6 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงที่ฮ่องกง: บันทึกวันสุดท้ายแห่งอาณานิคม ค.ศ.1997

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายในฮ่องกง ภายในปีกตึกหลังใหม่ของศูนย์การประชุมและนิทรรศการ (HKCEC) “คริส แพตเทน (Chris Patten)” ข้าหลวงใหญ่คนสุดท้ายแห่งฮ่องกงของสหราชอาณาจักร ได้ยืนหยัดอยู่เคียงข้างคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย “เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ (Charles, Prince of Wales) หรือปัจจุบันคือ “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 (Charles III) นายกรัฐมนตรี “โทนี แบลร์ (Tony Blair)” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “โรบิน คุก (Robin Cook)” และพลเอก “เซอร์ ชาร์ลส์ กัทธรี (Sir Charles Guthrie)” เสนาธิการทหารบ
ตรงข้ามกับพวกเขาบนเวทีพิธีการ คือคณะผู้แทนจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย “เจียง เจ๋อมิน (Jiang Zemin)” ผู้เตรียมพร้อมที่จะเข้ามารับไม้ต่อทันทีที่เรือของคณะผู้แทนอังกฤษแล่นลับขอบฟ้าไป
กองทหารอังกฤษเริ่มลดธงชาติยูเนียนแจ็กและธงฮ่องกงยุคอาณานิคมลงจากยอดเสา ในขณะที่กองทัพจีนได้เชิญธงชาติของตนขึ้นสู่ยอดเสา เป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบเมืองนี้ให้แก่ผู้ปกครองใหม่จากปักกิ่ง โดยคณะผู้แทนอังกฤษได้กล่าวอำลาลาก่อนจะก้าวขึ้นเรือพระที่นั่งล่องสำราญ HMY Britannia เพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงมะนิลา โดยมีเรือรบ HMS Chatham แล่นคุ้มกันอย่างสมเกียรติ ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษก็ได้เดินทางกลับด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777 ของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส จากสนามบินไคตั๊ก
1
ตลอดทั้งวันหยุดถัดมา จีนได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่นานหลายชั่วโมง รวมถึงในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยสำหรับประเทศจีนแล้ว วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) คือวันที่ตราบาปแห่ง "สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม" ได้ถูกลบล้างไปอีกหนึ่งฉบับ แต่สำหรับอังกฤษ มันคือวันที่ดวงอาทิตย์อัสดงลงบนดินแดนที่เคยเป็นอัญมณีเม็ดงามแห่งจักรวรรดิเดิม และสำหรับฮ่องกงเอง วันนี้คือหมุดหมายของการก้าวเข้าสู่ "โลกใบใหม่" ด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความกังวลต่ออนาคตที่ยังคาดเดาไม่ได้
การกำเนิดขึ้นของฮ่องกงภายใต้ร่มเงาอังกฤษนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงคราม ยาเสพติด และความอัปยศอดสูในช่วงปีที่มืดมนที่สุดช่วงหนึ่งของราชวงศ์ชิง โดยในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 มหาอำนาจตะวันตกเริ่มให้ความสนใจในอาณาจักรอันกว้างใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออก แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวตะวันตกติดต่อกับจีน แต่กลุ่มมหาอำนาจใหม่เหล่านี้มองเห็นขุมทรัพย์และผลประโยชน์มหาศาลที่ยังไม่มีใครขุดค้นภายในพรมแดนนี้
เกาะฮ่องกงได้ถูกส่งมอบให้แก่อังกฤษตาม “สนธิสัญญานานกิง (Treaty of Nanking)” เมื่อปีค.ศ. 1842 (พ.ศ.2385) หลังสิ้นสุดสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง ซึ่งชนวนเหตุเกิดจากการที่จีนปฏิเสธไม่ยอมนำฝิ่นมาแลกเปลี่ยนกับใบชา และสนธิสัญญารวมถึงเหตุการณ์ต่อๆ มาก็ส่งผลให้อังกฤษได้สิทธิ์ปกครองคาบสมุทรเกาลูนและเกาะสโตนคัตเตอร์ส (Stonecutters Island) ในช่วงเวลาที่พงศาวดารจีนเรียกขานอย่างเจ็บปวดว่า "ศตวรรษแห่งความอัปยศ (Century of Humiliation)“
อย่างไรก็ตาม การได้ดินแดนใหม่และเกาะโดยรอบอีก 235 เกาะ ภายใต้อนุสัญญาปักกิ่งในปีค.ศ.1898 (พ.ศ.2441) ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นั่นเอง ที่เป็นตัวกำหนด "วันหมดอายุ" ของการปกครองโดยอังกฤษอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
แม้จีนแผ่นดินใหญ่จะสูญเสียสิทธิ์เหนือฮ่องกงไป แต่ทั้งสองดินแดนก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นทว่าซับซ้อน พ่อค้าแม่ค้ายังคงซื้อขายสินค้าข้ามพรมแดนกับมณฑลกวางตุ้ง และในยามที่จีนแผ่นดินใหญ่เผชิญความวุ่นวายจากสงครามกลางเมืองรวมถึงยุคที่วุ่นวายและแร้นแค้น ผู้อพยพจำนวนมากก็ได้หลั่งไหลเข้ามายังฮ่องกงเพื่อแสวงหาความปลอดภัย
ทว่าท่ามกลางความเชื่อมโยงเหล่านี้ ฮ่องกงกลับพัฒนาอัตลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาภายใต้การปกครองของอังกฤษ กลายเป็นสังคมทุนนิยมที่มุ่งเน้นการทำธุรกิจ เกิดเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมแบบอังกฤษ-กวางตุ้งที่หาไม่ได้จากที่ไหน ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นเพียงดินแดนสีเทาที่ถูกควบคุมโดยรัฐ และต้องบอบช้ำจากความโกลาหลของเหตุการณ์ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ (Great Famine) และการปฏิวัติวัฒนธรรม
ข้อมูลสำมะโนประชากรในปีค.ศ.1981 (พ.ศ.2524) ยังระบุเป็นครั้งแรกว่า ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งในฮ่องกงเป็นผู้ที่ลืมตาดูโลกในเมืองแห่งนี้ พวกเขาจึงกลายเป็น "ชาวฮ่องกง" ไม่ใช่เพราะสถานการณ์บังคับ แต่เป็นโดยกำเนิด
แม้จะถูกตัดขาดด้วยกฎหมายและอุดมการณ์ แต่เมืองท่าแห่งนี้มีความสำคัญต่อผู้ปกครองจีนอย่างยิ่ง เพราะฮ่องกงคือแหล่งเงินตราต่างประเทศเพียงไม่กี่แห่งและเป็นประตูสู่โลกภายนอก
ความสำคัญนี้เด่นชัดมากจนกระทั่งในปีค.ศ.1967 (พ.ศ.2510) เมื่อเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลฮ่องกง นายกรัฐมนตรี “โจวเอินไหล (Zhou Enlai)” ได้สั่งการให้กลุ่มปีกซ้าย (ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในขณะนั้น) ยุติการวางระเบิดป่วนเมือง และยังได้ใช้อำนาจยับยั้งข้อเสนอที่คิดจะนำกองกำลังจากกวางตุ้งเข้ายึดฮ่องกง
ได้มีการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเริ่มต้นการเจรจาในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 (พ.ศ.2513-2522) แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดเป็นชิ้นเป็นอัน จนกระทั่งปีค.ศ.1982 (พ.ศ.2525) หรือเพียง 15 ปีก่อนที่สัญญาเช่าดินแดนใหม่จะหมดอายุ นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก “มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher)” แห่งอังกฤษ จึงได้บินตรงจากกรุงโตเกียวสู่ปักกิ่ง เพื่อเปิดฉากการเจรจาเรื่องอนาคตของฮ่องกงอย่างเป็นทางการ
แทตเชอร์พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม โดยเชื่อว่าสหราชอาณาจักรอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบหลังได้รับชัยชนะเหนืออาร์เจนตินาในสงครามฟอล์กแลนด์ อย่างไรก็ตาม เธอก็ตระหนักดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ไม่สามารถนำมาใช้กับจีนได้ ทั้งในแง่ของกำลังทหารและข้อกฎหมาย
แทตเชอร์เริ่มเปิดฉากเจรจากับนายกรัฐมนตรี “จ้าวจื่อหยาง (Zhao Ziyang)” ซึ่งเธอมองว่าเป็นคนที่ประนีประนอมและมีเหตุผล โดยข้อเสนอแรกของอังกฤษคือ การยอมคืนอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดให้แก่จีน แต่ขอให้อังกฤษเป็นผู้บริหารจัดการฮ่องกงต่อไป
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้สัญญาเช่าปีค.ศ.1898 (พ.ศ.2441) จะระบุถึงเฉพาะดินแดนใหม่ แต่ในความเป็นจริง ตัวเกาะฮ่องกง เกาะสโตนคัตเตอร์ส และเกาลูน ต้องพึ่งพาอาศัยน้ำจืดและสาธารณูปโภคจากจีนแผ่นดินใหญ่ การจะรักษาสิทธิ์ปกครองเฉพาะส่วนที่เหลือจึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
จุดยืนนี้ผ่านการหารือกับผู้นำธุรกิจและนักการเมืองในฮ่องกงมาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าการให้อังกฤษบริหารฮ่องกงต่อไปคือทางเลือกที่ดีที่สุด และแทตเชอร์ก็กังวลอย่างยิ่งว่าหากไม่มีการรับประกันความมั่นคง ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฮ่องกงจะพังทลาย และนำไปสู่ภาวะทุนฟลัด (Capital Flight) หรือเงินทุนไหลออกนอกประเทศจนเมืองเป็นอัมพาต ประกอบกับกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของอังกฤษและการแสดงท่าทีจากปักกิ่งก่อนหน้านี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ภาคธุรกิจไปเรียบร้อยแล้ว เธอจึงมองว่าการเปิดเจรจาทันทีเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
ในถ้อยแถลงเปิดการเจรจา แทตเชอร์เตือนว่าหากฮ่องกงต้องล่มสลาย ย่อมนำความเสื่อมเสียมาสู่ทั้งสองประเทศ และย้ำว่าเมืองนี้คือตัวอย่างความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างจีนและอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายจีนอาจจะไม่ได้เห็นพ้องด้วยนัก
แต่ปรากฎว่านายกรัฐมนตรีจ้าวจื่อหยางได้ดับฝันการเจรจาอันราบรื่นลงอย่างรวดเร็ว โดยประกาศกร้าวตั้งแต่ต้นว่า เรื่องอธิปไตยของจีนไม่มีคำว่าประนีประนอม ผู้อยู่อาศัยในฮ่องกงคือคนจีน ไม่ใช่คนอังกฤษ และจะไม่มีการบริหารโดยอังกฤษอีกต่อไป ฮ่องกงจะต้องกลับมาเป็นของจีนในทุกตารางนิ้ว
อย่างไรก็ตาม จ้าวจื่อหยางได้เสนอแนวคิดเรื่อง "เขตบริหารพิเศษ (SAR)“ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปักกิ่งเคยเสนอให้ไต้หวันในปีค.ศ.1981 (พ.ศ.2524) แต่ถูกปฏิเสธ โดยจ้าวจื่อหยางมองว่า ฮ่องกง SAR จะช่วยรักษา "สถานะเดิม" ในการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวฮ่องกงไว้ได้
วันต่อมา แทตเชอร์ได้เข้าพบกับ “เติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping)” ผู้นำสูงสุดที่ทรงอิทธิพล ซึ่งแม้เติ้งเสี่ยวผิงจะขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำที่มองโลกตามความเป็นจริงและประนีประนอมมากกว่าผู้นำรุ่นก่อน แต่ในเรื่องนี้เขากลับไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ประกาศอย่างเด็ดขาดว่าอธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาต่อรอง และถึงขั้นเปรยว่า จีนสามารถเดินทัพเข้ายึดฮ่องกงได้ภายในวันนี้เลยด้วยซ้ำ
แทตเชอร์สวนกลับทันทีว่า จีนทำเช่นนั้นได้จริง แต่โลกก็จะได้เห็นเช่นกันว่าผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านจากการปกครองโดยอังกฤษไปสู่จีนจะเป็นอย่างไร คำตอกกลับนี้ทำให้เติ้งเสี่ยวผิงถึงกับชะงักและดูเหมือนจะยอมรับในความเด็ดเดี่ยวของแทตเชอร์ ท่าทีและคำพูดของเขาจึงเริ่มอ่อนลงและพร้อมรับฟังมากขึ้น
เมื่อพิจารณาถึงประเด็นเรื่องเงินทุนไหลออก เติ้งเสี่ยวผิงถามแทตเชอร์ว่า อังกฤษจะสามารถระงับไม่ให้เงินทุนไหลออกจากฮ่องกงได้หรือไม่ ซึ่งแทตเชอร์ตอบว่า การทำเช่นนั้นก็เท่ากับการสกัดกั้นไม่ให้มีเงินทุนใหม่ไหลเข้ามาเช่นกัน โดยในหนังสือบันทึกความทรงจำ The Downing Street Years (1993) แทตเชอร์ถึงกับเขียนวิจารณ์ไว้ว่า "พวกเขา (จีน) ยังต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจและกฎหมายของโลกทุนนิยม"
เติ้งเสี่ยวผิงเสนอว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศเรื่องการเจรจาให้โลกรับรู้ในตอนนี้ และจีนจะประกาศเจตนารมณ์ในการทวงคืนฮ่องกงอย่างเป็นทางการในอีกปีหรือสองปีข้างหน้า ซึ่งนี่น่าจะเป็นหมากทางการเมืองเพื่อหวังผลด้านโฆษณาชวนเชื่อ
แม้แทตเชอร์จะไม่สามารถรักษาจุดยืนเดิมเรื่องการบริหารฮ่องกงไว้ได้ แต่เธอก็ประสบความสำเร็จในการเปิดประตูสู่การเจรจา และมีการออกแถลงการณ์ร่วมกันในที่สุด
มีข้อวิเคราะห์ว่า การนำเสนอของแทตเชอร์ต่อผู้นำจีนอาจเริ่มต้นผิดฝั่งผิดฝา ตั้งแต่การที่เธอไปเตือนเติ้งว่าอังกฤษเป็นประเทศที่รักษาและเคารพต่อสนธิสัญญา และหวังว่าจีนจะทำเช่นเดียวกัน
คำพูดนี้ได้สะกิดแผลใจและทำให้จีนรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง แม้จุดยืนของเธอจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่แทตเชอร์อาจไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการคงอยู่ของอังกฤษในฮ่องกงมีความหมายเชิงศักดิ์ศรีต่อปักกิ่งมากเพียงใด
บาดแผลจากศตวรรษที่ 19 คือสิ่งที่จีนยอมไม่ได้ และพร้อมจะเหวี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทิ้งไปทันทีหากต้องแลกกับอธิปไตย
เมื่อนายกรัฐมนตรีแทตเชอร์กลับสู่ลอนดอน เธอก็เริ่มกังวลกับความเฉื่อยชาของฝ่ายจีน จึงได้เข้าขอคำปรึกษาจาก “เฮนรี คิสซินเจอร์ (Henry Kissinger)” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้มีบทบาทสำคัญในการเปิดความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกา-จีนในยุคประธานาธิบดีนิกสัน ซึ่งคิสซินเจอร์ได้ปลอบใจเธอว่าไม่ต้องกังวล เพราะนั่นคือสไตล์การทูตตามปกติของจีน
28 มกราคม ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) แทตเชอร์เรียกประชุมด่วนที่ลอนดอนร่วมกับรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูง และผู้ว่าการรัฐฮ่องกง หลังได้รับรายงานว่าจีนมีแผนจะประกาศข้อตกลงฝ่ายเดียวเกี่ยวกับฮ่องกงในเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจทำลายความเชื่อมั่นที่สร้างไว้ แทตเชอร์จึงเสนอแผนการกรุยทางเพื่อปฏิรูปฮ่องกงให้เป็นประชาธิปไตยอย่างรวดเร็ว เสมือนว่าฮ่องกงกำลังจะได้รับเอกราชในลักษณะเดียวกับสิงคโปร์ ทว่าผู้ร่วมประชุมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าจะทำให้การเจรจากับปักกิ่งพังพินาศ แทตเชอร์จึงยอมพับแผนนั้นไป
1
ในเดือนมีนาคม แทตเชอร์ส่งจดหมายถึงนายกจ้าวจื่อหยางเพื่อขอเปิดการเจรจาอีกครั้ง ฝั่งกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษนำโดย “เจฟฟรีย์ ฮาว (Geoffrey Howe)” ได้ถอดใจเรื่องสิทธิ์การบริหารฮ่องกงไปแล้วเพราะรู้ว่าเป็นจุดชนวนขัดแย้ง แต่แทตเชอร์ยังอยากเก็บไพ่ใบนี้ไว้เป็นข้อต่อรอง
การยื้อไพ่ใบนี้ดำเนินไปผ่านการเจรจาถึงสามรอบในช่วงฤดูร้อนปีค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จีนยังคงยืนกรานปฏิเสธการให้อังกฤษบริหารต่ออย่างเด็ดขาด
จนกระทั่งการประชุมในวันที่ 5 กันยายน แทตเชอร์และคณะทำงานได้ยอมรับความจริงว่า หากไม่ยอมสละสิทธิ์การบริหาร การเจรจาในวันที่ 22 กันยายนจะต้องล่มสลายแน่นอน ประกอบกับความไม่มั่นคงในฮ่องกงเป็นสิ่งที่แทตเชอร์กลัวที่สุด
และสิ่งที่เธอกลัวก็เกิดขึ้นจริง เมื่อการเจรจารอบวันที่ 22 กันยายนได้สิ้นสุดลงโดยไม่มีคำรับประกันใดๆ ในแถลงการณ์ร่วม ผนวกกับการโฆษณาชวนเชื่อของจีนได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงจนค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงดิ่งเหวร่วงระเนระนาด
วิกฤตการณ์ในครั้งนั้นรุนแรงจนรัฐบาลฮ่องกงต้องตัดสินใจปฏิรูประบบเงินตรา โดยนำระบบ Currency Board มาใช้เพื่อผูกค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงไว้กับดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Peg) ซึ่งเป็นระบบที่ยังคงใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
การเจรจากลับมาเดินหน้าต่อในวันที่ 19 ตุลาคม หลังแทตเชอร์ส่งสัญญาณถึงจ้าวจื่อหยาง โดยเสนอว่าหลังการส่งมอบเมือง วิถีชีวิตประจำวันของชาวฮ่องกงควรจะเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด และยอมส่งมอบเอกสารแนวทางการทำงานด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้จีนพิจารณา แต่จีนปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาผูกมัดใดๆ ทำเพียงแค่รับปากว่าจะรับไว้เป็น "วัตถุประสงค์เชิงนโยบาย" เท่านั้น
สถานการณ์การเจรจาแขวนอยู่บนเส้นด้าย แทตเชอร์จึงตัดสินใจสั่งให้อัครราชทูตอังกฤษประจำปักกิ่งส่งจดหมายชี้แจงอย่างชัดเจนว่า สหราชอาณาจักรจะไม่มีความเชื่อมโยงเชิงอำนาจใดๆ กับฮ่องกงอีกต่อไปหลังปีค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) เป็นอันปิดฉากความหวังในการคงการบริหารของอังกฤษอย่างถาวร
ในเดือนพฤศจิกายน แทตเชอร์ได้เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเครือจักรภพที่กรุงนิวเดลี และได้ขอคำแนะนำจาก “ลีกวนยู (Lee Kuan Yew)” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ผู้เจนจัดในการรับมือกับจีน โดยลีกวนยูได้แนะนำให้แทตเชอร์ส่งรัฐมนตรีระดับสูงที่มีบารมีไปยังปักกิ่งเพื่อเข้าพบผู้นำระดับสูงสุด และแนะให้ใช้วิธี "วางตัวให้ถูกท่าที" คือไม่แข็งกร้าวและไม่อ่อนแอ แต่ให้สงบนิ่งและเป็นมิตร พร้อมกับสื่อให้จีนเข้าใจว่า หากจีนไม่ต้องการให้ฮ่องกงอยู่รอด ก็ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะช่วยยื้อฮ่องกงไว้ได้
ต่อมาในการลงนามประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม แทตเชอร์ได้เดินทางเยือนปักกิ่งเพื่อเข้าพบจ้าวจื่อหยาง และ “หูเย่าปัง (Hu Yaobang)” ผู้นำสายปฏิรูป และได้พบกับเติ้งเสี่ยวผิงอีกครั้ง โดยเธอกล่าวชื่นชมแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ (One Country, Two Systems)“ ของเติ้งเสี่ยวผิงว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทำให้การเจรจานี้สำเร็จลงได้
จากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงร่วมกันลงนามใน ปฏิญญาร่วม SINO-British Joint Declaration ซึ่งเป็นสิ่งกำหนดชะตากรรมของฮ่องกงและประชาชนในอีกไม่ถึง 13 ปีข้างหน้า
การเซ็นปฏิญญาร่วมเปรียบเสมือนการปักหมุดหมายกว้างๆ เท่านั้น รายละเอียดเชิงลึกยังต้องคุยกันอีกมาก นอกเหนือจากคณะกลุ่มประสานงานร่วม (Joint Liaison Group หรือ JLG) แล้ว ยังมีการตั้งคณะกรรมการร่างกฎหมายพื้นฐาน (Basic Law Drafting Committee) และคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายพื้นฐาน (Basic Law Consultative Committee) เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน
ในตอนแรก ผลสำรวจประชามติชี้ชัดว่าชาวฮ่องกงอยากอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษต่อไป แต่หลังการลงนาม ทัศนคติก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางบวกเมื่อจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเปิดประเทศภายใต้นโยบายของเติ้งเสี่ยวผิง และความสัมพันธ์ทางธุรกิจดีขึ้น คณะกรรมการประเมินผลอิสระนำโดย “เซอร์ แพทริก แนร์น (Sir Patrick Nairne)” ได้ร่วมกับผู้พิพากษาฮ่องกง “ไซมอน ลี ฟุกเสียน (Simon Li Fook-sean)” ได้รับมอบหมายให้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อปฏิญญาร่วมนี้
ผลลัพธ์พบว่ามุมมองของคนฮ่องกงมีความหลากหลายมาก สมาชิกสภานิติบัญญัติ (LegCo) สนับสนุนข้อตกลง ขณะที่กลุ่มสมาคมรำลึกซุนยัตเซ็นมองว่าอังกฤษควรเจรจากับพรรคก๊กมินตั๋งในไต้หวันมากกว่าพรรคในปักกิ่ง ส่วนสหภาพแรงงานบางแห่งถึงขั้นเรียกร้องให้มีการลงประชามติ
1
อย่างไรก็ตาม รายงานสรุปว่าเสียงส่วนใหญ่คือ "ยอมรับชะตากรรม" โดยชาวฮ่องกงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นดีใจ แต่ก็ไม่ได้โกรธแค้น แต่พวกเขามองว่านี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
กลุ่มที่น่าเห็นใจคือชาวปากีสถานและชาวอินเดียที่อังกฤษพามาตั้งรกรากซึ่งกลัวว่าจะกลายเป็นคนไร้สัญชาติ รวมถึงกลุ่มผู้อพยพที่เคยอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งกลัวการถูกเช็คบิลย้อนหลัง โดยยอดผู้พยพที่หนีออกจากฮ่องกงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่าเฉพาะในปีค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) มีคนย้ายออกไปถึงประมาณ 50,000 คน
เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปีค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) ได้ทำลายความเชื่อมั่นของชาวฮ่องกงลงอย่างย่อยยับ มาตรการคว่ำบาตรต่อจีนได้ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจฮ่องกงพลอยบอบช้ำไปด้วย รัฐบาลฮ่องกงจึงได้เสนออัดฉีดเมกะโปรเจกต์มูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 558,000 ล้านบาท) เพื่อสร้างท่าเรือและสนามบินแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งอังกฤษและจีนก็สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แม้จะมีข้อพิพาทการเมือง
ในขณะเดียวกัน อังกฤษก็พยายามเร่งสร้างความเป็นประชาธิปไตยด้วยการขยายสัดส่วนของสภานิติบัญญัติ (LegCo) ทว่าการเลือกตั้งเพิ่มเติมในปีค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) กลับมีผู้มาใช้สิทธิ์เพียง 32% เท่านั้น สะท้อนพฤติกรรมของชาวฮ่องกงที่มักเป็นเพียง "ผู้ชมที่ส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างสนาม" มากกว่าลงมาเล่นเอง
ฝั่งปักกิ่งรีบออกมาประณามการเลือกตั้งนี้ทันที โดยอ้างว่าปฏิญญาร่วมระบุให้รักษา "สถานะเดิม" ซึ่งจีนตีความว่าหมายถึงสถานะตั้งแต่ปีค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) คือปีที่เซ็นสัญญา แต่อังกฤษแย้งว่าหมายถึงปีค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) ส่งผลให้การเจรจาระหว่างสองประเทศหยุดชะงักลงอีกครั้ง
ในปีค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) ฮ่องกงได้ต้อนรับผู้ว่าการรัฐคนใหม่ นั่นคือคริส แพตเทน มารับหน้าที่อันแสนหม่นหมองในการเป็นผู้ว่าคนสุดท้าย ซึ่งในเวลานั้น แพตเทนเป็นนักการเมืองที่เก่งกาจและเพิ่งสูญเสียเก้าอี้สส.ในอังกฤษไป
การมารับตำแหน่งนี้จึงเปรียบเสมือนรางวัลปลอบใจ ต่างจากผู้ว่าคนก่อนหน้าอย่าง “เดวิด วิลสัน (David Wilson)” ที่เน้นโอนอ่อนผ่อนตามจีน ซึ่งเหตุการณ์ปีค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) ได้ทำให้แพตเทนได้รับฉันทานุมัติให้ใช้ไม้แข็งกับปักกิ่ง
แพตเทนตั้งใจจะปฏิรูปฮ่องกงให้เป็นประชาธิปไตยจนเกิดสภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" สำหรับจีน เพื่อไม่ให้ปักกิ่งสามารถย้อนกระบวนการประชาธิปไตยได้ง่ายๆ หลังรับมอบเมือง
แพตเทนเดินหน้าขยายอำนาจสภา LegCo และลดอำนาจฝ่ายบริหาร ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มทุนฮ่องกงที่มีสายสัมพันธ์กับแผ่นดินใหญ่ โดยหลังจากเจรจากับจีนไม่สำเร็จ แพตเทนเลือกหักดิบยื่นร่างปฏิรูปเข้าสภา ซึ่งผ่านฉลุยในส่วนแรกเมื่อปีค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) แต่ส่วนที่สองผ่านไปได้อย่างหวุดหวิดท่ามกลางเสียงคัดค้านในเค้าโครงปีค.ศ.1994 (พ.ศ.2537)
การกระทำของแพตเทนทำให้จีนใช้ไม้แข็งตอบโต้ด้วยการตั้ง "สภาชั่วคราว (Provisional Legislative Council)“ หรือที่เรียกกันว่า "ครัวที่สอง (Second Kitchen)” ขึ้นมาซ้อนสภาเดิม และปฏิเสธไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งปีค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) ของแพตเทน โดยประกาศจะยุบทิ้งทันทีเมื่อถึงวันส่งมอบเมือง โดยจีนได้แต่งตั้ง “ตงเจี้ยนหัว (Tung Chee-Hwa)” ขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดคนแรก ซึ่งตงเจี้ยนหัวก็เลือกที่จะยืนข้างปักกิ่งและล้มล้างการปฏิรูปของแพตเทนทั้งหมด
มีรายงานในภายหลังว่า ในปีค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) บริษัทเดินเรือของพ่อตงเจี้ยนหัวได้รับเงินช่วยเหลือจากทางการจีนถึง 120 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้ตงเจี้ยนหัวโอนอ่อนตามคำสั่งปักกิ่ง
ในช่วงโค้งสุดท้าย ประเด็นเรื่องศาลอุทธรณ์สูงสุด (Court of Final Appeal) กลายเป็นข้อพิพาท อังกฤษเสนอให้มีผู้พิพากษาต่างชาติร่วมด้วยเพื่อรักษามาตรฐานสากล แต่จีนปฏิเสธและยอมให้มีเพียงคนเดียว โดยหลังจากยื้อกันไปมา จีนยอมให้มีผู้พิพากษาต่างชาติได้มากกว่าหนึ่งคน แต่ได้ปรับแก้ขอบเขตอำนาจศาลให้มีความคลุมเครือ เพื่อเปิดช่องให้สภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ในปักกิ่งมีอำนาจตีความชี้ขาดขั้นสุดท้ายได้
ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) จีนได้คว่ำกฎหมายสิทธิมนุษยชนปีค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) ของฮ่องกง ยิ่งตอกย้ำความกังวลของภาคธุรกิจและประชาชนเกี่ยวกับความมั่นคงของระบบกฎหมายหลังสิ้นสุดยุคอังกฤษ
วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) มาถึง ทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาต้องเดินทางกลับบ้าน
เช้าวันนั้น คริส แพตเทนตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนล้าจากการอดนอนสะสมมาหลายสัปดาห์ โดยหลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ เขาก็เดินทางไปรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างโทนี แบลร์ ผู้เพิ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
ภาพของทั้งสองคนสะท้อนทิศทางของประเทศอังกฤษได้อย่างชัดเจน แพตเทนคือตัวแทนของหน้าประวัติศาสตร์อาณานิคมอันห่างไกลที่กำลังจะปิดฉากลง ส่วนแบลร์คือผู้นำของอังกฤษยุคใหม่ที่เป็นเสรีนิยมสังคมและกำลังก้าวสู่มิลเลนเนียมใหม่
หลังเสร็จสิ้นพิธีการช่วงแรก คณะของพวกเขาได้แวะไปที่ห้างสรรพสินค้าปาซิฟิกเพลส (Pacific Place) ท่ามกลางเสียงตะโกนของฝูงชนว่า "เราจะคิดถึงคุณ" สร้างความปลาบปลื้มให้กับโทนี แบลร์และภริยาเป็นอย่างมาก จากนั้นแพตเทนก็กลับไปยังจวนผู้ว่าการเพื่อกล่าวอำลาเจ้าหน้าที่และคนงานในบ้านทีละคน
น้ำตาแห่งความผูกพันและเยื่อใยไหลริน ทุกคนซาบซึ้งในความเมตตาของครอบครัวแพตเทน แต่ในขณะเดียวกันก็หวาดหวั่นต่ออนาคตภายใต้นายจ้างใหม่อย่างจีน
เมื่อก้าวออกสู่ภายนอก พิธีการอันเรียบง่ายเริ่มขึ้น ธงผู้ว่าการรัฐอังกฤษถูกลดลงช้าๆ และพับเก็บไว้อย่างประณีตบนวงแขนของเขา ท่ามกลางท่วงทำนองของเพลง The Last Post และ Auld Lang Syne แพตเทนและครอบครัวก้าวขึ้นรถประจำตำแหน่ง รถแล่นวนรอบวงเวียนและผ่านพ้นประตูใหญ่ของจวน ท่ามกลางเสียงปรบมือและหยาดน้ำตาของประชาชนที่มายืนรอส่งตลอดสองข้างทาง
สายฝนเริ่มเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนเกือบเป็นพายุพามรสุมในช่วงที่พิธีอำลา ณ ท่าเทียบเรือดำเนินไปจนถึงช่วงสุดท้าย
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ซึ่งเสด็จมากับเรือพระที่นั่ง Britannia ทรงขึ้นกล่าวกระแสพระราชดำรัส แม้สภาพอากาศจะเลวร้าย แต่ฝูงชนที่มารวมตัวกันยังคงส่งเสียงเชียร์ ในขณะที่โทนี แบลร์ต้องเดินลุยฝนจนเปียกโชกเพื่อไปพบปะกับ “เจียงเจ๋อมิน (Jiang Zemin)”
ถัดมาคืองานเลี้ยงอาหารค่ำ แพตเทนเดินจับมือกับเจ้าหน้าที่จีนที่ดูประหม่าทีละคน ก่อนจะรีบนำคณะไปต้อนรับประธานาธิบดีเจียงเจ๋อมินที่หน้าโถงทางเข้าท่ามกลางแสงแฟลชของกล้องถ่ายภาพ
มีการกล่าวสุนทรพจน์ตอบโต้กันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งแพตเทนได้แอบคิดในใจตอนนั้นว่า "ทำไมเราต้องยอมให้คนพวกนี้ข่มขู่ด้วยนะ? ส่วนใหญ่ไม่ได้น่าประทับใจอะไรเลย แถมยังกลัวโลกภายนอกจนตัวสั่น สิ่งเดียวที่พวกเขาทำเป็นคือการใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่คนอื่น"
ตามมาด้วยพิธีส่งมอบอธิปไตยอย่างเป็นทางการ กองทหารได้เดินสวนสนามด้วยท่าก้าวอัยยารูป (Goose-step) ขึ้นมาบนเวที ธงชาติอังกฤษถูกลดลง และธงชาติจีนถูกเชิญขึ้นแทน
มันจบลงแล้ว ได้เวลากลับบ้านอย่างสมเกียรติ
คณะผู้แทนอังกฤษเดินลงสู่ท่าเรือ แพตเทนสวมกอดและกล่าวลากับเจ้าหน้าที่ฮ่องกงที่เคยทำงานร่วมกันมา และเมื่อก้าวขึ้นสู่สะพานเรือพระที่นั่ง Britannia แพตเทนซึ่งอยู่ท้ายสุดได้หันกลับมาโบกมือลาเป็นครั้งสุดท้ายให้แก่เมืองที่เขาเคยรับใช้ นำพาประวัติศาสตร์การปกครองของอังกฤษที่ยาวนานกว่า 150 ปีจากไปพร้อมกับเขา
เรือพระที่นั่งแล่นออกจากท่าช้าๆ ท่ามกลางเสียงเพลง Rule Britannia ที่ฝูงชนริมฝั่งร่วมกันขับขาน โดยมีเรือพิฆาต HMS Chatham แล่นขนาบคุ้มกันมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของราตรี
แสงไฟระยิบระยับของเกาะฮ่องกงค่อยๆ ลับหายไปจากเส้นขอบฟ้า ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ภายใต้การปกครองของปักกิ่งอย่างเต็มตัว
โฆษณา