Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bigmama ชวนอ่าน
•
ติดตาม
20 พ.ค. เวลา 03:23
อธิบายโมเดล “ตีเช็คเปล่า เช่าพระ” กลไกธนาคารเงา มูลค่าหลายพันล้าน ในวงการพระเครื่อง | WealthThink
ช่วงหลายวันมานี้ หนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือเรื่องราวดราม่าของวงการพระเครื่อง
เรื่องนี้มีทั้งเซียนพระ นายทุน เช็คล่วงหน้า และทรัพย์สินหรูหราพัวพันกันจนซับซ้อน
ถ้ามองเผิน ๆ หลายคนอาจมองว่า เป็นแค่เรื่องทวงหนี้ธรรมดาแต่หากถอยออกมามองภาพรวม
จะเห็นว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้คล้ายระบบสินเชื่อนอกระบบขนาดใหญ่ หรือสถาบันการเงิน ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านของคนในวงการพระเครื่อง
หากอยากรู้ว่าเรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ก่อนอื่นต้องบอกว่าบทความนี้เป็นเพียงการหยิบยกเค้าโครงของเหตุการณ์ มาอธิบายกลไกการทำงาน ผ่านมุมมองทางการเงินเป็นกรณีศึกษาให้เข้าใจได้ง่าย ๆ เท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินว่าใครถูกหรือผิดในเรื่องนี้
โดยเราต้องมาทำความรู้จักตัวละครหลักกันก่อน
ตัวละครที่ 1 นายทุนที่ทำหน้าที่คล้ายธนาคารของวงการ
เป็นแหล่งเงินทุนของระบบ มีทั้งพระเครื่อง รถหรู ของแบรนด์เนม และอสังหาฯ อยู่ในมือ พร้อมปล่อยให้คนอื่นหยิบไปใช้ก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายทีหลัง
ตัวละครที่ 2 คนกลาง ทำหน้าที่รับพระเครื่องเป็นล็อตใหญ่ จากนายทุน แล้วกระจายต่อให้รายย่อย เพื่อกินส่วนต่างเป็นกำไร
ตัวละครที่ 3 เซียนพระ คือลูกค้าปลายทาง ที่รับพระไปหมุนขายต่ออีกทอดหนึ่ง
กลไกของระบบนี้เริ่มต้นจากคนกลางที่รับพระเครื่อง เป็นล็อตมาจากนายทุน สมมุติล็อตละ 100 ล้านบาท
แต่คนกลางจะตีเช็คล่วงหน้าไว้ให้ เปรียบเสมือนการเขียนกระดานแปะโป้ง สัญญาว่าจะหาเงินมาผ่อนคืนในอนาคต ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดทันที
จากนั้นคนกลางก็นำพระเครื่องเหล่านั้นไปกระจายต่อให้กับบรรดาเซียนพระคนละ 10 ล้าน 20 ล้าน เพื่อกินส่วนต่างราคา
ทางฝั่งเซียนพระ เวลาซื้อก็จ่ายด้วยเช็คล่วงหน้าเช่นกัน แถมไม่ได้สั่งจ่ายใบเดียวจบ แต่ใช้วิธีซอยย่อย เป็นหลาย ๆ งวด
จากนั้นเซียนพระ ก็เอาพระไปหมุนขายต่อ มีทั้งการขายแล้วได้เงินสด หรือบางทีก็ขายให้เซียนพระด้วยกัน แล้วรับเช็คต่อไปอีกทอด
พอถึงวันครบกำหนด เซียนพระก็นำเงินสดเข้าบัญชี เพื่อให้เช็คตัดผ่าน คนกลางก็จะนำกระแสเงินสดที่ได้ วนกลับไปจ่ายเคลียร์คืนให้กับนายทุนต่อ
ทำแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ
ถ้ามองแค่นี้ก็ดูเหมือนธุรกิจปกติ แต่ปัญหาคือ เซียนพระที่ซื้อพระจากคนกลาง มักจะเป็นคนหน้าเดิม ๆ ที่หนี้ก้อนเก่ายังจ่ายไม่หมด
แต่พอมีพระล็อตใหม่เข้ามาก็ซื้อเพิ่ม แล้วตีเช็คสั่งจ่าย ซอยเพิ่มเข้าไปอีก กลายเป็นหนี้พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ มูลค่าหลายร้อยล้านบาท
และในขณะที่กลไกนี้กำลังเดินหน้าไปได้สวย สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันคือ ทั้งคนกลางและเซียนพระต่างก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
พวกเขาต่างก็ขยับขยายไปทำธุรกรรมอื่น และเข้าไปขอกู้จากนายทุนเพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วย
เพราะตอนนี้นายทุนเหมือนห้างสรรพสินค้าสินเชื่อ แบบ One Stop Service ที่พร้อมปล่อยสินเชื่อ เพื่อยกระดับฐานะแบบครบวงจร
ในคลังมีทั้งรถซูเปอร์คาร์ นาฬิกาหรู กระเป๋าแบรนด์เนม แหวนเพชร บ้าน หรือรีสอร์ตมูลค่าระดับร้อยล้าน ให้สามารถกู้ซื้อไปเป็นเจ้าของได้
อยากได้อะไรก็ไม่ต้องหอบเงินสดมากอง แค่มีเครดิต ตีเช็คล่วงหน้า แล้วเอาไปใช้ก่อนได้เลย
ทั้งคนกลางและเซียนพระจึงไม่ได้ตีเช็คซื้อแค่พระเครื่องอย่างเดียว
แต่ยังตีเช็คเพื่อเอารถซูเปอร์คาร์มาขับ เอานาฬิกาหรูมาใส่ แถมบางคนถึงซื้อรีสอร์ตมูลค่าร้อยกว่าล้านบาท
โดยที่ทั้งหมดนี้ลูกหนี้แทบจะไม่ต้องควักเงินสดของตัวเองออกมาจ่ายก่อนเลยแม้แต่บาทเดียว
เพราะทุกอย่างถูกขึงและค้ำยันเอาไว้ด้วยเช็คกระดาษ ที่เป็นเพียงคำสัญญาว่าจะหาเงินมาเคลียร์ในอนาคต
จนว่ากันว่าภาระหนี้พอกพูนหนักถึงขั้นที่ลูกหนี้บางคนต้องหมุนเงินจ่ายเช็คกันเดือนละหลักร้อยล้านบาทเลยทีเดียว
ซึ่งทางนายทุนเอง ก็ไม่ได้ปล่อยเครดิตแบบนี้แค่คนเดียว แต่มีลูกหนี้แบบนี้เกือบ 10 คน
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะทำให้วัฏจักรการหมุนเงินนี้เดินหน้าต่อไปได้ ก็คือกระแสเงินสดจริงที่ต้องไหลเข้ามาเติมอย่างไม่ขาดสาย
แต่แล้ววันหนึ่ง เซียนพระดาวรุ่งรายใหญ่ ที่กว้านซื้อพระไปจำนวนมหาศาล เกิดหมุนเงินไม่ทัน
สุดท้ายทำให้เช็คเด้ง ทิ้งหนี้มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เอาไว้ในระบบ
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเป็นโดมิโนหนี้ที่ล้มครืนลงมาทับกันต่อเป็นทอด ๆ
เพราะเมื่อลูกหนี้รายใหญ่จ่ายไม่ได้ คนกลางก็เก็บเงินไม่ได้ ไม่มีเงินกลับไปเคลียร์คืนให้กับนายทุน
สุดท้ายคนกลางจึงต้องเข้าไปคุยกับนายทุน เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้
โดยยอมเฉือนเนื้อเอาทรัพย์สินส่วนตัวที่มี รวมถึงเอาของที่เคยกู้ซื้อมาจากนายทุน ขายคืนกลับไปเพื่อรักษาเครดิตของตัวเองเอาไว้
ซึ่งก็รวมถึง เช็คของเซียนพระที่ยังค้างจ่ายอยู่ มัดรวมหอบเอาไปให้นายทุนรับช่วงต่อ เพื่อหักลบกลบหนี้ให้จบไป
เมื่อเป็นแบบนี้ เซียนพระที่รับพระต่อจากคนกลาง ก็ถูกสับเปลี่ยนเจ้าหนี้จากคนกลาง มาเป็นลูกหนี้ของนายทุนโดยตรง
แต่ความซับซ้อนอยู่ที่ว่า เซียนพระบางคนก็มีสถานะเป็นลูกหนี้เดิมของนายทุน ทั้งจากการกู้ซื้อพระเครื่อง กู้ซื้อของแบรนด์เนม กู้ซื้ออสังหาฯ โดยตรงอยู่ก่อนแล้ว
พอหนี้จากคนกลางถูกโอนมามัดรวมเป็นก้อนใหญ่ ก็จ่ายหนี้ไม่ไหว จนต้องเจรจากับนายทุนเพื่อหาทางออก และเอาพระเครื่องที่มีอยู่มาตีราคาใช้หนี้บางส่วน
ติดอยู่ตรงที่ว่า พระเครื่องเป็นสินทรัพย์ไม่มีราคากลางอ้างอิง เหมือนทองคำ หรือหุ้น
ราคาซื้อขายพระเครื่องมักขึ้นอยู่กับความพอใจ และความเชื่อมั่นของคนซื้อในขณะนั้นเป็นหลัก
ทีนี้เมื่อเซียนพระนำพระเครื่องของตัวเองมาตีราคาชำระหนี้ ก็มักจะประเมินมูลค่าเอาไว้สูง
แต่พอฝั่งนายทุน นำพระเครื่องนั้นไปขาย มูลค่าที่ขายได้กลับเหลือน้อยกว่าเดิมหลายเท่าตัว
เมื่อนายทุนเห็นว่าความเสี่ยงของพระเครื่องเริ่มสูงขึ้น และหนี้ที่ค้างอยู่ก็ยังมีอีกหลายก้อน
จึงตัดสินใจนำพระเครื่องส่วนอื่น ๆ ที่ลูกหนี้เคยวางเป็นหลักประกันไว้ไปประเมินมูลค่าใหม่ ให้สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริงในปัจจุบัน
คล้ายกับการทำ Mark to Market ในการลงทุน Futures
ผลปรากฏว่า มูลค่าพระเครื่องที่เอามาวางไว้เป็นหลักประกัน กลับมีราคาลดฮวบลงไปอย่างน่าใจหาย
นายทุนจึงขอให้เซียนพระที่เป็นลูกหนี้ เอาทรัพย์สินอื่น ๆ มาวางเป็นหลักประกันเพิ่ม ให้สะท้อนมูลค่าหนี้ของตัวเอง
คล้ายกับการ Call Margin ที่พอราคาหุ้นร่วงแรง จนมูลค่าหุ้นค้ำประกัน น้อยกว่าอัตราส่วนที่โบรกเกอร์กำหนดไว้
โบรกเกอร์ก็จะโทรศัพท์มาให้เราหาเงินสดมาเติม หรือโอนหุ้นเข้ามาวางค้ำประกันเพิ่ม ในบัญชีลงทุนแบบ Margin ของเรา
แต่อย่างที่รู้กันว่า พระเครื่องไม่มีราคากลาง ทำให้ต่างฝ่ายก็ต่างตีมูลค่ากันคนละตัวเลข
สุดท้ายเมื่อตกลงกันไม่ได้ เป็นเรื่องราวลุกลามบานปลาย กลายเป็นมหากาพย์การฟ้องร้องทวงหนี้อย่างที่เราเห็นตามหน้าข่าว
ถึงตรงนี้ถ้าหากเราสรุปง่าย ๆ ว่าอะไรบ้างที่นำมาสู่เหตุความวุ่นวายนี้ก็คือ
1. การซื้อขายพระเครื่องและสินทรัพย์หรูต่าง ๆ ด้วยเงินเชื่อ ไม่ต้องควักเงินสดเป็นทอด ๆ ระหว่าง นายทุน คนกลาง และเซียนพระ
2. เงินเชื่อเหล่านั้นพอกพูนกันกลายเป็นหนี้รอชำระก้อนใหญ่ สุดท้ายหนึ่งในลูกหนี้หมุนเงินไม่ทัน โดมิโนเงินเชื่อก็ล้มเป็นทอด ๆ
3. ลูกหนี้ขอเอาพระเครื่องมาจ่ายหนี้แทน ฝั่งลูกหนี้ตีมูลค่าสูง ส่วนนายทุนเอาไปตีมูลค่าใหม่กลับได้ราคาต่ำ เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงกลายเป็นการฟ้องร้องกัน
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนที่ซ่อนอยู่หลังดราม่าวงการพระเครื่องเท่านั้น ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอาจยังมีรายละเอียด และความซับซ้อนซ่อนอยู่อีกมากมาย
แต่บทเรียนทางการเงินที่ชัดเจนจากมหากาพย์ครั้งนี้ คือข้อเตือนใจว่า
ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไร หรือลงทุนในอุตสาหกรรมไหน หากความมั่งคั่งถูกสร้างขึ้นมาจากการก่อหนี้เกินตัว พึ่งพาเงินในอนาคตมากกว่าเงินสดในมือ
เมื่อถึงวันที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ ความมั่งคั่งหลักร้อยล้านที่ดูแข็งแกร่ง ก็อาจพังทลายลงได้ภายในข้ามคืน..
#WealthPreservation
#วางแผนการเงิน
#พระเครื่อง
โดย : Wealth Think
https://www.facebook.com/share/p/1E1hNtwHHw/
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย