8 พ.ค. เวลา 10:55 • หนังสือ

หลู่ ซวิ่น (Lu Xun)

(1881–1936)
หลู่ ซวิ่น คือหนึ่งในนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีน เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้กับวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้นของจีน ผลงานของเขามักมีน้ำเสียงประชดประชันและมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมในยุคสมัยที่จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบอบจักรพรรดิไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์
ในต้นศตวรรษที่ 20 ศิลปินและปัญญาชนรุ่นใหม่เริ่มออกมาท้าทายขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมที่ผูกมัดจีนไว้กับอดีตในระบบศักดินา
บุคคลที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้คือยอดนักเขียน โจว ชู่เหริน (Zhou Shuren) หรือที่รู้จักกันดีในนามปากกาว่า หลู่ ซวิ่น เขาเกิดเมื่อเดือนกันยายน 1881 ในมณฑลเจ้อเจียง ท่ามกลางครอบครัวที่ร่ำรวยและมีการศึกษา ทว่าในปี 1893 ปู่ของเขาได้เข้าไปพัวพันกับอื้อฉาวทางการเมือง จนทำให้ครอบครัวถูกคนรอบข้างรังเกียจและทอดทิ้ง เหตุการณ์นี้ทำให้หลู่ ซวิ่น ได้สัมผัสกับความโหดร้ายและการทุจริตที่กัดกินสังคมจีนในช่วงเวลานั้นด้วยตนเองโดยตรง
การเดินทางไปญี่ปุ่น
หลู่ ซวิ่น เดินทางออกจากจีนในปี 1902 เพื่อไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่น ณ ที่นั่นเขาได้พบกับเหล่านักคิดชาวจีนคนอื่นๆ ที่กระตือรือร้นจะเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดเมืองนอนของตน เขาตัดสินใจละทิ้งความตั้งใจที่จะเป็นหมอ แล้วหันมาอุทิศตนให้กับการกอบกู้ "จิตวิญญาณ" ของชาวจีนผ่านการเผยแพร่วรรณกรรมและศิลปะรูปแบบใหม่ที่มีความตระหนักรู้ทางสังคม
แนวคิดนี้เองคือแรงผลักดันสำคัญในผลงานของเขาภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์สุดท้ายของจีนนั่นคือราชวงศ์ ต้าชิง และการสถาปนาสาธารณรัฐจีนในช่วงปี 1911–12 นักเขียนผู้นี้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิในปี 1909 และพำนักอยู่ในเป่ยจิง (ปักกิ่ง) โดยเขาได้เป็นอาจารย์บรรยายด้านวรรณกรรม และยังคงมุ่งมั่นค้นหาเป้าหมายทางสังคมผ่านงานเขียนของเขาต่อไป
รูปแบบภาษาพูด
เขาเริ่มเป็นที่รู้จักผ่านทางนิตยสารวรรณกรรมฉบับใหม่ๆ และประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกจากเรื่อง "บันทึกของคนบ้า" (The Diary of a Madman) ซึ่งเป็นงานเขียนที่โจมตีค่านิยมแบบขงจื๊อดั้งเดิมอย่างรุนแรง โดยเล่าเรื่องราวของชายเสียสติคนหนึ่งที่เชื่อว่าตนเองเป็นคนปกติเพียงคนเดียวในสังคมที่มีแต่ "คนกินคน"
ผลงานชิ้นนี้ถือเป็นเรื่องสั้นรูปแบบตะวันตกเรื่องแรกที่เขียนขึ้นด้วยภาษาพูด (ไป๋ฮว่า) แทนที่จะใช้ภาษาจีนแบบแผนโบราณ (เวินเหยียน) และถือเป็นการปฏิวัติวงการเพราะเขียนขึ้นเพื่อคนธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่เพื่อชนชั้นนำที่มีการศึกษา
เรื่องสั้นที่ตามมาหลังจากนั้นต่างมีน้ำเสียงประชดประชันและมองโลกในแง่ร้ายในทำนองเดียวกัน เช่น "เรื่องจริงของ อาคิว" (The True Story of Ah Q) ที่หยิบยกเอาแนวโน้มของชาวจีนที่มักยอมจำนนต่อโชคชะตาและดูถูกเหยียดหยามตนเองมาล้อเลียน และในเรื่อง "ข่ง อี่จี๋ (Kong Yiji) " ที่เล่าถึงกลุ่มคนขี้เมาที่สนุกสนานไปกับการดูถูกเหยียดหยามชายคนหนึ่งในท้องถิ่น
ปรัชญาการเมือง
หลู่ ซวิ่น เดินทางออกจากเป่ยจิงเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ที่เซี่ยงไฮ้กับ สวี่ กวางผิง (Xu Guanping) คนรักและอดีตลูกศิษย์ของเขา ทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกันแต่มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนในปี 1929
เมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1930 หลู่ ซวิ่น ได้เลิกเขียนเรื่องแต่งและหันมาเขียนบทความเชิงวิพากษ์วิจารณ์เพื่อใช้เป็นรูปแบบหนึ่งในการประท้วงทางการเมือง เขาเริ่มเชื่อว่าระบอบคอมมิวนิสต์สามารถแก้ไขปัญหาทางสังคมและการเมืองของจีนได้ และงานแปลงานเขียนแนว มาร์กซิสต์ ของเขาก็มีส่วนอย่างมากในการส่งเสริมอุดมการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ยังคงสถานะเป็น "เพื่อนร่วมทาง" ผู้ซึ่งคอยวิพากษ์วิจารณ์ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา เขาเสียชีวิตที่เซี่ยงไฮ้ในปี 1936
บริบททางประวัติศาสตร์
อิทธิพลจากตะวันตก
บรรยากาศแห่งเสรีภาพที่เกิดขึ้นในช่วง ขบวนการวัฒนธรรมใหม่ (ซินเหวินฮว่า ยวิ่นต้ง) กลายเป็นบริบทสำคัญที่ส่งเสริมให้ หลู่ ซวิ่น และนักเขียนคนอื่นๆ พยายามปฏิรูปวัฒนธรรมจีนในช่วงทศวรรษ 1910 และ 1920 พวกเขาได้นำภาษาพูดที่เรียกว่า ไป๋ฮว่า มาใช้แทนที่ระบบการเขียนแบบแผนโบราณหรือ เวินเหยียน และรับเอาอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามา
ตัวอย่างเช่น เรื่องสั้นเรื่อง "บันทึกของคนบ้า" ของ นิโคไล โกโกล ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ หลู่ ซวิ่น เขียนเรื่องในชื่อเดียวกัน นอกจากนี้ พวกเขายังมีความเลื่อมใสในขบวนการชาตินิยมและการฟื้นฟูวรรณกรรมของไอร์แลนด์ ส่วน จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) ก็เป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพอย่างสูง แม้ว่า หลู่ ซวิ่น จะเคยให้ความเห็นอย่างขี้เล่นปนประชดประชันหลังจากได้พบกับเขาว่า "ข่าวในหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้น ดูจะน่าตื่นตาตื่นใจกว่าบทสนทนาจริงๆ ของชอว์เสียอีก"
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา