6 มิ.ย. เวลา 21:26 • ปรัชญา

watthakhanun

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ระยะนี้ฝนฟ้าทางทองผาภูมิตกไม่เป็นเวล่ำเวลา บางทีก็กระหน่ำทั้งวันทั้งคืน บางทีก็ตกตั้งแต่หัวค่ำยันเช้า โดยเฉพาะถ้าไปตกตอนบิณฑบาต ก็เป็นเวรเป็นกรรมของพระภิกษุสามเณรอยู่เหมือนกัน..! เนื่องเพราะว่าทางวัดท่าขนุนนั้น ถ้าไม่ใช่เจ็บไข้ได้ป่วยจนนอนโรงพยาบาลแล้ว ไม่ว่าจะสภาพอากาศอย่างไรก็ต้องออกบิณฑบาต
เรื่องนี้ความจริงจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติตามพระธรรมวินัย แต่ด้วยความที่ว่าบางท่านพอเจอฝนเจอฟ้าก็ท้อ แล้วไม่ออกบิณฑบาต เนื่องเพราะว่าสมัยนี้นั้นอาหารสามารถสั่งให้มาส่งถึงกุฏิได้..! แต่ตัวกระผม/อาตมภาพเองนั้น ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นพระนวกะบวชอยู่ที่วัดท่าซุงนั้น ด้วยเหตุที่วันนั้นฝนตกหนัก จึงเหลือเพียงกระผม/อาตมภาพและท่านสมปอง (พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ สุธมฺมสนฺตจิตฺโต) เพียงสองรูปที่ออกบิณฑบาต
ครั้นเดินไปจนถึงหัวสะพานสายใต้ ซึ่งในช่วงต่อมาอีกนับสิบปีนั้น เมื่อข้ามสะพานไปแล้วจะเป็นร้านอาหาร "ศาลาโค้ก" อยู่ตรงช่วงที่แยกถนนตัดใหม่มุ่งตรงไปยังท่าน้ำมโนรมย์ ตรงนั้นจะมีบ้านคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งใส่บาตรเป็นปกติ และเป็นบ้านสุดท้ายของเส้นทางบิณฑบาตสายใต้ เมื่อเดินไปท่ามกลางสายฝน ปรากฏว่าคุณยายอายุ ๘๐ กว่า ผมขาวทั้งหัวแล้ว แม้ว่าจะฝนตกแต่ก็ถือขันข้าว เอาใบกล้วยบังศีรษะยืนรออยู่ ก็คือด้วยความที่ใส่บาตรจนชินประการหนึ่ง ด้วยความที่เกรงว่าลูกพระหลานพระ
จะอดอีกประการหนึ่ง คุณยายจึงออกมายืนรอใส่บาตรกลางฝน..!
กระผม/อาตมภาพมองหน้าท่านสมปองแล้วก็คิดในใจว่า "ถ้าวันนี้กูไม่มานี่กูหมาเลย..!" ความรู้สึกบอกกับตัวเองแบบนั้นจริง ๆ เพราะว่าคนแก่ผมขาวทั้งหัวยืนถือขันข้าวงก ๆ เงิ่น ๆ มือหนึ่งก็ใช้ใบกล้วยบังหัวตัวเอง อากาศทั้งหนาวทั้งเย็น แต่ว่าก็ยังอุตส่าห์มารอใส่บาตร แล้วถ้าหากว่าพระไม่มารับบาตร จิตใจของคุณยายจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ?!
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กระผม/อาตมภาพก็สาบานกับตนเองในใจว่า "ต่อให้ต้องคลานไปรับบิณฑบาต ถ้ายังคลานไหวก็จะไป..!"
และสิ่งหนึ่งที่เคยบอกกล่าวกับพระภิกษุสามเณรอยู่เสมอ เมื่อตนเองมาเป็นเจ้าอาวาสแล้วก็คือ จากการบวชมา ๔๐ กว่าปีนี้ ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิตก็คือ ถ้าหากว่าอยู่วัด กระผม/อาตมภาพแทบจะไม่เคยขาดการบิณฑบาตเลย ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้น เคยขาดการบิณฑบาต เพราะป่วยหนักจนไม่มีแรงจะเดิน ๔
ครั้ง และอีกครั้งหนึ่งติดภารกิจสำคัญ จึงต้องงดการบิณฑบาต
สรุปว่าตลอดชีวิตของตน ถ้าหากว่าอยู่วัดก็คือบิณฑบาตเป็นอาชีพ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ผิดจากที่พระอุปัชฌาย์อาจารย์ท่านได้ให้อนุสาสน์ไว้ในวันแรกที่ว่า ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสายปพฺพชฺชา ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิตอย่างหนึ่งก็คือการเที่ยวบิณฑบาต
ดังนั้น..สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เมื่อเราทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะกลายเป็นความขลังความศักดิ์สิทธิ์ไปเอง ทุกวันนี้ญาติโยมทางทองผาภูมิจะรู้ดีว่า ต่อให้ฝนตกแดดออกขนาดไหนก็ตาม พระภิกษุสามเณรวัดท่าขนุนจะออกบิณฑบาตทุกวัน แม้ว่าจะต้องเปียกโชกกลับไปฉันยาแก้ไข้ ซักผ้าผ่อนของตนเองก็ไม่ว่ากัน..!
การที่เราต้องทำวัตรของตนเองให้เข้มข้นเข้มแข็ง ก็คือการต่อสู้กับกิเลสนั่นเอง
เนื่องเพราะว่ากิเลสมักจะชวนให้เราขี้เกียจ ไม่ยอมประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมที่ควรจะประพฤติ ถ้าหากว่าใครทำในลักษณะอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ศากยบุตรพุทธชิโนรส หากแต่ว่าเป็นลูกของใครก็ไม่รู้ ?! เพราะว่าพระพุทธเจ้าเอง พระองค์ท่านก็เสด็จออกบิณฑบาตจนกระทั่งวันปรินิพพาน พูดง่าย ๆ ก็คือแม้วาระสุดท้ายก็ยังรับบาตรจากบ้าน "นายจุนทกัมมารบุตร" เมื่อเสวยแล้วก็เกิดปักขันธิกาพาธ คือถ่ายเป็นโลหิต แล้วพระกำลังหมดไป จึงต้องเสด็จไปปรินิพพานที่สาลวโนทยาน
โดยเฉพาะคำหนึ่งความหมายหนึ่งของคำว่า "ภิกขุ" ก็คือ "ผู้ขอ" คำว่า "ผู้ขอ" ในที่นี้ท่านบอกว่าขอโดยดุษณีภาพ ก็คือการขอในลักษณะแบบผู้ดี แค่ไปยืนให้เขาเห็นระยะหนึ่ง ซึ่งแค่ไม่กี่อึดใจ ถ้าหากว่าเขาไม่ให้อะไร เราก็ไปตามทางของเรา ซึ่งเรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้ว ก็เป็นการสร้างบุญสัมพันธ์กรรมสัมพันธ์อย่างหนึ่ง
ในส่วนของบุญสัมพันธ์ก็คือถ้าหากว่าได้เกิดใหม่ทั้งคู่ ก็จะมีการเกี่ยวเนื่องต่อกัน กลายเป็นศิษย์เป็นอาจารย์บ้าง เป็นคนครอบครัวเดียวกันบ้าง ในส่วนของกรรมสัมพันธ์ก็คือการผูกพัน ไม่ว่าจะดีจะชั่วก็ตาม ถึงเวลาก็ต้องเกิดมาเกื้อกูลกันบ้าง
เบียดเบียนกันบ้าง ตามแต่เวรกรรมที่ตนได้ผูกสัมพันธ์เอาไว้
ดังนั้น การขอของพระจึงขอในลักษณะไม่เอ่ยปาก ให้เขาตัดสินใจเองว่าจะกระทำในส่วนของบุญกุศลตรงนี้หรือไม่ เพื่อที่จะตัดทอนในเรื่องของบุญสัมพันธ์กรรมสัมพันธ์ให้น้อยที่สุด เครื่องร้อยรัดตนเองให้ติดอยู่กับวัฏฏะ ก็จะเหลือน้อยที่สุด
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๙
โฆษณา