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกของสายครีเอทีฟ ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดี
เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเมื่อวาน แต่เราต้องย้อนกลับไปดูรากฐานของพวกเขา เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมอาณาจักรแห่งนี้ถึงเคยมั่นคง และทำไมกำแพงของพวกเขาถึงกำลังสั่นคลอน
ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคมปี 1982 ผู้ชายสองคนชื่อ John Warnock และ Charles Geschke ได้ตัดสินใจลาออกจากศูนย์วิจัย Xerox PARC เพื่อมาเปิดบริษัทเล็กๆ ในโรงรถ
พวกเขาตั้งชื่อบริษัทตามชื่อลำธาร Adobe Creek ที่ไหลผ่านหลังบ้าน
สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาคือภาษาคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า PostScript ซึ่งเข้ามาปฏิวัติวงการการพิมพ์ระดับโลกให้เป็นระบบดิจิทัล…
ความยอดเยี่ยมของซอฟต์แวร์ตัวนี้ไปเตะตา Steve Jobs อย่างจัง เขาพยายามจะขอซื้อกิจการของพวกเขาในราคา 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปีแรกที่ตั้งบริษัท
แต่ผู้ก่อตั้งทั้งสองคนปฏิเสธ สุดท้าย Steve Jobs จึงขอซื้อหุ้นในสัดส่วน 19 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ล่วงหน้า
ดีลประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นทำให้ Adobe กลายเป็นบริษัทแรกของหุบเขาซิลิคอนที่มีกำไรตั้งแต่ปีแรกที่เปิดกิจการ และจากจุดเริ่มต้นนั้นบริษัทก็ไม่เคยหยุดเติบโตอีกเลย…
ในปี 1990 พวกเขาปล่อยซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Photoshop ออกมาสู่ตลาด ซึ่งมันไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ธรรมดา แต่มันกลายเป็นคำกริยาที่คนทั่วโลกใช้เรียกแทนการตกแต่งรูปภาพ
ตามมาด้วยโปรแกรมคู่บุญอย่าง Illustrator และ Premiere รวมถึงการสร้างมาตรฐานเอกสารดิจิทัลอย่างไฟล์ PDF ผ่านโปรแกรม Acrobat
สิ่งเหล่านี้ทำให้ Adobe สร้างสถานะที่เรียกว่า “Monopoly” หรือการผูกขาดในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์สร้างสรรค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แบบที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย…
ไม่ว่าคุณจะทำกราฟิกดีไซน์ ตัดต่อวิดีโอ หรือทำดนตรี ถ้าคุณเป็นมืออาชีพในวงการ
คุณแทบจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้ซอฟต์แวร์ของพวกเขาในการทำงาน
แต่การรักษาอำนาจผูกขาดให้อยู่รอดในระยะยาว ท่ามกลางโลกเทคโนโลยีที่หมุนเร็ว ต้องใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจที่เฉียบขาด ซึ่งก็นำเรามาสู่ยุคของซีอีโอที่ชื่อ Shantanu Narayen
ในปี 2013 อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างหนัก และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค เขาจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์…
เขาเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่ขายขาดแบบกล่อง มาเป็นระบบสมัครสมาชิกรายเดือนที่เรียกว่า Creative Cloud โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า ผู้คนในยุคนี้ซื้อประสบการณ์ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์
ในมุมมองของนักลงทุน นี่คือกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่บริษัทจะคิดได้ รายได้ของบริษัทเติบโตทะยานขึ้นอย่างไม่หยุด สร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้น
การเปลี่ยนมาเก็บเงินลูกค้ารายเดือนสร้างกระแสเงินสดที่เสถียรและคาดการณ์ได้
จากที่บริษัทเคยขายโปรแกรมราคา 700 ดอลลาร์สหรัฐแบบจ่ายครั้งเดียวจบ ตอนนี้พวกเขาสามารถเก็บกินได้ในระยะยาว…
แต่ในมุมมองของผู้บริโภคผู้ใช้งานจริง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความอึดอัดใจและฝันร้ายที่พวกเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ระบบการสมัครสมาชิกของ Adobe ไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนบริการสตรีมมิงทั่วไปในท้องตลาด
พวกเขาเสนอทางเลือกที่ทำให้คนสับสน โดยเฉพาะแพ็กเกจที่เขียนว่าจ่ายเป็นรายเดือน
แพ็กเกจนี้ดูเหมือนจะเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์เพราะราคาถูกลงมา
แต่ความจริงแล้วมันคือสัญญารายปีที่เรียกเก็บเงินคุณทุกเดือน หมายความว่าคุณถูกผูกมัดด้วยสัญญายาวหนึ่งปีเต็ม…
ปัญหาที่แท้จริงจะโผล่มาเมื่อคุณต้องการยกเลิกการใช้งาน บริษัทจะคิดค่าธรรมเนียมการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสัญญาในเดือนที่เหลือทั้งหมด
สมมติว่าคุณเหลือสัญญาอีกสิบเดือน คุณจะต้องจ่ายเงินก้อนโตเพียงเพื่อจะบอกลาซอฟต์แวร์ที่คุณไม่อยากใช้งานมันอีกต่อไปแล้ว
หนำซ้ำผู้ใช้งานหน้าใหม่บางคนยังตกหลุมพรางและติดกับดักนี้ทันทีที่ช่วงเวลาการทดลองใช้ฟรีสิ้นสุดลง โดยไม่ทันได้อ่านเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่อย่างมิดชิด…
ความน่าหงุดหงิดนี้ถูกทวีคูณขึ้นไปอีก เมื่อระบบไม่อนุญาตให้ผู้ใช้กดปิดปุ่มการต่ออายุอัตโนมัติได้อย่างอิสระเหมือนแพลตฟอร์มอื่น
วิธีเดียวที่จะหยุดการหักเงินผ่านบัตรเครดิต คือการกดยกเลิกแผนการใช้งานทั้งหมด
ซึ่งการกดยกเลิกก็จะนำไปสู่การโดนปรับด้วยค่าธรรมเนียมมหาโหดอยู่ดี
บนพื้นที่ชุมชนออนไลน์ระดับโลกเต็มไปด้วยเสียงก่นด่าของผู้ใช้งาน บางคนพยายามยกเลิกผ่านโทรศัพท์แต่ไม่มีคนรับสาย บางคนอายัดบัตรไปแล้วแต่ก็ยังถูกพยายามเรียกเก็บเงิน…
ความไม่พอใจของลูกค้าสะสมมานานหลายปีจนกลายเป็นระเบิดเวลา และในที่สุดเรื่องนี้ก็ไปถึงหูของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐและหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคอย่าง FTC
พวกเขาเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่าบริษัทละเมิดกฎหมายความเชื่อมั่นของผู้ซื้อออนไลน์ ด้วยการใช้กลยุทธ์ที่เอาเปรียบผู้ใช้งานอย่างแนบเนียน
บริษัทถูกจับได้ว่าซ่อนเงื่อนไขสัญญารายปีและค่าปรับไว้ในตัวอักษรขนาดเล็ก หรือบังคับให้ลูกค้าต้องเอาเมาส์ไปวางทับไอคอนเล็กๆ ถึงจะมองเห็นข้อมูลสำคัญเหล่านั้น…
หลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายอันยาวนานหลายปี ในที่สุด Adobe ก็ต้องยอมจำนน พวกเขาตกลงจ่ายเงินยอมความมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินจำนวนนี้ถูกแบ่งเป็นค่าปรับ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องให้บริการฟรีเพื่อชดเชยให้ลูกค้าอีก 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พร้อมกันนั้นยังมีข้อตกลงที่บังคับให้พวกเขาต้องแสดงเงื่อนไขการสมัครสมาชิกและค่าปรับต่างๆ ให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย…
และทันทีหลังจากที่คดีความระดับประเทศนี้สิ้นสุดลง Shantanu Narayen ซีอีโอผู้อยู่เบื้องหลังโมเดลสมัครสมาชิกนี้ ก็ประกาศเตรียมลงจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบ
ถึงแม้จะโดนค่าปรับระดับร้อยล้าน แต่ด้วยรายได้มหาศาลที่มีอยู่ Adobe ก็ยังคงเดินหน้าทำเงินต่อไปได้อย่างสบายๆ ไร้ความกังวลเรื่องสภาพคล่อง
ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 พวกเขาสามารถกวาดรายได้ไปถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า…
กำไรสุทธิก็ยังคงมหาศาล ทั้งจากฝั่งซอฟต์แวร์ครีเอทีฟที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ไปจนถึงฝั่งที่ดูแลเรื่องซอฟต์แวร์การตลาดระดับองค์กรธุรกิจ
แต่ถ้าบริษัททำเงินได้มหาศาลขนาดนี้ ทำไมราคาหุ้นของพวกเขาถึงยังดิ่งลงอย่างหนักจนสวนทางกับผลประกอบการที่สวยหรู
อัตรา P/E Ratio ลดต่ำลงจนผิดวิสัยของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มีการเติบโตสูง
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในภัยคุกคามสองประการที่กำลังพุ่งชนกำแพงของพวกเขา…
ภัยคุกคามแรกคือเรื่องราวของ Figma ในเดือนกันยายนปี 2022 มีการประกาศดีลช็อกอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้วยการขอซื้อกิจการสตาร์ตอัปออกแบบหน้าจอเจ้านี้
บริษัทต้องทุ่มเงินมหาศาลถึง 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุที่ยอมจ่ายแพงขนาดนั้น เป็นเพราะ Figma มีระบบการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ที่ยอดเยี่ยม
มันทำงานบนเว็บเบราว์เซอร์ได้อย่างลื่นไหล ไม่ต้องโหลดติดตั้งโปรแกรมลงเครื่อง แถมยังมีแพ็กเกจฟรีที่ดึงดูดใจผู้ใช้งานรุ่นใหม่และบริษัทสตาร์ตอัปทั่วโลก…
ในอดีต Adobe มักจะใช้วิธีซื้อคู่แข่งเพื่อกำจัดทิ้ง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในปี 2005 ที่พวกเขาซื้อโปรแกรมออกแบบชื่อ FreeHand
จากนั้นก็ค่อยๆ หยุดการพัฒนาและปิดตัวมันลง เพื่อบีบให้ฐานลูกค้าทั้งหมดต้องเปลี่ยนไปใช้โปรแกรม Illustrator ของตนเองแทน
แต่ในครั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของทั้งสหราชอาณาจักรและยุโรปมองเห็นถึงความเสี่ยงของการผูกขาด พวกเขาจึงเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มข้นและจริงจัง…
กระบวนการที่ยืดเยื้อทำให้สุดท้ายดีลนี้ก็ไปต่อไม่ได้ ทั้งสองบริษัทต้องประกาศยกเลิกข้อตกลงอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมปี 2023
แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงที่ทำไว้ พวกเขาต้องจ่ายค่ายกเลิกสัญญาเป็นเงินสดมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นั่นหมายความว่า Adobe ต้องเอาเงินหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปยัดใส่มือคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของตัวเองแบบฟรีๆ เพื่อเป็นทุนให้กลับมาต่อสู้กับตนเอง…
ภัยคุกคามที่สองซึ่งอาจจะเป็นพายุลูกใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท นั่นคือการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี AI ล้ำสมัย
เพื่อรักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรม พวกเขาได้เปิดตัว Adobe Firefly ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI สร้างภาพที่ฝังเข้าไปในโปรแกรมของค่ายโดยตรง
เพียงแค่พิมพ์ข้อความคำสั่งลงไป ผู้ใช้ก็สามารถสร้างรูปภาพหรือแก้ไขวิดีโอได้อย่างรวดเร็วและแนบเนียน
ภายในปีเดียวมีการสร้างรูปภาพผ่านระบบนี้ไปแล้วหลายหมื่นล้านภาพ…
ดูเหมือนนี่จะเป็นเรื่องที่ดีและเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ แต่ในความเป็นจริง การก้าวเข้าสู่สมรภูมินี้กลับสร้างบาดแผลใหม่ที่ลึกกว่าเดิมให้กับพวกเขา
บริษัทเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างหนักเมื่อพยายามบังคับให้ผู้ใช้อนุญาตให้นำผลงานส่วนตัวของพวกเขาไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับฝึกฝนระบบ AI
1
แถมยังมีข้อกำหนดที่ระบุว่าบริษัทมีสิทธิในการใช้งาน ทำซ้ำ หรือนำไปอนุญาตช่วงต่อได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ใดๆ เพิ่มเติม…
ข้อกำหนดนี้ไปทำลายความเชื่อมั่นของกลุ่มลูกค้าองค์กรและสตูดิโอขนาดใหญ่ ที่ต้องทำงานภายใต้สัญญาปกปิดความลับกับลูกค้าอย่างรุนแรง
กระแสสังคมตีกลับอย่างรวดเร็วจนบริษัทต้องรีบออกมาแก้ต่างและปรับเปลี่ยนข้อกำหนดแทบไม่ทัน แต่นอกเหนือจากปัญหาความเชื่อมั่นที่เสียไปแล้ว
นักลงทุนในตลาดยังมองเห็นภาพที่น่ากังวลกว่านั้น การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ทำให้เครื่องมือสร้างสรรค์ผลงานถูกทำให้เป็นเรื่องง่ายและมีราคาที่ถูกลง…
คู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Canva หรือแม้แต่ Figma เองก็กำลังนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาฝังในระบบของตนเอง เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างดุเดือด
ปราการป้องกันที่เคยสร้างไว้จากระบบการทำงานที่ซับซ้อนและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆ ทำให้พวกเขาเริ่มสูญเสียความได้เปรียบ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดของบริษัทเทคโนโลยีในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย ซึ่งไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้…
แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นระดับโลกก็กำลังเผชิญกับบททดสอบนี้เช่นกัน ท่ามกลางความสงสัยของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อผลตอบแทนจากเทคโนโลยีใหม่
ยกตัวอย่างเช่น Microsoft ที่มูลค่าตลาดเคยร่วงลงอย่างหนักนับแสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสัปดาห์เดียว หลังจากที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุน
บทสรุปของมหากาพย์ธุรกิจในครั้งนี้บอกเราว่า การมีโปรดักต์ที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาบัลลังก์ไว้ได้ตลอดกาล…
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากโมเดลธุรกิจนั้นถูกสร้างขึ้นมาบนความอึดอัดใจของผู้บริโภค การแสวงหาช่องโหว่ทางกฎหมาย หรือการพยายามรักษาสถานะผูกขาดไว้ด้วยเม็ดเงิน
1
ในวันที่เทคโนโลยีเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่และกำแพงทางความรู้ถูกทลายลงอย่างราบคาบ ผู้ใช้มีทางเลือกมากมายมหาศาลอยู่ตรงหน้า
ความเชื่อมั่นและฐานลูกค้าที่รักในตัวแบรนด์อย่างแท้จริงต่างหาก คือสิ่งเดียวที่จะช่วยพยุงไม่ให้อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ต้องพังทลายลงมาในท้ายที่สุด…
References : [ftc, theverge, techcrunch, bloomberg, cnbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
1
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา