14 พ.ค. เวลา 16:59 • หนังสือ

จอห์น อัปไดก์ (John Updike)

(1932–2009)
อัปไดก์เป็นนักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายที่มีผลงานออกมาจำนวนมากอย่างน่าทึ่ง เขาครองตำแหน่งนักเขียนแถวหน้ามาโดยตลอด ตลอดอายุการทำงาน พรสวรรค์ของเขาคือการถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวันด้วยสำนวนภาษาที่ประณีต งดงาม ให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง และช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้แก่ผู้อ่าน
จอห์น อัปไดก์ เกิดที่เมืองเรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย ในปี 1932 แม้ครอบครัวจะมีฐานะยากจน แต่เขาก็มีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมจนได้รับทุนการศึกษาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้ก้าวขึ้นเป็นบรรณาธิการของวารสาร Harvard Lampoon เดิมทีเขาตั้งใจอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ก่อนที่จะได้สานฝันในอาชีพนั้น เขาก็เริ่มทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการเป็นนักเขียนเสียแล้ว
ช่วงกลางทศวรรษ 1950 อัปไดก์ซึ่งแต่งงานและมีภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในนิวยอร์กซิตี้ช่วงสั้น ๆ ในฐานะนักเขียนรุ่นใหม่ของนิตยสารชื่อดังอย่าง The New Yorker เขาได้รับการขัดเกลาฝีมือโดย วิลเลียม แมกซ์เวลล์ (William Maxwell) บรรณาธิการผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นผู้ปลุกปั้นนักเขียนชั้นนำแห่งศตวรรษที่ 20 มาแล้วหลายคน เช่น เจ.ดี. แซลินเจอร์(J.D. Salinger) ยูดอรา เวลที (Eudora Welty) และ จอห์น ชีเวอร์ (John Cheever)
ในปี 1957 อัปไดก์พาครอบครัวย้ายไปอยู่แถบชนบทซึ่งเขารู้สึกว่าเป็นที่ที่เขาเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง เขาตั้งรกรากที่เมืองอิปสวิช รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยมีเพื่อนบ้านที่เป็นชนชั้นกลางในแถบชานเมือง เป็นคนขยันทำงานและเข้าวัดเข้าวา ซึ่งคนกลุ่มนี้เองที่กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักในนวนิยายของเขาในเวลาต่อมา ในฐานะนักเขียนหนุ่ม อัปไดก์ผลิตผลงานออกมามากมายและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก จนเขาสามารถเลี้ยงดูครอบครัวด้วยอาชีพนักเขียนเพียงอย่างเดียวได้ตั้งแต่อายุเพียง 24 ปี
อัปไดก์ส่งผลงานให้กับนิตยสาร The New Yorker อย่างสม่ำเสมอตลอดชั่วชีวิตของเขา โดยเขียนทั้งเรื่องสั้น กวีนิพนธ์ ความเรียง และบทวิจารณ์ต่าง ๆ
ตำนานแห่งชีวิตชานเมือง
ในปี 1959 อัปไดก์ตีพิมพ์นวนิยายเรื่องแรกชื่อ The Poorhouse Fair และหนึ่งปีให้หลังเขาก็ส่งผลงานเรื่อง แรบบิท, รัน (Rabbit, Run) ตามออกมา ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด " Rabbit " ที่ส่งให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเขียนแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา และยังเป็นหนังสือที่หลายคนยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขา
นวนิยายชุดนี้ประกอบด้วยนวนิยาย 4 เล่มและนวนิยายขนาดสั้นอีก 1 เล่ม เล่าเรื่องราวของ Harry “Rabbit” Angstrom ชายชนชั้นกลางธรรมดา ๆ ในเมืองบริวเวอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย โดยติดตามชีวิตตั้งแต่ช่วงวัยหนุ่มที่ไร้จุดหมาย ไปจนถึงวัยกลางคนที่มั่งคั่ง (ทว่ากลับไม่มีความสุขและเต็มไปด้วยความไม่พอใจ) จนกระทั่งถึงแก่ความตาย
วรรณกรรมชุดนี้มีความโดดเด่นด้วยสำนวนภาษาที่สละสลวยและลุ่มลึกเป็นพิเศษของอัปไดก์ ซึ่งเขาสามารถถ่ายทอดทุกรายละเอียดของชีวิตประจำวันให้เปล่งประกายด้วยความงามและความหมายอันลึกซึ้ง นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจตรงที่อัปไดก์เขียนหนังสือแต่ละเล่มออกมาในระยะเวลาห่างกันประมาณ 10 ปี ทำให้ตัวละครเติบโตไปพร้อม ๆ กับวัยของผู้เขียนเอง
นวนิยายชุดนี้ ( 1961–2000) ทำให้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ถึงสองครั้ง และถือเป็นอนุสรณ์ทางศิลปะที่สะท้อนถึงความอ้างว้าง การหลงทาง และความสิ้นหวังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกายุคหลังสงคราม
อัปไดก์เขียนถึงความเสื่อมถอยของศีลธรรมแบบคริสเตียนในยุค 1950 และผลกระทบของการปฏิวัติทางเพศในยุค 1960 ที่มีต่อสังคมไว้ในนวนิยายเรื่อง Couples (1968) หนังสือเล่มนี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จากการบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับการคบชู้และความใคร่ในกลุ่มอาชีพชนชั้นกลางแถบชานเมือง ซึ่งใช้เซ็กซ์เพื่อปกปิดความกลัวลึก ๆ ในจิตใจ โดยนักวิจารณ์บางคนมองว่าการบรรยายเหล่านั้นดูฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น
แม้จะอายุมากขึ้น แต่อัปไดก์ยังคงสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องและมีความอยากรู้อยากเห็นไม่เสื่อมคลาย ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาได้ทดลองเขียนเรื่องราวที่หลากหลาย ทั้งนวนิยายเกี่ยวกับเผด็จการในแอฟริกา The Coup (1978) โลกอนาคตหลังวันสิ้นโลก Toward the End of Time (1997) และภาคก่อนของบทละครแฮมเล็ต Gertrude and Claudius (2000) รวมถึงผลงานอื่น ๆ อีกมากมาย เขาเสียชีวิตลง ณ สถานบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในรัฐแมสซาชูเซตส์ หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งปอด
บริบทที่เกี่ยวข้อง
ตัวละครที่ปรากฏซ้ำ
นักเขียนอย่าง จอห์น อัปไดก์ และเพื่อนร่วมสมัยอย่าง ฟิลิป รอท (Philip Roth -ผู้เขียนนวนิยายถึงเก้าเล่มเกี่ยวกับตัวละครร่างจำลองของเขาที่ชื่อ เนทัน ซักเกอร์แมน (Nathan Zuckerman)) กลายเป็นที่รู้จักจากการเขียนหนังสือชุดที่ติดตามชีวิตของตัวละครเอกเพียงตัวเดียว หนังสือชุดลักษณะนี้ช่วยให้ผู้เขียนสามารถบันทึกพัฒนาการของตัวละครตามกาลเวลา พร้อมทั้งสำรวจฉากหลังทางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในแบบที่หนังสือเล่มเดียวไม่สามารถทำได้
นอกจากนี้ ความคุ้นเคยยังมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน เพราะผู้อ่านชอบที่จะติดตามความคืบหน้าของตัวละคร ขณะที่ผู้เขียนเองก็สนุกกับการได้กลับไปสำรวจประเด็นเดิม ๆ สำหรับอัปไดก์แล้ว การเขียนเรื่องของ "Rabbit" เปรียบเสมือน “การได้กลับบ้านในทุก ๆ สิบปีเพื่อแวะไปเยี่ยมเยียน”
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา