Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ธรรมะ คือ คุณากรณ์
•
ติดตาม
11 พ.ค. เวลา 21:55 • ปรัชญา
watthakhanun
วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าในโรงแรมที่พักเมือง "Kaikoura" อยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส แต่ด้วยเหตุที่ว่าโรงแรม "Sudima Hotels" แห่งนี้ ตั้งอยู่ติดกับริมทะเล ซึ่งความจริงก็คือมหาสมุทรของขั้วโลกใต้นั่นเอง ลมทะเลพัดแรงมาก จึงทำให้อากาศค่อนข้างที่จะหนาว
กระผม/อาตมภาพออกไปถ่ายรูปบริเวณหน้าโรงแรมตั้งแต่เช้ามืด เมื่อได้ทุกมุมที่ต้องการแล้วจึงกลับเข้ามาที่ห้องอาหาร ซึ่งทางโรงแรมนั้น แม้ว่าจะจัดอาหารเอาไว้หลายอย่างก็ตาม แต่ด้วยความที่ว่าคณะของเรานั้นแทบทุกคนก็คือ "สายกิน" จึงทำให้บ่นอุบอิบว่าแทบจะหาอะไรกินไม่ได้เลย..!
กระผม/อาตมภาพเองนั้น ถ้าหากว่ามีอะไรใส่ท้องกันตายไปวันละ ๑ มื้อก็จบแล้ว แต่เหตุที่ต้องฉัน ๒ มื้อ ก็เพื่อไปดูแลความสุขความทุกข์ของพระภิกษุสามเณรนั่นเอง เนื่องเพราะว่าตั้งแต่มาเป็นรองเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน เมื่อปี ๒๕๔๖ นั้น "แม่ชีชื่น" (อุบาสิกาชื่น ศรีสองแคว) ซึ่งเป็นหัวหน้าแม่ชีมาตั้งแต่สมัย "หลวงปู่สาย" (พระครูสุวรรณเสลาภรณ์)อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน อดีตเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมินั้น ได้
แยกสำรับเอาไปส่งให้กระผม/อาตมภาพที่กุฏิ
แต่ว่าแม้แต่สำรับนั้น กระผม/อาตมภาพก็ไม่ได้รับเอาไว้ บอกว่าเจ้าอาวาสเก่าเขาทำอย่างไรมาก็ตาม แต่ว่ากระผม/อาตมภาพนั้นจะลงไปฉันร่วมกับพระเณรทุกวัน..! จึงได้กลายเป็นธรรมเนียมที่ว่า ไม่ให้ส่งอาหารถึงกุฏิเหมือนอย่างเจ้าอาวาสที่ผ่านมา เมื่อมีอาหารอะไรลงท้องไปก็อิ่ม แล้วเราจะบ่นไปทำอะไร ?
ครั้นกลับขึ้นมาห้องพักแล้ว ก็ได้ภาวนาอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่เจ้าทางทั้งในน้ำ บนบก ในอากาศ ซอกเขาราวห้วย ถนนหนทาง เรือนชานบ้านช่อง ตลอดเส้นทางในการเดินทางวันนี้ ขอให้ดินฟ้าอากาศช่วยเป็นใจ เพื่อที่เราจะได้เดินทางไปตามกำหนดการได้อย่างสะดวกและปลอดภัยด้วย
เมื่ออุทิศส่วนกุศลให้ทุกท่านเสร็จแล้ว กระผม/อาตมภาพก็หอบข้าวของเตรียมลงข้างล่าง สวนกับ "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) และ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ที่เพิ่งจะกินอาหารเช้าแบบซังกะตายเสร็จ พอเห็นก็ทำตาโตว่า "หลวงพ่อจะรีบลงไปทำไมเจ้าคะ ?" เนื่องเพราะว่านัดรถเดินทางตั้ง ๑๐ โมง กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ถ้าเราสามารถที่จะไปถึงก่อน ก็ให้ไปเพื่อรอเขาดีกว่าให้คนอื่นเขารอ" แล้วก็ลงไปโดยไม่ฟังเสียงใคร เอากระเป๋าไปวางไว้ที่ล็อบบี้ แล้วออกไปถ่ายรูปริมมหาสมุทรซีกโลกใต้อีกวาระหนึ่ง
เมื่อกลับขึ้นมาก็เห็นพวกเราค่อย ๆ ทยอยเอากระเป๋าลงมาทีละคนสองคน จัดขึ้นรถเรียบร้อยก็ประมาณ ๐๘.๔๐ น. พวกเราจึงวิ่งย้อนกลับไปยังสถานที่เมื่อวานนี้ ซึ่งก็คือจุด "Kaikoura Lookout" เมื่อวานเรามาถึงเวลาค่ำคืน วันนี้จึงมาในลักษณะขอ "แก้มือ" ซึ่งก็สมใจนึกมาก เพราะว่าแดดจัดจ้าจนหน้าแทบไหม้..! ทั้งท้องฟ้าและทะเลเป็นสีฟ้าจัดมาก และมีนักท่องเที่ยวอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น ดูท่าว่าจะเป็นตากล้องมืออาชีพ มาถ่ายรูปทิวทัศน์ไปลงหนังสือหรือเพจของตนเอง
เมื่อพวกเราถ่ายรูป "แก้มือ" กันจนครบทุกมุมแล้ว ก็ขึ้นรถวิ่งต่อไปยังจุดที่สอง ซึ่งเป็นสถานที่ก่อนหน้านั้น เขาตกปลากันตรงนั้น แต่ว่าตอนนี้ทางเทศบาลสั่งให้ปิดไปแล้ว ชื่อว่า "Fishing Place" ของเมือง Kaikaura นี่เอง ไปดูคลื่นซัดกระทบฝั่งเสียงโครมครืนแล้วก็ถ่ายรูปร่วมกัน มีอยู่หลายซอกหลายมุมให้พวกเราถ่าย แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้าก้อนหินหรือเปลือกหอย ก็น่าสนใจไปไปหมด
แล้ววิ่งต่อจากตรงนั้นมาประมาณ ๒๐ นาที มาถึงสถานที่ไฮไลท์แห่งหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า "Walk Way" เมือง Kaikaura เป็นจุดชมแมวน้ำของสถานที่นี้ พวกเราลงมาเผชิญกับลมแรงทำให้รู้สึกหนาว เจ้าที่ซึ่งกระผม/อาตมภาพเรียกว่า "ท่านไก่" เหตุเพราะว่าทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น แล้วก็อยู่เมือง Kaikaura นี้เอง ถ้าหากว่าภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "ไกด์..!"
ท่านชี้ให้ว่าไปทางด้านโน้นจะมีแมวน้ำให้ถ่ายรูป กระผม/อาตมภาพจึงเดินแยกจากคณะตรงดิ่งไป ได้ยินคณะที่แยกไปทางซ้ายเอะอะกับแมวน้ำ บอกว่ามีอยู่ตั้ง ๒ ตัว แต่กระผม/อาตมภาพเชื่อมั่นในความรู้ของตนเอง จึงเดินดุ่ย ๆ ไปจนถึงริมทะเลที่คลื่นกำลังสาดซัดแตกฟองครืนครันอยู่ มองซ้ายมองขวา ในที่สุดก็เห็นเจ้าตัวอ้วนปุ๊ก นอนอาบแดดอย่างมีความสุข ครั้นเดินเข้าไปใกล้ก็ยกหัวขึ้นมาแยกเขี้ยวให้ ประมาณ
ว่าอย่ามากวนเวลานอนของเขานะ..!
กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปไปหลายรูป แล้วโทรเรียก "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) บอกว่า ให้ต้อนพรรคพวกมาทางนี้โดยด่วน ไอ้เจ้าอ้วนขยับซ้ายขยับขวา แต่ว่าออกจากที่ไม่ได้ เหมือนอย่างกับมีใครขี่หลัง หรือเหยียบหลังเอาไว้อย่างนั้นแหละ..!
กว่าที่พวกเราทั้งหมดมาถึง กระผม/อาตมภาพก็ถ่ายรูปให้ "น้องเล็ก" ที่มาถึงก่อนไปสองรูปแล้ว โดยเตือนว่าให้อยู่ห่างสักช่วงแขนหนึ่ง เพราะว่าแมวน้ำจริง ๆ แล้วเป็นสัตว์ที่ดุร้ายมาก ถ้าเผลอเมื่อไร โดนกัด อาจจะถึงพิการ เพราะว่าเจ้าพวกนี้มักจะกัดตามข้อพับซึ่งเป็นเส้นเอ็น..!
เมื่อพวกเราแห่กันมาถึงก็กรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่ โดยเฉพาะ "น้องข้าวหอม" (นักศึกษาแพทย์ณภัทร ควรดำรงธรรม) จนทุกคนต้องเตือนว่าเบา ๆ หน่อย ไปรบกวนมาก เดี๋ยวก็หนีลงน้ำเหมือนเจ้าพวกนั้นอีก ได้ความว่าทางที่คณะใหญ่ไปเห็นนั้น ไม่สามารถที่จะเข้าใกล้แมวน้ำได้เลย เพราะว่าเดินเข้าไปห่างประมาณ ๑๐ เมตร
แมวน้ำก็เผ่นหนีลงทะเลกันหมด..!
พวกเราถ่ายรูป "เจ้าอุ๋งอุ๋ง" ตัวนี้ ซึ่งมันก็พยายามที่จะดิ้นรนยกหัวยกหางของตนเอง ท้ายที่สุดเมื่อไม่สามารถที่จะขยับได้ก็ทอดถอนใจ แกล้งทำตายเสียเลย..! กระผม/อาตมภาพต้องโบกมือเฉี่ยว ๆ หลัง ถึงจะยอมยกหัวขึ้นมา
ครั้นพวกเราถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ก็ถอนตัวออกจากจุดนั้น เพราะว่าไม่อยากรบกวนเขามากจนเกินไป พอเปิดรูปแล้วทุกคนก็ฮือฮากันมาก เพราะว่ามีแสงสีขาวพุ่งลงไปที่หลังเจ้าแมวน้ำตัวนั้นจริง ๆ แสดงว่า "ท่านไก่" แกอาจจะกดเอาไว้เพื่อให้พวกเราได้ถ่ายรูป แต่ถ้ามีนักท่องเที่ยวอื่นอยู่มาก เขาอาจจะสงสัย จึงต้องแยกออกมาทางด้านนี้เสียไกล ซึ่งไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเดินมาเลย..!
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย