AI และอัลกอริทึมอาจสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้บริษัทเทคฯและมหาอำนาจ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เป็นผู้ชนะในโลกใบใหม่นี้ หลายคนกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเทคโนโลยี “เก็บเกี่ยว” ถูกกดดันให้แข่งขัน ถูกวัดคุณค่าด้วยข้อมูล และถูกผลักเข้าสู่ชีวิตที่ไม่มั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ
“หลิว อี้-หลิง” (Yi-Ling Liu) นักเขียนและบรรณาธิการด้านเทคโนโลยีจากศูนย์ Tarbell Center for AI Journalism ตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์นี้ว่า “แล้วมนุษย์ธรรมดาจะยังเหลืออำนาจอะไร ในโลกที่ AI และอัลกอริทึมกำลังเข้ามาควบคุมทุกอย่างมากขึ้นทุกวัน”
เธอถ่ายทอดมุมมองดังกล่าวผ่านบทความ “The Shared Feeling of Being Harvested by the Future” (ความรู้สึกร่วมของการถูกอนาคตเก็บเกี่ยวคุณค่า) ในหนังสือพิมพ์ The New York Times ซึ่ง “กรุงเทพธุรกิจ” เห็นว่า นี่เป็นภาพสะท้อนด้านมืดของยุค AI ได้อย่างน่าสนใจ จึงขอนำเสนอเนื้อหาสำคัญดังนี้
แต่นอกวงสนทนาของชนชั้นนำเหล่านี้ คนทำงานจำนวนไม่น้อยกลับเห็น AI ในอีกแบบ พวกเขาเห็น AI เป็นเครื่องมือที่อาจมาแทนงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริษัทลดต้นทุนแรงงาน เป็นแรงกดดันที่ทำให้ทุกคนต้องรีบปรับตัว ไม่อย่างนั้นจะตกขบวน
ในย่านจงกวนชุนของปักกิ่ง ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ซิลิคอนวัลเลย์ของจีน” อาคารสำนักงานยังคงเปิดไฟสว่างลึกเข้าไปถึงกลางดึก ขณะที่พนักงานในแล็บ AI ต่างเร่งกันทำงานเพื่อเอาชนะคู่แข่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
บริษัทต่าง ๆ แย่งชิงวิศวกรระดับหัวกะทิกันอย่างหนัก ขณะที่โปรแกรมเมอร์ฟรีแลนซ์ก็ใช้ Claude token ไปเป็นหมื่น ๆ หน่วย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ด้วย AI อย่างรวดเร็ว
เมื่อหันไปมองทางใต้ลงมาที่เซินเจิ้น เมืองหลวงด้านฮาร์ดแวร์ของจีน สตาร์ตอัปต่างภูมิใจในสิ่งที่เรียกว่า “ความเร็วแบบเซินเจิ้น” และกำลังฝัง AI ลงไปในทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องชงกาแฟไปจนถึงเครนก่อสร้าง
ในงานแสดงเทคโนโลยีขนาดมหึมาของเมือง ซึ่งจัดในฮอลล์ถึง 20 แห่งที่มีขนาดเท่าโรงเก็บเครื่องบิน หลิวเดินผ่านบูธที่โฆษณาเปียโน AI เครื่องทำบะหมี่เนื้อ AI ไกด์โฮโลแกรม AI และติวเตอร์ภาษาอังกฤษ AI
ผู้เขียนนั่งต่อหน้าแพทย์แผนจีน AI เครื่องหนึ่ง ที่สแกนลิ้นมนุษย์แล้ววินิจฉัยอาการออกมา
ความวิตกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความไม่มั่นคงในการทำงานและความกังวลทางเศรษฐกิจมีอยู่มานานก่อนยุค AI บูมเสียอีก แต่ AI ได้เร่งความวิตกเหล่านั้นให้รุนแรงขึ้น และทำให้ยากจะต่อสู้หรือหลีกหนีมากกว่าเดิม