Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Somland
•
ติดตาม
9 ก.ค. เวลา 11:29 • ธุรกิจ
The Yard Bangkok
วันที่ไม่มีใครในโลกรู้จัก The Yard
เวลาไปให้สัมภาษณ์ตามรายการต่างๆ ทุกคนมักจะเลือกข้าม (skip) ช่วงเวลานึงออกไป... นั่นคือช่วงเวลาที่ “โลกนี้ยังไม่รู้จักเรา” ซึ่งเรามองว่ามันเป็นช่วงที่ใครหลายคนอยากรู้มากที่สุด และน่าจะมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย การได้ยินเรามานั่งเล่าเรื่อง The Yard ในวันนี้ มันเป็นช่วงที่ชีวิตเฉลยคำตอบออกมาหมดแล้ว ว่าสิ่งที่เราลงแรงทำมาทั้งหมด... มันก็เข้าท่าและใช้ได้อยู่นะ
แต่ในวันที่เรากำลังออกเดินทาง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ แก้โจทย์ไปทีละเปลาะ มันไม่มีเฉลยบอกเราเลยสักนิดว่า คำตอบที่เรากำลังเลือกกาอยู่นี้ มันถูกหรือมันผิด...
ช่วงเริ่มต้น: “พวกเรานี่รวยเนอะ เช่าที่ดินอารีย์มานอนดูหนัง”
วันที่เปิดให้บริการ The Yard ในช่วงแรกๆ บอกได้คำเดียวเลยว่า “ไม่มีแขกเลยสักคน” ลองจินตนาการตามดูนะ... ที่ดินขนาด 300 ตารางวา พร้อมหญ้าปูใหม่สีเขียวกริ็บ ห้องพักสิบกว่าห้องตกแต่งเสร็จสรรพแต่วางเปล่า ส่วนในห้องนั่งเล่นมีทีวีกับเครื่อง PlayStation ที่เปิดทิ้งไว้ให้เราสามคน คือ ส้ม ส้ม และกริ้ง นอนดูหนังกันไปวันๆ จนถึงขั้นหันมาขำและคิดกันเองว่า
“พวกเรานี่รวยเนอะ เช่าที่ดินผืนใหญ่ใจกลางอารีย์มาเพื่อนอนดูหนังกันสามคน”
บางวันพอนั่งเหงากันมากๆ เข้า ก็พากันเลื่อนรั้วประตูบ้านมาปิดล็อก แล้วก็ชวนกันนั่งรถเมล์ไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกันอย่างสบายใจ... ก็มันไม่มีแขกให้เราต้องคอยดูแล และไม่มีงานอะไรให้ทำเลยเนอะ (หัวเราะ)
แต่ใจจริงเราก็รู้ดีว่า จะมามัวนั่งๆ นอนๆ รอให้แขกเดินเข้ามาทำความรู้จักเราเอง คงไม่ใช่เรื่องที่ควรทำแน่ๆ เพราะเงินลงทุนทั้งหมดที่เราเอามาใช้นั้น เป็นเงินที่กู้มาจากธนาคาร โดยการเอาทั้งบ้านและคอนโดไปจำนองไว้ ดอกเบี้ยธนาคารวิ่งทุกวัน วิ่งเร็วกว่าไรเดอร์ส่งอาหารในยุคนี้เสียอีก ส่วนกระแสเงินสดในมือเราตอนนั้น... บอกเลยว่าแห้งแล้งกว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญหลายเท่านัก
ปฏิบัติการเชิงรุก: ส่งอีเมลนับร้อย และพกเบียร์ไปล่าบล็อกเกอร์
สิ่งเดียวที่คิดออกในตอนนั้นคือ การไล่เปิดเว็บไซต์เพื่อค้นหา Travel Blogger ชาวต่างชาติ (ซึ่งยุคนั้นคำว่า Influencer ยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางขนาดนี้) เราคอยไล่อ่านบทความที่พวกเขาเขียน ดูว่าสไตล์การท่องเที่ยวของเขาตรงกับแนวทางบ้านเราไหม จากนั้นก็ส่งอีเมลไปเชิญให้เขามาลองพักที่โฮสเทลของเรา ส่งไปเป็นร้อยๆ เมลเลยเพราะเรารู้ดีว่ามันคงเป็นเรื่องยากมากที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเหล่านั้นจะบังเอิญเดินทางมาอยู่กรุงเทพฯ พอดิบพอดีในเวลานั้น
ระหว่างที่เฝ้ารอการตอบกลับของเหล่า Blogger พวกเราก็ไม่ได้อยู่เฉย เราช่วยกันทำใบปลิวและกระดาษแนะนำแผ่นเล็กๆ เกี่ยวกับ The Yard แล้วเดินแจกไปทั่วทุกมุมในย่านอารีย์ เพราะคิดว่าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่แถวนี้อาจจะมีเพื่อนหรือญาติมาเยี่ยม เผื่อเขาจะพากันมาพักที่บ้านเรา บางวันก็ขยับขยายไปเดินแจกแถวสยามสแควร์ คอยเข้าไปสะกิดทักทายคนที่เราคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย จนบางคนถึงกับตกใจนึกว่าเราเป็นมิจฉาชีพก็มี
เรายังคงค้นหาช่องทางและเรื่องราวของ Blogger ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสืบรู้มาว่า กำลังจะมีการจัดงานประชุม Travel Blogger ระดับโลก (TBEX) ขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เรากับส้มตัดสินใจพากันไปนั่งรออยู่หน้างานเพื่อหาโอกาสพูดคุยกับใครสักคน ตอนนั้นถึงขั้นต้องกระดกเบียร์เข้าไปสักหน่อยเพื่อให้เกิดความกล้า เพราะทักษะภาษาอังกฤษของเราก็ค่อนข้างอ่อนด้อย ในใจนี่กลัวมากว่าเขาจะด่าสวนกลับมาด้วยซ้ำ
โชคดีที่มีฝรั่งคนหนึ่งเดินออกจากห้องประชุมมาสูบบุหรี่อยู่ข้างนอก เราเลยรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินเข้าไปทักทันทีว่า:
“Excuse me, I just opened a new hostel and I want you to stay.” (ด๋อยมากป่ะล่ะ ภาษาอังกฤษของเราตอนนั้น)
แต่ฝรั่งคนนั้นน่ารักและเป็นกันเองมาก เขาบอกว่าตอนนี้ตารางแน่นคงยังไปพักไม่ได้นะ แต่เขาจะแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนคนไทยคนหนึ่งที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Food Event ให้แทน
กิจกรรม “หน้าม้า” และภาพจำที่สวนทางกับความจริง
ในเวลานั้นคำว่า Food Event คืออะไรเรายังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ แต่พอได้ลองพูดคุยกัน ก็เลยตกลงมาร่วมมือกันจัดงานเทศกาลสงกรานต์ขึ้นมา (ตอนนั้น The Yard เพิ่งสร้างเสร็จช่วงมกราคม) งานนั้นเราเริ่มจากการจัดกิจกรรมเพ้นท์หน้า โดยได้เพื่อนที่รู้จักกันตอนทำ Withlocals (แพลตฟอร์มที่พาคนต่างชาติไปทานข้าวที่บ้าน) มาร่วมด้วย และมีการจัดแสดง "สมพงษ์ หุ่นพูดได้" โดยพี่ต้น พูดกันตามตรง... ตอนนั้นมีแต่กลุ่มเพื่อนฝูงนี่แหละที่มาช่วยกันเป็นหน้าม้าคอยร่วมกิจกรรม ส่วนแขกตัวจริงน่ะเหรอ... ไม่มีเลยสักคน!
