Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เดอะโกโก้
•
ติดตาม
9 พ.ค. เวลา 16:09 • ความคิดเห็น
"เยียวยา" "ทำงานกับตัวเอง" "แก้ปม" คำคูลๆในทศวรรษนี้ อาจกลายเป็น buzzword มากกว่าเติบโตภายในจริงๆ
ผมเจอบทความนึงของเพจ Knowing Mind แล้วรู้สึกน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในยุคนี้ที่คาดหวังให้คนต้องสมบูรณ์แบบ ต้องมีสุขภาพจิตใจดี แฮปปี้ แต่ผมรู้สึกว่าเราอยู่บนโลกที่ฉาบฉวยไปหน่อย โดยเฉพาะมิติของจิตใจและจิตวิญญาณที่เน้นสำเร็จเร็วเกินไป
หลังจากการอ่านบทความ ผมเลยลองย่อ+สรุป+ใส่มุมมองของผมเข้าไปด้วย ทั้งนี้อาจไม่ได้เหมือนต้นฉบับ 100% นะ
ต้นฉบับ (แนะนำให้อ่านฮะ):
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1493178855795378&set=a.627443545702251
1. "วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Materialism) เป็นคำศัพท์ที่อธิบายว่า คนจำนวนหนึ่ง ยิ่งปฏิบัติธรรม (หรือทำกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกรม เข้าวัด หาเกจิอาจารย์ อ่านไบเบิล ฯลฯ ได้หมดเลย) กลับกลายเป็นว่า ยิ่งสะสมอัตตา/ความหยิ่งผยองในตน/อีโก้มากขึ้น
แถมคิดว่าตัวเองเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย เป็นแค่การเอากิจกรรมมากดอีโก้ไว้ จะได้ไม่ต้อง work on กับมันมาก มันเหนื่อยงี้
2. เรื่องนี้ถูกผสมเข้ามาในวงการการพัฒนาตัวเอง จิตวิทยา อะไรพวกนี้ จนกลายเป็นธุรกิจ กลายเป็นสินค้าและบริการไปแล้ว
จากสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราค้นพบภายใน (Inner) แต่กลับทำให้เราแสวงหาข้างนอก (Outer) ต้องทำโน่นนี่นั้่น ต้องซื้อคอร์สพัฒนาตัวเองเรื่อยๆไม่จบ ต้องหาอาจารย์ชื่อดัง ต้องเรียนและทำสารพัดมากมายเกินไปหมด และคิดว่ายิ่งรู้เยอะ ยิ่งตื่นรู้กว่าคนที่ไม่ซื้อบริการเหล่านี้
(การซื้อสินค้าบริการเหล่านี้จริงๆดีนะ แต่ไม่ใช่เพื่อการเอามากดข่มจิตใจตัวเอง หรืออวดว่า "ฉันดีกว่าเธอ" ลึกๆภายใน)
3. บางทีเราอยู่ในยุคที่ แทนที่จะสะสมสิ่งของ ความสำเร็จทางการงาน แต่เราอยู่ยุคที่สะสม "ความเป็นคนดีและสมบูรณ์แบบ" เช่น เราต้องสะสมความตื่นรู้ สะสมการทำสมาธิเข้าฌาณ สะสมภาพลักษณ์ว่าเราไม่มีทรอม่าหรือแผลใจ
เพื่อเพียงพิสูจน์ตัวเราให้สังคมได้ยอมรับเห็นค่า แต่ไม่ใช่เพราะอยากเติบโตข้างในจริงๆ
4. มีคำศัพท์อีกคำคือ "Spiritual Bypass" เป็นการเราพยายามทำกิจกรรมศาสนา จิตวิญญาณ ธรรมะ self-reflection หรืออะไรก็ได้ที่มันดูเข้าถึงจิตใจจิตวิญญาณ แต่ลึกๆเพื่อหนีใจตัวเอง หนีตัวตนที่เรายอมรับไม่ได้ (part/shadow) หนีด้านลึกๆของตัวเอง
คนที่ทำ Spiritual Bypass มักจะดูสงบนิ่งจากภายนอก การปล่อยวาง ไม่ยึดติด แต่ลึกๆแล้ว ความสงบนี้เป็นเหมือนสิ่งที่ครอบด้านที่ไม่ได้ยังไม่ทำงานของเรา แล้วรอวันระเบิด
เคยเจอคนที่ดูภายนอกธรรมะธรรมโม แต่พอไปแตะหรือเผลอไปสะกิดอารมณ์นิดนึง กลับปรี้ดแตกหรือกดข่มใส่เรามะ? คงเป็นประมาณนี้
เน้นย้ำว่า กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ดีนะ แต่ควรใช้เพื่อ "เผชิญหน้า/สำรวจ" กับจิตใจตัวเอง มากกว่า "หนี/โยนภาระ" จิตใจตัวเองให้ปัจจัยอื่นหรือสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบ
5. ทั้ง Spiritual Bypass และ Spiritual Materialism ล้วนมี 2 ด้านคือ 1. เข้าไปหลบในสงบจอมปลอมเพื่อไม่ต้องรับมือกับความเจ็บปวด 2. นำ "ความเจ็บปวดที่เชื่อว่าเยียวยาแล้ว" มานำเสนอเป็นสินค้าและบริการต่างๆ
6. ในยุคที่คนรู้เรื่องศัพท์ทางจิตวิทยามากขึ้น เช่นรู้ว่า Attachment style คืออะไร / Inner Child คืออะไร ฯลฯ ซึ่งมันดีแหละ แต่บางทีรู้คำศัพท์เหล่านั้นเอง ทำให้เข้าถึงความรู้สึกและประสบการณ์ตรงได้ยากขึ้น เพราะบางครั้งยิ่ง "รู้" มาก มันเป็นกำแพงที่ทำให้เรา "รู้สึก" ด้านอื่นๆได้ยากขึ้น และคิดว่าจัดการเรื่องนั้นเสร็จไปแล้ว
7. บางครั้งเราต้องดูเหตุผลของกิจกรรมที่เราทำ โดยเฉพาะการพัฒนาโลกภายใน เช่น เราสามารถนั่งสมาธิทุกเช้า เพื่อเข้าใจตัวเอง หรือไม่ก็เพื่อหลีกหนีความรู้สึกหรือเหตุการณ์บางอย่าง
.
ภาพลักษณ์ภายนอกดูนั่งสมาธิเหมือนกัน แต่เหตุผลเจตนาต่างกันมาก
8. การพัฒนาตัวเองที่ถูกปรับรูปแบบมาเป็นสินค้าบริการ ต้องการตัวเลขวัดผลลัพธ์ได้ ต้องการสตอรี่เพื่อดึงดูดคนให้มาซื้อ ต้องการแสงเพื่อให้คนมาสนใจ
.
มันขัดต่อธรรมชาติของการพัฒนาจิตใจที่มันเงียบเรียบง่าย ไม่ได้สวยหรู มีความเฟลถอยหลังด้วยซ้ำ รวมทั้งอาจต้องยอมอยู่กับความไม่รู้ อาจต้องยอมรับทุกสรรพสิ่งที่เข้ามาในชีวิตทั้งที่ชอบและไม่ชอบเพื่อให้เห็นตัวเองในทุกด้าน
9. สิ่งที่ดูย้อนแย้งคือ การเติบโตทางภายในจิตใจ จะเกิดขึ้นตอนเรา"ไม่พยายาม"เติบโตทางจิตใจ เกิดขึ้นระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน การพูดคุยและเปลี่ยนสนทนา การเผชิญหน้าการสูญเสีย เหตุการณ์ที่ไม่ชอบ
.
ซึ่งไม่สามารถคาดหวัง/เร่งการเติบโต และคำนวณความสำเร็จออกมาเป็นตัวเลขได้
10. ผมอยากสรุปทุกอย่างด้วยข้อความช่วงท้ายจากต้นเพจครับ
คนที่เข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งมักจะพูดถึงเรื่องการพัฒนาตัวเองน้อยลง เพราะการเติบโตได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของวิถีที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ใช่พรอปที่พวกเขาใช้แสดง ความแตกต่างนี้อาจดูเล็กน้อยแต่มันสำคัญมาก เปรียบเสมือนความแตกต่างระหว่าง "คนที่รักการอ่านหนังสือจริง ๆ" กับ "คนที่แค่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเป็นคนอ่านหนังสือ"
11.(จบ) ที่เขียนทุกอย่างไม่ได้บอกว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ผมเองก็อยู่ในกระบวนถูกสร้างใหม่ทุกวัน แต่แค่อยากแชร์ประสบการณ์จากบทความและประสบการณ์ชีวิตเท่านั้น อาจถูกหรือผิดก็ได้ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ 🙏
จิตวิญญาณ
ธรรมะ
พัฒนาตัวเอง
1 บันทึก
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย