7 มิ.ย. เวลา 21:56 • ปรัชญา

watthakhanun

วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพเดินทางไปยังวัดม่วงชุม ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อถวายมุทิตาเพื่อนร่วมรุ่นพระอุปัชฌาย์ คือพระมหาจินตวัฒน์ จารุวฑฺฒโน, ป.ธ. ๘, ดร. เจ้าอาวาสวัดม่วงชุม เจ้าคณะตำบลไม้ดัด ซึ่งท่านจัดพิธีสืบชะตาเนื่องในโอกาสเจริญอายุวัฒนมงคล ๕๔ ปี
ทำเอาพลขับของกระผม/อาตมภาพบ่นกระปอดกระแปดประมาณว่า "ทำไมเพื่อนของหลวงพ่อถึงมีแต่อายุน้อยกว่าแทบทั้งนั้น ?" เรื่องพวกนี้บางทีกระผม/อาตมภาพเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เพราะว่าดูย้อนหลังไปแล้ว กี่ชาติอายุก็ไม่เคยเกิน ๕๐ ปี พออยู่ ๆ มาอายุ ๖๐ กว่าปี บางทีก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ?
แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่อยากจะพูดคุยถึง เรื่องที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องที่ในระยะนี้มีการถกเถียงกัน
เรื่องแรกก็คือมีนักวิชาการผู้เฒ่าที่ตั้งข้อสงสัยเอาไว้ว่า "วันวิสาขบูชานั้น เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานตรงกันจริงหรือ ?" ซึ่งเรื่องพวกนี้ทำเอาบางท่านที่หัวร้อนก็มีการด่าทอกันขึ้นมาเลยทีเดียว ประมาณว่าแก่กะโหลกกะลา เรื่องแบบนี้ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาแล้วได้อะไร ? ไม่มีใครเกิดทันสักคน ในเมื่อความเชื่อนี้
สืบต่อกันมาเนิ่นนานขนาดนี้ ต่อให้ไม่มีความเป็นจริงแล้วจะพิสูจน์อย่างไร ?
จะว่าไปแล้ว ฝ่ายที่ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาก็ถูก เนื่องเพราะว่านักวิชาการก็ต้องตั้งสมมติฐานต่าง ๆ ขึ้นมาเสมอ เพื่อความเจริญในการวิวาทะ ก็คือการถกเถียงกันทางด้านวิชาการ ซึ่งสมัยนี้นิยมใช้คำว่าแลกเปลี่ยนความรู้ หรือว่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ส่วนท่านที่เป็นศรัทธาจริต ก็จะกล่าวไปในด้านที่ตัวเองเชื่อมั่นว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เมื่อมีผู้มากระทบกระทั่งในความเชื่อของตนเอง ก็เลยกลายเป็นวิวา
ทะที่เป็น "วิวาท" จริง ๆ ไม่ใช่วิวาทะในเชิงความรู้
ในจุดนี้ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม มีเมตตาจิตต่อกัน ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ก็ต้องดูในสาราณียธรรมที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า เวลาคิดก็ต้องคิดด้วยเมตตา เวลาพูดก็ต้องพูดด้วยเมตตา เวลาทำก็ต้องทำด้วยเมตตา ไม่ใช่ไปกล่าวอาฆาตมาดร้ายต่อกัน ซึ่งนั่นไม่ใช่วิสัยของชาวพุทธเลย
เรื่องต่อไปก็เป็นผู้รู้อีกตามเคย แต่ว่ารายนี้มักจะอวดรู้เป็นพิเศษ เชื่อมั่นว่าตนเองศึกษาพระไตรปิฎกมาดีแล้ว จึงไม่เชื่อเรื่องของนรก เรื่องของสวรรค์ เรื่องของพรหม เรื่องของเทวดา ซึ่งถ้าท่านจะไม่เชื่อก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ดันไปแตะของรักของหวงของคนอื่น ก็คือกล่าวว่าหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนั้นโกหกว่าตนเองไปพบพระพุทธเจ้ามา ตนเองไปเห็นนรกสวรรค์มา โดยที่อ้างว่าบาลีกล่าวว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ"
นิพพานนั้นสูญ
กระผม/อาตมภาพเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะสงสารท่านขนาดไหนดี เนื่องเพราะตกอยู่ในลักษณะของภาษิตจีนที่ว่า "สวรรค์มีทางเจ้าไม่ไป นรกไร้ประตูกลับพยายามตะกายมา" ซึ่งทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ก็มักแสดงความคิดเห็นทำนองนี้อยู่เสมอ ก็คือตนเองนั้นฉลาด ขณะที่คนอื่นโง่กว่า ศึกษามาไม่ดี หลงเชื่อโดยศรัทธา
อย่างเดียว ถือว่าเป็นคนโง่ประเภทหนึ่ง อะไรประมาณนี้..!
ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็คงจะต้องใช้แนวคิดวัยรุ่นประมาณว่า "ทางใครทางมัน"ถ้าหากว่าเป็นโบราณก็กล่าวว่า "ทางเตียนมักเวียนลงนรก ถ้าทางรกมักจะวกขึ้นสวรรค์"
เรื่องพวกนี้ถือว่าถ้าหากเราหูหนวกตาบอด แล้วจะไปบอกว่าสิ่งที่คนตาดีมองเห็นนั้น
ไม่มี ก็ถือว่าท่านจะขาดปัญญาอยู่สักหน่อย ในเมื่อศึกษาพระไตรปิฎกมาดีแล้ว กระผม/อาตมภาพก็อยากให้ท่านทั้งหลาย ได้ศึกษาในมหาปรินิพพานสูตร ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า อานันทะ...ดูก่อนอานนท์ ตราบใดที่พระธรรมวินัยนี้ยังสมบูรณ์ด้วยมรรค ๘ ตราบนั้นก็จะมีภิกษุที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ในธรรมวินัยนี้ ซึ่งก็หมายถึงบุคคลที่เป็นพระอริยเจ้าในแต่ละระดับ
พระอริยเจ้าตั้งแต่เบื้องต้นคือพระโสดาบัน ก็สามารถสัมผัสถึงพระนิพพานได้แล้ว ไม่เช่นนั้นถ้าพระนิพพานสูญ แล้วท่านทั้งหลายเหล่านี้จะสัมผัสถึงได้อย่างไร หรือเอาแค่ภพภูมิต่ำ ๆ ท่านก็ไปดูในสังยุตตนิกาย คือเทวตาสังยุตต์ พรหมสังยุตต์ มารสังยุตต์ ซึ่งกล่าวถึงเทวดา กล่าวถึงพรหม กล่าวถึงมารเอาไว้อย่างชัดเจน มีตัวอย่างที่บรรดาพระเถระ ตลอดจนกระทั่งฆราวาสญาติโยมนักปฏิบัติธรรม พบเห็นพระ พรหม เทวดาและมาร มาจำนวนมากต่อมากด้วยกัน
หรือไปดูในขุททกนิกาย ที่กล่าวถึงเปตวัตถุก็ดี วิมานวัตถุก็ดี ก็จะได้รู้ว่าบุคคลที่ทำดีทำชั่วแล้วไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง เผื่อว่าท่านติดใจขุมไหนหรือว่าชั้นไหน ก็จะได้รีบเร่งแสวงทางของตนเอง ถ้าเลือกที่จะไปทุคติแบบที่ทุกวันนี้ทำอยู่ ก็ต้องขอเชิญท่านไปตามสบายของตนเอง..!
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๙
โฆษณา