19 พ.ค. เวลา 14:15 • ข่าวรอบโลก

ไวรัสอีโบล่า สถานการณ์ล่าสุด

ข้อมูลล่าสุดที่มีการยืนยัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2026 มีผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งสูงถึง 336 ราย และมีผู้เสียชีวิต 88 ราย ส่วนประเทศยูกันดา พบผู้ป่วยยืนยัน 2 ราย (เสียชีวิตแล้ว 1 ราย) ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ที่เดินทางมาจาก DRC
1
CDC ได้บังคับใช้มาตรการทางสาธารณสุขตามคำสั่ง Title 42 โดยตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2026 ได้มีการเพิ่มการคัดกรองและจำกัดการเข้าประเทศสำหรับผู้ที่ไม่ได้ถือพาสปอร์ตสหรัฐฯ หากเคยเดินทางไปยังยูกันดา DRC หรือซูดานใต้ ในช่วง 21 วันที่ผ่านมา
2
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกระดับประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบล่าสายพันธุ์ Bundibugyo ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) อย่างเป็นทางการ ไวรัสอีโบล่าสายพันธุ์ Bundibugyo
1
โรคติดเชื้อไวรัสอีโบล่าสายพันธุ์ Bundibugyo (BVD) เกิดจากเชื้อไวรัสในสปีชีส์ Orthoebolavirus bundibugyoense เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีค้างคาวกินผลไม้เป็นพาหะ และจะจะแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง อวัยวะ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วย
1
มีระยะฟักตัวกินเวลา 2 ถึง 21 วัน อาการระยะแรกมักไม่จำเพาะเจาะจง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ทำให้ในช่วงแรกอาจวินิจฉัยแยกจากโรคประจำถิ่นอื่นๆได้ยาก และเมื่อการติดเชื้อดำเนินเข้าสู่วันที่ 4 ถึง 5 อาการทางเดินอาหารจะชัดและรุนแรงขึ้น คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง และท้องเสียเป็นน้ำปริมาณมหาศาล (Severe watery diarrhea)
1
ผู้ป่วยบางรายอาจพัฒนาอาการเจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อยหอบจากการชดเชยภาวะเป็นกรดในเลือด มีอาการตาแดงและระคายเคืองตาอย่างรุนแรง ตลอดจนอาการสะอึก (Hiccups) ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ดีของการติดเชื้อ
1
จนเมื่อผ่านไปราว 1 สัปดาห์ จะเริ่มปรากฏผื่นแดงราบสลับนูน (Maculopapular rash) บริเวณลำคอ ลำตัว และแขน ภาวะเลือดออกง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained bleeding) รอยช้ำใต้ผิวหนัง (Ecchymosis) รวมถึงภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่นอาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือดดำ ภาวะสมองบวม สมองอักเสบ และระบบอวัยวะภายในล้มเหลวหลายระบบ (Multi-organ failure) ผู้ป่วยมักเสียชีวิตระหว่างวันที่ 6 ถึง 16 ของโรค
1
นอกจาก Favipiravir และ Remdesivi จะเคยถูกใช้ในการศึกษาประสิทธิภาพต่อการรักษาโรคติดเชื้ออีโบล่า และตอบสนองได้ดี แต่ในปัจจุบัน นวัตกรรมการรักษาใหม่อย่าง Monoclonal Antibody เริ่มถูกหยิบมาใช้มากขึ้น และแสดงถึงประสิทธิภาพสูงในการรักษา ทั้ง atoltivimab, maftivimab และ odesivimab ออกฤทธิ์จับกับไกลโคโปรตีนของไวรัสเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ไวรัสบุกรุกเข้าสู่เซลล์ ยาตัวนี้มีอัตราการรอดชีวิตของคนไข้สูงสุดในการทดลองทางคลินิก
1
สิ่งที่ต้องระวังหากมีการระบาดในวงกว้างก็คือ อีโบล่ามีข้อควรระวังที่สำคัญคล้ายกับไข้เลือดออก คือ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เนื่องจากยาจะยับยั้งเอนไซม์ COX-1 ซึ่งจะไปรบกวนการส่งสัญญาณการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงและ อาจทำให้เกิดพิษต่อไตต่อไป
1
อ้างอิง
World Health Organization. (2026, May 16). Ebola disease caused by Bundibugyo virus. World Health Organization.
Centers for Disease Control and Prevention. (2026). Ebola (Ebola Virus Disease) Outbreaks. U.S. Department of Health & Human Services.
โฆษณา