Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
DW on Reading
•
ติดตาม
11 พ.ค. เวลา 17:11 • หนังสือ
โทนี มอร์ริสัน (Toni Morrison)
(1931–2019)
นวนิยายของ โทนี มอร์ริสัน คือการสำรวจประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกันผิวดำผ่านภาษาที่งดงามและทรงพลังราวกับบทกวี งานเขียนที่เข้มข้นและตรงไปตรงมาของเธอได้รับความชื่นชมจากทั่วโลก และส่งผลให้เธอเป็นสตรีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
โคลอี วอฟเฟิร์ด (Chloe Wofford) เกิดในลอเรน รัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ในช่วงวัยเด็กเธอมักถูกเรียกด้วยชื่อเล่นว่า โทนี (Toni) และในเวลาต่อมาผลงานของเธอก็ถูกตีพิมพ์ภายใต้นามสกุล มอร์ริสัน (Morrison) ซึ่งเป็นนามสกุลของ แฮโรลด์ (Harold) สามีที่เธอแต่งงานด้วยในปี 1958 และหย่าร้างกันในปี 1964
มอร์ริสันเป็นบุตรคนที่สองของ จอร์จ (George) ช่างเชื่อมเหล็ก และ เรมาห์ (Ramah) พนักงานทำงานบ้าน ทั้งคู่ย้ายถิ่นฐานมาจากรัฐจอร์เจียเพื่อหนีจากการเหยียดเชื้อชาติและการแบ่งแยกสีผิวที่รุนแรงในแถบตอนใต้ แม่ของเธอซึ่งเป็นคริสตศาสนิกชนนิกายเมทอดิสต์ (Methodist) มีทักษะด้านดนตรี การร้องเพลง และการเล่าเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องผีที่สืบทอดมาจากคุณยาย เรื่องเล่าเหนือธรรมชาติและบทเพลงเหล่านี้เองที่ส่งอิทธิพลต่อแนวคิดในงานเขียนของมอร์ริสันในเวลาต่อมา และช่วยหล่อหลอมรูปแบบร้อยแก้วของเธอให้มีจังหวะจะโคนราวกับร่ายมนต์ รวมถึงบทสนทนาที่เฉียบคมและสมจริง
นักเรียนและครู
ด้วยการสนับสนุนจากพ่อแม่ มอร์ริสันเรียนเก่งมากและได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งจากงานวรรณกรรม โดยเธออ่านทุกอย่างตั้งแต่บทละครตลกแนวผู้ดีไปจนถึงวรรณกรรมคลาสสิก ต่อมาในปี 1949 เธอเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ด (Howard University) ในวอชิงตัน ดี.ซี. ที่นั่นเธอได้คลุกคลีกับเหล่านักปราชญ์ผิวดำที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น แต่ขณะเดียวกันเธอก็ต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายของการใช้ชีวิตในเมืองที่มีการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งเต็มไปด้วยลำดับชั้นทางเชื้อชาติที่น่าอึดอัด
หลังจากจบปริญญาโทจาก มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) ในนิวยอร์ก มอร์ริสันได้เริ่มต้นอาชีพเป็นอาจารย์ด้านภาษาอังกฤษ โดยเธอกลับไปสอนที่มหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ดและเข้าร่วมกลุ่มเขียนงานสร้างสรรค์ ที่ฮาวเวิร์ดนี่เองที่เธอได้พัฒนาเรื่องสั้นซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนวนิยายเรื่องแรกของเธอคือ The Bluest Eye (1970) ซึ่งสำรวจเรื่องราวการถูกกีดกันของผู้หญิงผิวดำออกจากวัฒนธรรมป๊อป
นวนิยายส่วนใหญ่ของมอร์ริสันเป็นแนวประวัติศาสตร์ เธอตั้งใจที่จะนำเรื่องราวของชาวอเมริกันผิวดำในแง่มุมที่เธอถือว่า "ไม่เคยถูกเล่าขานและไม่เคยถูกตรวจสอบ" มาก่อนกลับคืนมา ในฐานะนักเขียนที่ถ่ายทอดจากมุมมองของคนใน เธอพยายามปลดปล่อยเสียงที่เคยถูกปิดเงียบอย่างโหดร้ายให้เป็นอิสระ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ตัวละคร เซธ (Sethe) ในนวนิยายเรื่อง Beloved เรียกว่า "การรื้อฟื้นความจำ" (rememory) มอร์ริสันยังคงเขียนงานต่อไปจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2019 โดยนวนิยายเล่มสุดท้ายของเธอคือ God Help the Child ตีพิมพ์ในปี 2015
ความสำเร็จในงานสิ่งพิมพ์
หลังจากหย่าร้างและต้องดูแลลูกสองคน มอร์ริสันได้เข้าทำงานเป็นบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์ แรนดอม เฮาส์ (Random House) ในนิวยอร์กตั้งแต่ปี 1967 โดยเธอจะใช้เวลาเขียนงานเฉพาะช่วงเช้าตรู่ในขณะที่ลูกๆ ยังหลับอยู่เท่านั้น
เธอเป็นผู้สนับสนุนผลงานเขียนของคนผิวดำอย่างแข็งขัน โดยได้พัฒนาหนังสือชุด Contemporary African Literature (1972) ซึ่งเป็นผลงานรวบรวมงานเขียนที่แสดงศักยภาพของนักเขียนอย่าง โวเล โชยินกา (Wole Soyinka) ชินัว อาเชเบ (Chinua Achebe) และ อาทอล ฟูการ์ด (Athol Fugard) รวมถึงนักเขียนคนอื่นๆ
นอกจากนี้เธอยังได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติที่เป็นที่กล่าวขวัญของ มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) และจัดทำหนังสือ The Black Book (1974) ซึ่งรวบรวมบันทึกชีวิตของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุคทาสเป็นต้นมา
ที่มา: Writers who changed history
รีวิวหนังสือ
วรรณกรรม
หนังสือ
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย