9 พ.ค. เวลา 15:00 • ศิลปะ & ออกแบบ

Giancarlo de Carlo (1919-2005)

บริทท์ เอเวอร์โซล (Britt Eversole) ย้อนมองบุคคลสำคัญในกระแสวาทกรรมว่าด้วยเรื่องการมีส่วนร่วมในสถาปัตยกรรม และผู้ก่อตั้งกลุ่มทีมเท็น (Team X)
จานคาร์โล เดอ คาร์โล (Giancarlo De Carlo) ดูเหมือนจะถูกจดจำในโลกสถาปัตยกรรมยุคหลังผ่านแนวคิดเพียงเรื่องเดียว นั่นคือ "การมีส่วนร่วม" (Participation) ทว่าในความเป็นจริง ชื่อเสียงของเขาหยั่งรากลึกมาจากหลายองค์ประกอบพอๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการทำงานสถาปัตยกรรม ความทุ่มเทในการสอนหนังสือ งานเขียนวิพากษ์วิจารณ์ที่มีทั้งความหวังแต่ก็ตรงไปตรงมาอย่างขวานผ่าซาก (ซึ่งเขาวิจารณ์ทั้งมิตรและศัตรูอย่างเท่าเทียม) รวมถึงวิถีการใช้ชีวิตของเขาเองด้วย
สถาปนิกในรุ่นของ เดอ คาร์โล ก้าวเข้าสู่วงการในช่วงที่ระบอบประชาธิปไตยของอิตาลีหลังยุคสงครามกำลังเริ่มก่อร่างสร้างตัว ในช่วงที่อิตาลีถูกยึดครอง เขาได้เข้าร่วมขบวนการต่อต้านร่วมกับ จูเซปเป ปากาโน (Giuseppe Pagano) อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Casabella โดยทำหน้าที่ฝึกสอนนักรบกลุ่มพาร์ทิซาน (Partisan) และก่อวินาศกรรมขัดขวางกองทัพเยอรมัน
เขาต้องหลบซ่อนตัวตามบ้านของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ และได้ผูกมิตรกับกลุ่มปัญญาชนอย่าง เอลิโอ วิตโตรินี (Elio Vittorini) อิตาโล คัลวีโน (Italo Calvino) และ คาร์โล โบ (Carlo Bo) ซึ่งในเวลาต่อมาบุคคลเหล่านี้ล้วนมีส่วนสนับสนุนเส้นทางอาชีพของเขา พวกเขาได้แลกเปลี่ยนทัศนะกันทั้งเรื่องการเมือง สถาปัตยกรรม รวมถึงปรัชญาอนาธิปไตยและสังคมนิยมในศตวรรษที่ 19 ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานในการมองโลกของเขาในที่สุด
ออฟฟิศของเขาเปิดทำการในปี 1950 แต่กลับได้รับงานจ้างเพียงไม่กี่ชิ้น ในทางกลับกัน บทความและนิทรรศการต่างหากที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมั่นคง นิทรรศการ Spontaneous Architecture ในงาน Triennale ครั้งที่ 9 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทว่านิทรรศการ Urbanism Exhibition ในงาน Triennale ครั้งที่ 10 ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ร่วมกับ วิตโตรินี (Vittorini) ลูโดวิโก ควารอนี (Ludovico Quaroni) และคนอื่นๆ กลับเต็มไปด้วยข้อถกเถียง
นิทรรศการนี้กระตุ้นให้สาธารณชนเข้ามาเป็น "ตัวละครหลัก" (Protagonists) ของผังเมือง แทนที่จะเป็นเพียงวัตถุรองรับการออกแบบ โดยได้ปรับเปลี่ยนมุมมองของการวางผังเมืองให้กลายเป็นกระบวนการทางพลเมือง ไม่ใช่การมุ่งแสวงหาเพียงรูปแบบในอุดมคติหรือประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว และเขายังเรียกร้องให้มี "ผังเมืองที่ก่อร่างสร้างตัวได้ด้วยตัวเอง" (Self-realizing plans) ซึ่งอุบัติขึ้นราวกับ "ปฏิกิริยาลูกโซ่" จนทำให้ บรูโน เซวี (Bruno Zevi) ถึงกับเรียกผลงานชุดนี้ว่าเป็นงานของ "พวกอนาธิปไตย"
เดอ คาร์โล ขัดเกลาทักษะงานเขียนของเขาในฐานะบรรณาธิการร่วมของนิตยสาร Casabella Continuità ระหว่างปี 1953 ถึง 1956 ซึ่งเขาได้เขียนวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ยึดติดกับรูปแบบ (Modernist formalism) อย่างเผ็ดร้อน และตำหนิเหล่านักศึกษาที่หันกลับไปหาภาพลักษณ์งานออกแบบตามแบบแผนประวัติศาสตร์ (Historicist imagery) อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 3 ปี เขาได้ลาออกเพื่อประท้วงการที่หัวหน้าของเขาพยายามผลักดันแนวคิด "ความต่อเนื่อง" (Continuity) จนกลายเป็นหลักคำสอนที่ตายตัว
กระนั้นก็ตาม บทความของ เดอ คาร์โล ตลอดห้าทศวรรษมักจะสอดแทรกถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความหวังและความเป็นจริงอย่างมีหลักการ ไว้ภายใต้การประณามอุดมการณ์หรือสไตล์ต่าง ๆ ดังที่ โจวันนี เคลาส์ โคนิก (Giovanni Klaus Koenig) ได้นิยามถึงเขาไว้ว่า "เขามีพรสวรรค์ที่หาได้ยากสำหรับคนอิตาลี นั่นคือ... เขาเป็นเพชฌฆาตที่รู้งาน"
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่อง "ทัศนคติแบบอนุรักษนิยมที่ไร้เดียงสา" (Naive traditionalism) ยังคงตามหลอกหลอน เดอ คาร์โล ในระดับสากล โดยในช่วงทศวรรษ 1950 เขาได้สร้างที่พักอาศัยสำหรับชนชั้นแรงงาน ซึ่งโครงการที่สำคัญที่สุดตั้งอยู่ในเมืองมาเตรา (Matera) ทางตอนใต้ที่ห่างไกล (ปี 1957)
เช่นเดียวกับวิธีการทางสังคมวิทยาในยุคนั้นที่พยายามนำพาชาวนาเข้าสู่ความทันสมัย เดอ คาร์โลพยายามสร้างสถาปัตยกรรมที่ชาวบ้านที่ยากจนและไม่ได้มีการศึกษาสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ ผ่านการแสดงออกถึงทักษะงานฝีมือของพวกเขา งานโครงสร้างแบบชนบทนี้โดดเด่นด้วยแนวทางเดินที่มีหลังคาคลุม (Arcade) และหลังคาทรงปั้นหยา ที่ทำจากคอนกรีตเปลือยและงานก่ออิฐโดยช่างฝีมือในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า "การกอบกู้จิตสำนึกทางประวัติศาสตร์กลับคืนมา" ของเหล่าสถาปนิกอิตาลี
ในระดับนานาชาติ ผลงานการออกแบบชิ้นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อเขานำผลงานไปเสนอในการประชุมที่ออตเตอร์โล (Otterlo) เมื่อปี 1959 เหล่าสถาปนิกหัวขบถรุ่นใหม่ของกลุ่ม Team X (ทีม เท็น) ได้รุม "สับเขาจนเละ" ตามคำบอกเล่าของ แอลลิสัน สมิธสัน (Alison Smithson)
การที่คนกลุ่มนี้โจมตีอาคารสำนักงาน ทอร์เร เวลาสกา (Torre Velasca) ที่ดูเหมือนป้อมปราการยุคกลางของ "ลุงโรเจอร์ส" (หมายถึง แอร์เนสโต นาธาน โรเจอร์ส - Ernesto Nathan Rogers) ส่งผลพลอยฟ้าพลอยฝนมาถึง เดอ คาร์โล ด้วย เขาถูกตราหน้าอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมนักว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสถาปนิกอิตาลีที่ถดถอยออกจากความร่วมสมัย
อย่างไรก็ตาม บทบรรยายของเขาในหัวข้อ "ว่าด้วยสถานการณ์ของสถาปัตยกรรมร่วมสมัย" (Talk on the Situation of Contemporary Architecture) ได้สรุปใจความสำคัญที่กลุ่ม Team X ใช้โจมตีกลุ่ม CIAM ไว้ได้อย่างครบถ้วน นั่นคือความสำเร็จที่ทึกทักกันไปเองของลัทธิสมัยใหม่แบบยึดติดตำรา ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้น "รูปทรงในสภาวะบริสุทธิ์" โดย "ปราศจากสิ่งแปดเปื้อนจากวัตถุประสงค์และการใช้งาน" นั้น ล้วนเกิดจากสมมติฐานที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความสอดคล้องที่เป็นเอกภาพทั่วโลก
เดอ คาร์โล มองว่าสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายตามภูมิภาคอย่างน่าประหลาดใจ และเขาเสนอให้ใช้แนวทางที่ตอบรับกับท้องถิ่นมากขึ้น แทนที่จะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบ Universal solutions หรือการคลั่งไคล้ในเทคนิคและสไตล์แบบย้อนยุค ถึงเวลาแล้วที่จะต้องก้าวออกมาจากร่มเงาของ เลอ คอร์บูซีเย (Le Corbusier) เพราะแนวคิด Internationalism นั้นได้ตายไปแล้ว
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทบาทของเขาในกลุ่ม Team X ผลงานของ เดอ คาร์โล ในช่วงทศวรรษ 1960 จึงได้รับคำชื่นชมในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานออกแบบมหาวิทยาลัยแห่งอูร์บีโน (University of Urbino) ณ ที่แห่งนี้เขาได้ทำงานต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ทั้งการสร้างที่พักอาศัย อาคารเรียน และอาคารบริหารให้กับ คาร์โล โบ เพื่อนของเขาผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี
กลุ่มอาคารคอนกรีตและงานก่ออิฐที่ประณีตเหล่านี้ วางตัวเรียงรายแผ่ขยายไปตามความลาดชันของเมืองบนเนินเขาและกลมกลืนไปกับภูมิทัศน์ โดยตัวสถาปัตยกรรมให้ความสำคัญกับ "การเคลื่อนที่ของผู้คนผ่านพื้นที่สาธารณะ" มากกว่าเรื่องของรูปทรง
การยอมรับในระดับโลกที่มีต่อผลงานของ เดอ คาร์โล ที่เมืองอูร์บีโนนั้นถือว่ายิ่งใหญ่มาก และแม้ว่าเมืองบนเนินเขาแห่งนี้จะมีเสน่ห์ดึงดูดในเชิงทัศนียภาพที่สวยงามอยู่แล้ว แต่อูร์บีโนในปัจจุบันยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบที่ตรงกันข้ามกับ "ปรากฏการณ์บิลเบา" (Anti-Bilbao model) นั่นคือเป็นงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่สุภาพ นุ่มนวล และถักทอเข้ากับโครงสร้างเมืองเดิมและสภาพภูมิประเทศ จนช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณของทั้งเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวาอย่างเงียบเชียบ
อย่างไรก็ตาม มรดกที่แท้จริงของเขาคือเหล่านักศึกษากว่า 2,000 คน ที่เขาได้ประสาทวิชาให้ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ โดยส่วนใหญ่สอนที่สถาบันสถาปัตยกรรมแห่งมหาวิทยาลัยเวนิส (IUAV) และ มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคแห่งมิลาน (Politecnico di Milano) รวมถึงในระดับสากลอย่าง มหาวิทยาลัยเยล (Yale) และ เอ็มไอที (MIT)
ตั้งแต่ปี 1976 จนถึง 2003 เขายังได้ดำเนินโครงการห้องปฏิบัติการสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมืองระหว่างประเทศ (ILAUD) ซึ่งในทุกช่วงฤดูร้อน บรรดานักวิจารณ์ระดับโลก (ซึ่งหลายคนเป็นสมาชิกกลุ่ม Team X) จะมารวมตัวกับนักศึกษาจากหลากหลายประเทศ เพื่อร่วมกันศึกษามนุษยธรรมและปัญหาพื้นฐานที่สถาปัตยกรรมทุกแห่งต้องเผชิญ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รักของเหล่านักศึกษาที่มีอายุน้อยกว่าเขาถึงครึ่งหนึ่ง คือการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเรียนการสอน (ซึ่งถ่ายทอดไว้อย่างชัดเจนที่สุดในบทความ The Overturned Pyramid หรือ "พีระมิดหัวกลับ") รวมถึงการทำสตูดิโอออกแบบเชิงทดลอง และจริยธรรมแบบประชาธิปไตยที่เขานำมาปรับใช้ในการสอนนั่นเอง
ก่อนการประท้วงยึดมหาวิทยาลัยของเหล่านักศึกษาในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เพียงไม่นาน เขาเริ่มจัดโครงสร้างสตูดิโอออกแบบของเขาให้เป็นเหมือน "ห้องปฏิบัติการ" ที่ซึ่งนักศึกษาและผู้ช่วยสอนทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งถกเถียงกันถึงวิวัฒนาการของหลักสูตร หัวข้อวิจัย หรือแม้แต่เกณฑ์การให้คะแนน
วีรกรรมที่เป็นที่จดจำอย่างมากคือ การที่เขาประกาศตัวสนับสนุนข้อเรียกร้องของเหล่านักศึกษาสถาปัตยกรรมที่ออกมาประท้วงอย่างเปิดเผย ถึงขั้นยอมสั่งปิดงานนิทรรศการ Triennale ปี 1968 ซึ่งตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นคนจัดขึ้น อย่างไรก็ตาม การสอนของเขานี่เองที่กลายเป็นจุดบรรจบของผังเมือง สถาปัตยกรรม และความตระหนักรู้ทางการเมือง
เขามักจะมอบหมายโจทย์การออกแบบ "อาคารเพื่อการศึกษา" อยู่เสมอ เพราะการออกแบบพื้นที่สำหรับการเรียนรู้จะช่วยให้นักศึกษาฉุกคิดถึงบทบาทของพื้นที่ที่มีต่อการศึกษา และยังบีบให้พวกเขาต้องย้อนกลับมาทบทวนถึง "การศึกษาสถาปัตยกรรม" ด้วยตัวเองอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขาแย้งว่าหากแง่มุมที่สำคัญที่สุดของการศึกษาคือ "ประสบการณ์" สถาปัตยกรรมของมหาวิทยาลัยก็เปรียบเสมือนแบบจำลองย่อส่วนของเมืองนั่นเอง ซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาได้รับมือกับความขัดแย้งทางสังคมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งประชาธิปไตย
แนวทางการมีส่วนร่วมของ เดอ คาร์โล แน่นอนว่าย่อมมีขีดจำกัด ในฐานะที่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ต่ออำนาจรัฐที่ใช้ความรุนแรง แนวทางนี้อาจจะยังไปไม่ถึงขั้นที่สามารถรับมือกับ "ซอฟต์พาวเวอร์" (Soft Power) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ค่านิยมมหาชนถูกแปรรูปให้กลายเป็นการควบคุมที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญจนน่ากลัว
อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่สำคัญที่สุดของเขาคือเรื่อง "ความรับผิดชอบของสถาปนิก" เขามักใช้คำว่า pagare di persona ซึ่งหมายถึง "การยอมชดใช้ด้วยตัวเอง" เขาเรียนรู้วิธีคิดนี้มาจาก ปากาโน (Pagano) ผู้ซึ่งหยิบยืมคำนี้มาจาก คาร์โล คัตตาเนโอ (Carlo Cattaneo) และ คาร์โล ปิซาคาเน (Carlo Pisacane) สองปูชนียบุคคลผู้ให้กำเนิดระบอบประชาธิปไตยและแนวคิดอนาธิปไตยของอิตาลีในศตวรรษที่ 19
ในระบอบประชาธิปไตย สถาปนิกมีหน้าที่พลเมืองที่จะต้องตั้งคำถามต่อสาธารณะถึงแนวทางการทำงานที่ผิดพลาด ต้องต่อต้านกระแสเผด็จการที่พยายามยัดเยียดงานออกแบบ และต้องยอมรับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับผู้กุมอำนาจ นอกจากนี้ มันยังหมายถึงการปฏิเสธสิ่งที่ เดอ คาร์โล เรียกว่า "การสวมสิทธิ์ทางปัญญา" (Intellectual surrogacy) หรือการเรียกร้องให้ผู้อื่น โดยเฉพาะเหล่านักศึกษา เดินตามรอยเท้าและสานต่อ "อุดมการณ์" ของตัวคุณเองต่อไปอย่างไม่ลืมหูลืมตา
โครงงานสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องง่าย และยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่หากจะหยิบยกมาสอน เพราะมันสร้างทั้งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและข้อถกเถียงให้เราเห็นได้ทันที สิ่งเหล่านี้ช่วยเชิดชู "บุรุษผู้ยิ่งใหญ่" และสำนักคิดต่าง ๆ ให้กลายเป็นตำนาน ทว่าพวกมันกลับตั้งคำถามน้อยเกินไปและไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริงเลย
แนวทางการทำงานแบบ "วีรบุรุษขบถ" (Anti-heroic) ของ เดอ คาร์โล ที่ใช้ "วิธีอื่น" ในการออกแบบ ได้นำเสนอต้นแบบที่แตกต่างออกไปในการสร้างชื่อเสียงที่ยั่งยืนในโลกสถาปัตยกรรม โดยไม่ใช่การใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงนั้น
ที่มา: Architectural Review
Giancarlo de Carlo (1919-2005)
30 January 2014 By Britt Eversole
โฆษณา