5 มิ.ย. เวลา 21:40 • ปรัชญา

watthakhanun

สถานการณ์ไม่ว่าจะในวัด นอกวัด ประเทศชาติ หรือว่าของโลกจะยุ่งยากขนาดไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องรักษาใจของตัวเองให้มั่นคงเอาไว้ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะสงครามทวีความรุนแรงขึ้น ถ้าหากว่าเราดูแลรักษาตนเองได้ ก็ไม่ต้องเป็นภาระคนอื่น หรือถ้าดูแลรักษาตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าพระภิกษุสามเณรของเราจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ชาวบ้านเขาก็เห็นเป็นที่พึ่งอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเขามาพึ่งพาอาศัย แต่ว่าเราไม่มีกำลังพอที่จะรองรับ แล้วลองนึกดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ?!
กระผม/อาตมภาพเล่าให้ฟังหลายต่อหลายวาระแล้วว่า สมัยที่บวชอยู่วัดท่าซุง มีหลวงน้ามีชัย สุนฺทโร นอกจากสวดมนต์ทำวัตร เจริญพระกรรมฐานตามระเบียบของวัดเช้าเย็นแล้ว กลับกุฏิที่พักไป ท่านยังไปสวดมนต์ต่อเป็นชั่วโมง ๆ โดยเฉพาะซักซ้อมสวด ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน หรือว่าพระสูตรยาว ๆ ด้วยความที่พักอยู่ตึกเดียวกัน แม้จะเป็นหัวตึกท้ายตึกคนละห้อง แต่ว่าก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ของท่านอยู่ทุกเช้าทุกเย็น
เมื่อมีโอกาสก็กราบเรียนถามท่านว่า "หลวงน้าคิดอย่างไรครับ หลังทำวัตรตามปกติแล้ว ยังมาสวดมนต์ต่อเป็นชั่วโมง ๆ แบบนี้ ?" ท่านบอกว่า "เวลาคุณบิณฑบาต รู้หรือว่าชาวบ้านเขาขออะไร ? ในเมื่อเราไม่รู้ เราก็ต้องเตรียมการเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่อย่างนั้น ถ้าท่านทำเอาไว้น้อยแล้วชาวบ้านเขาขอมาก เราก็จะขาดทุน แล้วถ้าหากว่ายิ่งอยู่นานไป ยิ่งขาดทุนมาก..!"
กระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วก็ยังคิดว่าหลวงน้าท่านมีแนวคิดที่ดีมาก เป็นการกระตุ้นตัวเองให้ขยันอยู่ตลอดเวลา เนื่องเพราะว่าเวลาญาติโยมเขายกขันข้าวท่วมหัว เราก็ไม่แน่ใจว่าจะรู้ว่าเขาอธิษฐานต้องการอะไร ? ไปเจอประเภทใส่บาตร ๑ ทัพพี ขอรางวัลที่ ๑ ถ้าเรามีไม่พอให้ก็ขาดทุนย่อยยับ..!
ดังนั้น..ในเรื่องของการบวช อานิสงส์ของเราได้เต็มทันทีที่คู่สวดท่านประกาศว่า "อุปะสัมปันโน สังเฆนะ" บัดนี้สำเร็จการอุปสมบทเป็นสงฆ์แล้ว ถ้าใครหวังบวชเพื่อเอาบุญเอากุศลอย่างเดียว จะสึกตอนนั้นอานิสงส์ก็ได้เต็ม เพียงแต่จะโดนเขาด่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ ?!
แต่คราวนี้พอต้นทุนของเราสมบูรณ์พร้อม แล้วการอยู่ต่อนั้นขาดทุนหรือกำไร ? ถ้ารู้จักสั่งสมเพิ่มเติมไปด้วยการสวดมนต์ทำวัตร บิณฑบาต เจริญพระกรรมฐาน ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำแล้วจะเพียงพอในแต่ละวันหรือเปล่า ? แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ขาดทุนย่อยยับไปอยู่ฝ่ายเดียว โอกาสที่ดีที่สุดของเราก็คือตอนที่บวชอยู่ เพราะว่าสิ่งที่เราทำนั้น มีอานิสงส์มากกว่าฆราวาสทำหลายเท่า แต่เราก็ไปละโอกาสอันดีเสีย ปล่อยให้ความขี้เกียจมีอำนาจเหนือใจตนเอง
สมัยก่อนมีไอ้ทิดท่านหนึ่งบวชอยู่ อายุห่างจากกระผม/อาตมภาพ ๒ ปี ตลอดพรรษาเขาพยายามที่จะมาทำวัตรเช้าก่อนกระผม/อาตมภาพ แต่ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้งเดียว เขาปรารภว่า "หลวงพ่อแก่กว่า แต่มาได้ทุกวัน ผมเองอายุน้อยกว่า พยายามเท่าไรก็มาก่อนไม่ได้" ก็เลยบอกไปว่า "ถ้าคุณมีความพยายามก็ยังถือว่าเสมอตัว แต่ถ้าไม่มีความพยายามเอาเลยก็แปลว่าขาดทุน..!"
เพราะว่าของพวกนี้ถ้าบารมีไม่พอ เราทำไม่ได้ คำว่าบารมีคือกำลังใจ ยิ่งเข้มข้นเข้มแข็งเท่าไร โอกาสที่จะฝืนกิเลสมาทำสิ่งที่ไม่ชอบ ก็มีมากกว่า แต่ถ้าหากว่าไม่ยอมฝืนใจมาทำเลย ก็มีแต่จะโดนกิเลสจูงจมูกไป แล้วไอ้ที่เราเห็นอยู่เสมอว่าโดนเขาจูงจมูกก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ใช่วัวก็ควายเท่านั้นเอง..!
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๙
โฆษณา