จนกระทั่งเราได้รู้จักกับคนทำ Food Event แบบเต็มตัว และได้ร่วมกันจัดงาน Potluck (ปาร์ตี้แชร์อาหาร) ขึ้นในเดือนเมษายน งานนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนแรก เพราะมีคนต่างชาติจากย่านอื่นๆ เข้ามาร่วมงานเยอะมาก ทุกคนช่วยกันทำกับข้าว มีเด็กๆ มาวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ภาพบรรยากาศที่เผยแพร่ออกไปในสื่อเลยทำให้คนภายนอกพากันคิดว่า “The Yard เป็นโฮสเทลที่มีกิจกรรมเยอะแยะและคึกคักจังเลย” หลายคนถึงกับโทรศัพท์มาสอบถามว่าสัปดาห์นี้มีกิจกรรมอะไรบ้าง จะได้จองห้องพักเพื่อมาเข้าร่วม
แต่เอาเข้าจริง... เบื้องหลังในตอนนั้นคือ แขกก็ยังไม่ได้มาพักเยอะแยะมากมายขนาดนั้นหรอก!
"น้องแนน" จุดเปลี่ยนชีวิตที่มาพร้อมการลุ้นสุดตัว
แต่แล้วจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของโฮสเทลเราก็มาถึง... วันหนึ่งระบบ Airbnb มีเสียงแจ้งเตือนข้อความจองห้องพักเข้ามา เฮ้ย! ปรากฏว่าเป็นลูกค้าคนไทย น้องทักเข้ามาสอบถามรายละเอียดในห้องพักทันที
น้อง: "ในห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้างคะ?"
เรา: "ไม่มีอะไรเลยค่ะ..."
น้อง: "แล้วทีวีมีให้มั้ยคะ?"
เรา: "ไม่มีค่ะ"
น้อง: "ตู้เย็นล่ะคะ มีมั้ย?"
เรา: "ไม่มีเหมือนกันค่ะ"
เรียกว่าอะไรๆ ก็ไม่มีเลยสักอย่าง (หัวเราะ) แล้วจังหวะนั้นน้องก็ขอดูรูปถ่ายภายในห้องพัก ซึ่งความจริงคือเรากำลังถือไม้กวาดถูพื้นทำความสะอาดห้องนั้นอยู่พอดี! เรารีบตะโกนบอกส้มกับกริ้งเสียงดังลั่นว่า “เฮ้ยๆๆ มีคนจองเข้ามาว่ะ เค้าจะขอดูรูปห้อง!”
เราพิมพ์ตอบน้องกลับไปว่าจะส่งรูปให้ช่วงเย็นๆ นะคะ... แต่เบื้องหลังที่ไม่มีใครรู้คือ อีห้องที่ว่านี้มันยังไม่พร้อมเข้าอยู่เลยด้วยซ้ำ! ส้มต้องรีบไปหยิบผ้าม่าน โคมไฟ หรือข้าวของอะไรก็ตามที่พอจะหยิบฉวยได้ในตอนนั้น เอามาแปะๆ จัดเซ็ตฉากตกแต่งห้องให้ดูดีขึ้นมาทันตาเห็น แล้วรีบกดถ่ายรูปส่งให้น้องดูตอนเย็นตามสัญญา
พอถึงวันที่ลูกค้าเดินทางมาเข้าพัก น้องชื่อ "น้องแนน" ตอนนั้นในใจพวกเรากังวลมาก เพราะไม่มั่นใจเลยว่าคนไทยจะชอบและเข้าใจโฮสเทลสไตล์แบบเราไหม แต่น้องแนนก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเราไปตามปกติ เราก็ทักทายและดูแลกันไปตามธรรมชาติ มีเช้าวันหนึ่งน้องเกิดอาการปวดท้อง เราก็รีบปั่นจักรยานออกไปซื้อโจ๊กร้อนๆ และหายามาให้น้องทาน
จนถึงวันเช็คเอาต์ น้องแนนเดินมาถามเราว่า "ขอเอาเรื่องราวไปเขียนรีวิวลงในเว็บ Pantip ให้ได้มั้ยคะ?" เราก็ตอบไปแบบนิ่งๆ ว่า "ได้สิครับ..." แต่ขอบอกเลยว่าในใจตอนนั้นคิดไปไกลแล้วว่า กูจะโดนด่าในเน็ตไหมนะ (หัวเราะ)
หลังจากน้องเขียนเสร็จเรียบร้อย ไม่นานก็มีเพื่อนส่งลิงก์กระทู้มาให้ บอกว่าตอนนี้กระทู้แมสและกลายเป็นไวรัลไปแล้ว! คือน้องแนนเขียนถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ ชื่นชมพวกเราและประทับใจในการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งถ้ามานั่งนึกดูจริงๆ ตอนนั้นพวกเราทำน้อยมากเลยนะ แค่ดูแลไปตามสัญชาตญาณและความเป็นมนุษย์เท่านั้นเอง
แต่ผลลัพธ์หลังจากนั้นคือ ถล่มทลายค่ะ! คนกระหน่ำโทรศัพท์เข้ามาจองห้องพักอย่างไม่สายสาย และแทบทุกคนระบุเจาะจงเลยว่าจะเอาแค่อันดับห้องพักที่น้องแนนนอนเท่านั้นด้วย! กระทั่งรายการทีวี นิตยสาร และแมกกาซีนต่างๆ ก็พากันตามรอยน้องแนนกันหมด เราเริ่มมีเงินสดหมุนเวียนเข้ามาในระบบและสามารถประคองธุรกิจในช่วงแรกให้รอดมาได้ ก็เพราะ "น้องแนน" เลยจริงๆ
อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ไม่ได้หลงลืมไปนะว่า ลูกค้ากลุ่มแรกที่เข้ามาในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่ตัวตนหรือแบรนด์ DNA ของเรายังไม่ได้ชัดเจนในสายตาคนทั่วไปขนาดนั้น พอธุรกิจเริ่มฟื้นและรอดมาได้ สิ่งสำคัญที่เราต้องทำทันทีคือการดึงตัวเองกลับมาโฟกัสที่ "แก่นแท้" และ Persona (กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก) ที่เราตั้งใจวางแผนไว้ตั้งแต่แรกเริ่มด้วย
สู่เนื้อคู่ที่ตามหา: ขึ้นอันดับ 1 บน TripAdvisor
อีกขาหนึ่งที่เราต้องลงมือทำควบคู่กัน เพื่อให้ Persona ที่เราตั้งเป้าไว้ได้รู้จักเราจริงๆ นั่นก็คือแพลตฟอร์ม TripAdvisor พอเริ่มมีแขกต่างชาติทยอยเข้ามาพักผ่อน เราก็ใช้ความจริงใจคอยไหว้วานให้พวกเขาช่วยเขียนรีวิวความประทับใจให้ หลังจากนั้นไม่นานเท่าไหร่ The Yard ก็ขึ้นสู่อันดับ 1 ในหมวดที่พักของกรุงเทพฯ บน TripAdvisor และสามารถครองแชมป์อันดับหนึ่งค้างยาวนานอยู่หลายปีติดต่อกัน ซึ่งนั่นเป็นสปอตไลท์ดวงใหญ่ที่ทำให้เราได้ลูกค้าต่างชาติตรงกลุ่มเข้ามาเรื่อยๆ จากพลังของการมองเห็น (Visibility) นี้
จนกระทั่งในปัจจุบัน... ทุกอย่างเริ่มนิ่ง เติบโตอย่างมั่นคง และลงตัวแล้ว
สรุปสิ่งที่เราอยากจะแชร์ให้ฟังก็คือ: การไม่มีลูกค้าเลยในช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ มันเป็นเรื่องที่ "ปกติ" มากๆ และสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้ในตอนนั้นคือ การคิดหาทางสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ และที่สำคัญที่สุด... ในทุกๆ วันที่ลงมือลุยงานหนัก อย่าลืมที่จะสนุกไปกับมันด้วยนะ!
ธุรกิจ
การตลาด
โรงแรม
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย