18 พ.ค. เวลา 19:00 • ประวัติศาสตร์

เมื่อมนุษย์เริ่ม "โกง" ธรรมชาติ: รากศัพท์ของคำว่า Machine ที่ไม่ได้แปลว่าเครื่องกล

บทความก่อนหน้าผมได้อธิบายไปแล้วว่า "Engineer" มีรากมาจากเครื่องจักรสงคราม และ "Architect" คือหัวหน้าช่างผู้สร้างอารยธรรม (ที่มาของคำนี้รอให้ Unemployed architecture student มาอธิบายแล้วกัน ฮ่าๆ)
แต่ไม่ว่าจะเป็นการทลายกำแพงหรือการก่อร่างสร้างเมือง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ "เครื่องทุ่นแรง"
ถ้าผมบอกว่า เครื่องจักร (Machine) ที่เราใช้กันทุกวันนี้ ตั้งแต่รอก ปั้นจั่น ไปจนถึงเครื่องยนต์ ในสายตาของคนโบราณ มันคือ "กลโกง" คุณจะเชื่อไหมครับ?
จุดเริ่มต้น: เมื่อมนุษย์เจอ "ทางตัน"
ความเชื่อมโยงนี้มันซ่อนอยู่ใน "วิธีคิดของคนกรีกโบราณ" ครับ
ในยุคที่โลกยังตัดสินกันด้วยพละกำลังและแรงงานสัตว์ เมื่อมนุษย์ต้องเจอกับงานที่หนักหนาเกินกว่าแรงกายจะรับไหว เช่น การยกหินน้ำหนักหลายตัน สิ่งนี้ถูกเรียกว่าภาวะ Mekhos หรือแปลง่ายๆ ว่า "ภาวะจนปัญญา/มืดแปดด้าน"
แล้วมนุษย์จะเอาชนะกฎธรรมชาติได้อย่างไร? คำตอบคือต้องใช้สมอง
เครื่องจักร = การใช้กลอุบายกับธรรมชาติ
สำหรับคนยุคโบราณ การใช้เครื่องมือกล (เช่น รอกหรือคานงัด) เพื่อเอาชนะแรงโน้มถ่วง หรือการใช้สติปัญญาพลิกแพลงเพื่อเอาชนะคนที่มีแรงเยอะกว่า มันไม่ได้ถูกมองว่าเป็น "วิถีตรงไปตรงมา" แต่มันถูกมองว่าเป็น "การใช้เล่ห์กล" หรือ "การตลบแตลงธรรมชาติ"
พวกเขาจึงบัญญัติคำว่า Mēkhanē ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้แปลว่าฟันเฟืองหรือน็อต แต่มันแปลว่า Trick (อุบาย/กลโกง) หรือ Illusion (ภาพลวงตา)
เพราะในสายตาของคนที่เห็นคานงัดเป็นครั้งแรก การที่ผู้ชายคนเดียวสามารถงัดหินก้อนเท่าบ้านให้ลอยขึ้นได้ มันไม่ใช่ฟิสิกส์ แต่มันคือการโกงธรรมชาติชัดๆ!
ม้าไม้เมืองทรอย: สุดยอดเครื่องจักรแห่งการหลอกลวง
เพื่อเห็นภาพชัดที่สุด ให้เรานึกถึงเหตุการณ์ "ตำนานม้าไม้เมืองทรอย" จาก มหากาพย์อีเลียด (Iliad) และ โอดิสซีย์ (Odyssey) ครับ
ตอนที่กองทัพกรีกตีเมืองทรอยเท่าไหร่ก็ไม่แตก พวกเขาจึงสร้างม้าไม้ขนาดยักษ์ขึ้นมา เอาทหารเข้าไปซ่อน และหลอกให้ชาวทรอยลากเข้าเมืองไปเอง ในวรรณกรรมกรีกโบราณ เขาใช้คำว่า Mēkhanē ในการเรียกม้าไม้ตัวนี้ครับ
เพราะในบริบทของพวกเขา ม้าไม้ไม่ได้เป็นแค่นวัตกรรมงานไม้ แต่มันคือ "เครื่องจักรที่เป็นอุบายลวงตา" เพื่อเอาชนะอุปสรรคที่ใช้กำลังทำลายไม่ได้
ม้าไม้กรุงทรอย หรือ ม้าโทรจัน (Trojan Horse) จาก TROY (2004)
เมื่อความดาร์กจางหายไปตามกาลเวลา
พอคำนี้เดินทางเข้าสู่ภาษาละตินเป็นคำว่า Machina และเข้าสู่ภาษาอังกฤษเป็นคำว่า Machine ความหมายในเชิง "นามธรรม" (อุบาย/กลโกง) มันก็ค่อยๆ หายไปตามกาลเวลาครับ จนเหลือไว้เพียงความหมายในเชิง "วัตถุ" (เครื่องจักร) อย่างที่เราใช้ในปัจจุบันที่เน้นไปเรื่องฟิสิกส์และวิศวกรรม
แต่ถามว่าความเจ้าเล่ห์นี้ตายสนิทไหม? ก็ไม่ครับ
เพราะในภาษาอังกฤษปัจจุบันยังมีคำว่า Machination ที่แปลว่า "การวางอุบาย" หรือ "การสมรู้ร่วมคิด" ซึ่งเป็นฟอสซิลทางภาษาที่แฝงรากศัพท์ความเจ้าเล่ห์ของคำว่า Machine เอาไว้อย่างชัดเจน
นิคโคโล มาเคียเวลลี ผู้เขียนหนังสือ "เจ้าผู้ครองนคร (The Prince)" เกี่ยวมั๊ยไม่รู้ แต่อยากใส่ อิอิ
บทสรุปตอนตีสองสามสิบ
วิศวกรรม ไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องสูตรคำนวณครับ แต่มันคือ "ศิลปะในการดีลกับข้อจำกัดของจักรวาล"
แรงโน้มถ่วงอยากให้อยู่ติดกับพื้นดิน... เราก็สร้างเครื่องบินหรือยานอวกาศเพื่อไปสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น
เมื่อถึงยามพลบค่ำธรรมชาติพยายามบอกให้เตรียมตัวเข้านอน... เราก็สร้างหลอดไฟเพื่อต่อเวลาสว่าง
อาชีพวิศวกรเครื่องกล (Mechanical Engineer) จึงไม่ใช่แค่นักสร้างเครื่องจักร แต่อาจจะเป็นกลุ่มคนที่ "เล่นกล" กับกฎของธรรมชาติได้เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้ ก็อย่างที่นักปรัชญาตั้งแต่โบร่ำโบราณคอยเตือนพวกเราอยู่เสมอว่า
โลกกลม แต่คนดันเหลี่ยม
Unemployed engineering student's post at 2 a.m.
- ฝันดีครับ จากวิศวกรที่พยายามหาหัวข้อมาเขียนบทความในยามค่ำคืน หายไปตั้งสี่วัน แหม่! ก็คนมันคิดหัวข้อไม่ออก Let me cook my bro!
โฆษณา