3 มิ.ย. เวลา 10:00 • ข่าวรอบโลก

สหรัฐ-จีนรบกันต่อนอกโลก! แข่ง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศ’ หนีข้อจำกัดพลังงาน มุ่งแข่งยึดวงโคจรโลกยุคใหม่

ในศึกปัญญาประดิษฐ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างทุ่มเงินระดับ “แสนล้านดอลลาร์” แข่งกันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดมหึมา เพื่อฝึก AI รุ่นใหม่ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อน
แต่เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น โลกกลับเริ่มค้นพบว่า “ข้อจำกัดที่แท้จริง” ของ AI อาจไม่ใช่เรื่องชิปอีกต่อไป แต่คือ “พลังงาน”
ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่ใช้ฝึก AI หนึ่งแห่ง อาจใช้ไฟฟ้ามากเทียบเท่า “ทั้งเมือง” อีกทั้งยังต้องใช้ระบบหล่อเย็นขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความร้อนระดับมหาศาลที่เกิดจากการประมวลผล
ถ้าพลังงานบนโลกเริ่มไม่พอ แล้ว AI จะเติบโตต่อไปอย่างไร? และนี่คือจุดที่ “อวกาศ” เริ่มกลายเป็นคำตอบ
เพราะนอกโลก ไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องโครงข่ายไฟฟ้า และที่สำคัญที่สุด คือมี “พลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่จำกัด”
ล่าสุด Google เปิดเผยโครงการลับชื่อ “Project Suncatcher” ซึ่งมีเป้าหมายทะเยอทะยานในการทดลองนำระบบประมวลผล AI ขึ้นสู่วงโคจรโลก โดยใช้ “พลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ” เป็นแหล่งพลังงานหลัก
📌​จากไอเดียที่ถูกมองว่าเพ้อฝัน สู่ ‘โครงการจริงของ Google’
ทราวิส บีลส์ ผู้อำนวยการอาวุโสของทีมวิจัย Paradigms of Intelligence ของ Google เล่าว่า ตอนแรกเขาพยายามหาข้อโต้แย้งกับแนวคิดนี้อยู่นานเกือบสองปี แต่ยิ่งคำนวณ ยิ่งทดลอง และยิ่งศึกษาความเป็นไปได้ ทีมกลับพบว่า “นี่อาจทำได้จริง”
Google จึงจับมือกับ Planet Labs บริษัทด้านภาพถ่ายดาวเทียม เตรียมส่งดาวเทียมต้นแบบที่ติดตั้ง TPU หรือชิป AI เฉพาะทางของ Google ขึ้นสู่อวกาศในปี 2027 เพื่อทดสอบว่า ชิปเหล่านี้จะสามารถทำงานท่ามกลางรังสีอวกาศและสภาวะแวดล้อมสุดโหดได้หรือไม่
หากสำเร็จ นี่จะเป็นหนึ่งในก้าวแรกของการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน AI นอกโลก”
บีลส์กล่าวว่า ดวงอาทิตย์คือ “แหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ” และอวกาศอาจกลายเป็นพื้นที่ที่มนุษย์สามารถเข้าถึงพลังงานได้แทบไม่จำกัด
📌​ความจริงไม่ง่าย เมื่อเทียบกับหนังไซไฟ
แม้แนวคิดนี้จะฟังดูยิ่งใหญ่และล้ำยุค แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า โลกยังอยู่ห่างจาก “ดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศขนาดจริง” ไม่น้อย
ทั้งรังสีอวกาศ ระบบระบายความร้อน เศษซากดาวเทียม และการซ่อมบำรุง ถ้าเป็นบนโลก หากเซิร์ฟเวอร์พัง วิศวกรสามารถเดินเข้าไปรีสตาร์ตหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ได้ทันที แต่บนอวกาศกลับไม่ใช่แบบนั้น
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “ต้นทุน” เพราะแม้ค่าขนส่งสู่อวกาศจะลดลงอย่างมหาศาล จากกว่า 45,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมในปี 1981 เหลือประมาณ 2,000-8,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน แต่หลายฝ่ายมองว่า ยังแพงเกินไปสำหรับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่
เพียงแค่ “ตู้เซิร์ฟเวอร์” หนึ่งตู้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัมแล้ว
ฟิล เมตซ์เกอร์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Central Florida และอดีตนักฟิสิกส์ของ NASA มองว่า หากต้นทุนการส่งวัสดุขึ้นสู่อวกาศลดลงเหลือประมาณ “200 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม” โมเดลธุรกิจนี้จึงจะเริ่ม “คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์” และผู้เล่นสำคัญที่สุดในสมการนี้ก็คือ “SpaceX” จรวดของอีลอน มัสก์ เหตุผลสำคัญที่อาจทำให้ต้นทุนอวกาศลดลง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง SpaceX ก็อาจกลายเป็น “คอขวด” ของอุตสาหกรรมเช่นกัน เพราะหลังจากมัสก์ซื้อ “xAI” อาณาจักรของเขาก็เริ่มครอบคลุมทั้งจรวด เอไอ และโครงสร้างพื้นฐานชิป
โฆษณา