9 พ.ค. เวลา 15:34 • หนังสือ

แอลลิส มันโร (Alice Munro)

(1931- )
มันโรเป็นนักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลผู้มีชื่อเสียงจากการถ่ายทอดความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน เธอสร้างสรรค์เรื่องสั้นชั้นเลิศโดยร้อยเรียงขึ้นจากชีวิตและห้วงความคิดของสามัญชนในแคนาดาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอเอง
แอลลิส แอน เลดลอว์ (Alice Ann Laidlaw) เกิดในปี 1931 เธอเติบโตมาในฟาร์มเลี้ยงมิงค์และสุนัขจิ้งจอกของพ่อที่กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ซึ่งตั้งอยู่แถบชานเมืองวิงแฮม (Wingham) เมืองชนบทในเคาน์ตีฮูรอน (Huron County) รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา
ทั้งแอลลิสและแม่ของเธอต่างดูไม่กลมกลืนกับชุมชนแห่งนี้เท่าไรนัก คนหนึ่งคืออดีตครูที่ผันตัวมาเป็นภรรยาชาวไร่ ส่วนอีกคนคือเด็กหญิงที่ "ฉลาดเกินวัย" ผู้มักจะแต่งเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นในหัวระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนอันยาวไกล
เมื่อแม่ของเธอเริ่มป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MS) แอลลิสจึงต้องรับหน้าที่ดูแลงานบ้านรวมถึงน้องชายและน้องสาวของเธอ ต่อมาเธอได้รับทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนด้านภาษาอังกฤษและวารสารศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออนแทรีโอ แต่เงินทุนของเธอกลับหมดลงเสียก่อนจะเรียนจบ
เมื่ออายุได้ 21 ปี เธอก็แต่งงานกับ เจมส์ มันโร นักศึกษาอีกคนหนึ่ง แล้วย้ายไปอยู่ที่เวสต์แวนคูเวอร์และให้กำเนิดลูกคนแรก ตลอด 15 ปีหลังจากนั้น เธอผลิตผลงานเรื่องสั้นส่งนิตยสารและรายการวิทยุ โดยเธอมุมานะเขียนงานอย่างหนักในช่วงที่ตั้งครรภ์ รวมถึงช่วงที่ลูกๆ งีบหลับ ช่วงเวลาที่เด็กๆ ไปโรงเรียน และล่วงเลยไปจนดึกดื่น เพราะเกรงว่าเธอจะไม่มีเวลาได้เขียนอีก
มันโรมีลูกสาวเพิ่มอีก 3 คน แต่ลูกคนที่สองของเธอเสียชีวิตหลังจากลืมตาดูโลกได้ไม่นาน หลายปีต่อมาเธอได้กล่าวในบทสัมภาษณ์เมื่อครั้งได้รับรางวัลโนเบลว่า "ฉันทุ่มเทจิตวิญญาณทั้งหมดไปกับการเขียน แต่ฉันก็เตรียมมื้อกลางวันให้ลูกๆ เสมอไม่เคยขาด"
ความเชี่ยวชาญในเรื่องสั้น
แอลลิส มันโร มีอายุ 37 ปี เมื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นชุดแรกของเธอชื่อ Dance of the Happy Shades (1968) ได้รับการตีพิมพ์และคว้ารางวัล Governor General’s Award ซึ่งเป็นรางวัลวรรณกรรมสูงสุดของแคนาดามาครอง ในช่วงเวลานั้น ครอบครัวของเธอได้ย้ายไปอยู่ที่โทรอนโตและเปิดร้านหนังสือด้วยกัน
ต่อมามันโรพยายามที่จะเขียนนวนิยายแนว Coming-of-age แต่เมื่อเขียนไปได้ครึ่งทาง เธอก็กลับไปใช้รูปแบบเรื่องสั้นที่เธอคุ้นเคย และตีพิมพ์ผลงานชุดนั้นในชื่อ Lives of Girls and Women เมื่อปี 1971 มันโรหวนรำลึกถึงตอนนั้นว่า “นั่นคือตอนที่ฉันเรียนรู้ว่า ฉันคงไม่มีวันเขียนนวนิยายจริงๆ ได้ เพราะฉันไม่ได้มีวิธีคิดแบบนั้น”
ในฐานะปรมาจารย์ด้านการ "ทำให้เห็น" มากกว่าการ "บอกเล่า" มันโรเขียนเรื่องสั้นที่มีความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์เพียงเล็กน้อย แต่กลับมีความลุ่มลึกเทียบเท่ากับนวนิยาย เธอวาดภาพตัวละครที่มีความซับซ้อนและมีมิติ อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ในการขุดลึกเข้าไปถึงแก่นแท้ของตัวละคร เพื่อเผยให้เห็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของทุกคนนั้นมีความพิเศษ และในบางครั้งก็มีความร้ายกาจซ่อนอยู่
ผลงานในยุคหลัง
ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา มันโรได้ตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นอย่างน้อยหนึ่งเล่มในทุกๆ 4 ปี เธอได้รับรางวัลสำคัญระดับนานาชาติเกือบ 20 รางวัล ทั้งในแคนาดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา จากผลงานอย่าง Open Secrets (1994), The Love of a Good Woman (1998) และ Runaway (2004) ซึ่งรวมถึงรางวัล Man Booker International Prize ในปี 2009 และรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2013
หลังจากแต่งงานครั้งที่สองกับนักภูมิศาสตร์นามว่า เจอร์รี เฟรมลิน มันโรได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองคลินตันในแถบชนบทของรัฐออนแทรีโอ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่ที่ทั้งคู่เติบโตมาไม่ถึง 30 กิโลเมตร (20 ไมล์) เธอประกาศวางมือจากการเขียนในปี 2013 ขณะอายุได้ 81 ปี โดยผลงานเล่มสุดท้ายของเธอคือ Dear Life ได้รวมเรื่องเล่าที่เธอนิยามว่า "กึ่งเรื่องสั้น" จำนวน 4 เรื่อง ซึ่งเป็น "สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่ฉันอยากจะบอกเล่าเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง"
รูปแบบการประพันธ์
การเล่าเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรง
มันโรเป็นผู้บุกเบิกการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นลำดับเวลา (Non-linear storytelling) ซึ่งเป็นการเล่าแบบกระโดดสลับไปมาระหว่างปัจจุบัน อดีต และอนาคต เรื่องราวของเธอมักแฝงไปด้วยความนัยและบางครั้งก็ไม่มีการเฉลยออกมาทั้งหมด เช่น วัตถุชิ้นหนึ่งในมืออาจปลุกความทรงจำในอดีตให้ฟื้นคืนมา หรือความลับอาจถูกเปิดเผยในปัจจุบันผ่านเศษหนังสือพิมพ์หรือจากคำบอกเล่าของพยานที่เชื่อถือไม่ได้
นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่ผู้เล่าเรื่องคนหนึ่งบรรยายไว้อาจถูกนำมาเล่าใหม่โดยตัวละครอีกตัวในภายหลัง ซึ่งช่วยสะท้อนให้เห็นถึง "กระบวนการเล่าเรื่อง" ในตัวมันเอง มันโรนิยามการเขียนของเธอว่าเป็นไปตาม "ธรรมชาติ" แต่ก็ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ได้มาโดยง่าย สิ่งที่เธอจดบันทึกด้วยลายมือจะถูกนำมาพิมพ์ดีดและผ่านการแก้ไขอย่างเข้มข้น เพื่อถ่ายทอดความละเอียดอ่อนและความซับซ้อนของชีวิตออกมาเป็นภาษาที่สละสลวยและแจ่มชัดที่สุด
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา