4 มิ.ย. เวลา 03:05 • หุ้น & เศรษฐกิจ

CRC ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ถึงรอบเทิร์นอะราวด์

หุ้นวิชั่น - บล.เคจีไอ (ประเทสไทย) ระบุถึง CRC ว่า ยังคงมองว่าผลประกอบการของ CRC จะน่าสนใจลดลงในไตรมาสที่สอง เนื่องจาก i)เป็นช่วงที่ผลประกอบการมักจะอ่อนแอจากปัจจัยฤดูกาล โดยกำไรจะลดลงเมื่อเทียบกับใน 1Q และ 4Q ii) ขาดกำไรจากอิตาลี (406 ล้านบาทใน 2Q68) iii) ภาวะของการจับจ่ายใช้สอยอ่อนแอโดยดัชนีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในประเทศไทยอยู่ที่ 50.6 ในเดือนเมษายน 2569 (ต่ำที่สุดในรอบ 8เดือน) และ iv) การจับจ่ายใช้สอยลดลงเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
(จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 24 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 13.43 ล้านคน (-2.8% YoY) และ คิดเป็น 43.2% ของสมมติฐานเต็มปีของ KGI) ทั้งนี้ จากการตรวจสอบล่าสุดกับทางบริษัทพบว่าโมเมนตัมของ SSSG ในเดือนพฤษภาคม (วันที่ 1-24) ดีขึ้นกว่าในเดือนเมษายน (เป็นบวกหลักเดียวต่ำๆ) โดยมีสัญญาณบวกในทุกกลุ่ม with (แฟชั่น, อาหาร และ Hardline) ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรปกติของCRC ใน 2Q69F จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ
*คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวในครึ่งหลังของปีนี้
ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (ด้าน logistic และ สาธารณูปโภค) และ การขาดกำไรจากอิตาลี (106 ล้านบาทใน 3Q68 และ 282 ล้านบาทใน 4Q68) จะฉุดผลประกอบการใน 2H69 แต่เรายังคงเห็นโมเมนตัมการฟื้นตัวใน 2H69 จาก i) อุปสงค์ที่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังจากที่นักวิเคราะห์กลุ่มโรงแรมของเราพลิกมามองบวกหลังยอดจองตั๋วเครื่องบินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6%ในเดือนมีนาคม และ เมษายน สำหรบการเดินาทงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน
โดยการเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตสูงสุดถึง 32% YoY (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทวิเคราะห์กลุ่มโรงแรมฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม 2569)
ทั้งนี้ CRCมีรายได้จากกลุ่มแฟชั่น ~23% ของยอดขายรวมในปี 2568 โดย ~9% ของยอดขายรวมเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ii)ต้นทุนทางการเงินลดลงหลังจากที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (หนี้ที่คิดดอกเบี้ยอัตราลอยตัวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 72% ของยอดหนี้ทั้งหมด) โดยต้นทุนทางการเงินที่ลดลงทุก ๆ 25bps จะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ~100 ล้านบาท/ปี
iii)ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากธุรกิจ hardline ในเวียดนามเต็มไตรมาส หลังจากที่ CRC ขายการลงทุนในบริษัทย่อยออกไปเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 (NKT ส่งผลขาดทุนมาที่ CRC~250 ล้านบาทในปี 2568) และ iv) การบริหารจัดการภายใน ซึ่งได้แก่การลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และ ลดขยะ, การใช้กลยุทธ์ house brand
อย่างแข็งขัน (สัดส่วนสินค้า house brand ของกลุ่มแฟชั่น, อาหาร และ hardline คิดเป็น 3%, 12% และ 16% ตามลำดับ
ดังนั้น จึงคาดว่ากำไรปกติของ CRC น่าจะถึงจุดต่ำสุดใน 2Q69 และ จะดีขึ้นใน 3Q-4Q69
จากแนวโน้มที่ดีขึ้น เราจึง re-rate PER จากเดิมที่ใช้ PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 15.8x (กลุ่มแฟชั่นที่ 11.0x (- 1.5 S.D), กลุ่มอาหารที่ 18.0x (-2.0 S.D) และ กลุ่ม hardline ที่ 16.0x (-0.5 S.D)) มาใช้ PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 17.7x (กลุ่มแฟชั่นที่ 15.0x (-0.5 S.D.), กลุ่มอาหารที่ 19.5x (-1.5 S.D.) และ กลุ่ม hardline ที่ 17.0x (เฉลี่ย)) เราขยับไปใช้ราคาเป้าหมาย 1H70 ที่ 23.80 บาท
อิงจาก PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 17.7 จากเดิม 20.40 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากเรามงอว่าผลประกอบการน่าจะถึงจุดต่ำสุดใน 2Q69 ก่อนที่จะฟื้นตัวใน2H69 และ ยังเหลือ upside อีก 13% เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำ CRC จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
โฆษณา