27 ก.ค. เวลา 10:45 • ธุรกิจ

"รู้ไว้ก่อนออกจากงาน! — เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(PVD) กบข. และประกันสังคม คุณได้อะไรและเสียอะไร"

มนุษย์ลุงท้ายซอย l ตอนที่ 3
มีเพื่อนถามมาในเพจว่า ออกจากงานแล้วเงิน PVD ทำอะไรได้บ้าง โอนไป RMF ได้ไหม ต่างกันยังไง
ผมเพิ่งผ่านเรื่องนี้มาสดๆ ร้อนๆ เลย และพบว่ามีหลายเรื่องที่ถ้าไม่รู้ไว้ก่อน อาจเสียเวลาและเสียภาษีไปเป็นแสนบาทโดยไม่จำเป็น
ขอเล่าจากประสบการณ์จริงเลยนะครับ
เริ่มจากความไม่ทราบขั้นตอนว่าในทางปฏิบัติเขาทำกันอย่างไร
วันที่ผมตัดสินใจจะโอน PVD เพื่อเข้า RMF ด้วยที่ไม่รู้ขั้นตอน ผมจึงเดินเข้าไปที่สาขาธนาคารเพื่อสอบถามโดยตรงเลย เพราะคิดว่าน่าจะสะดวกที่สุด
แต่พอเดินเข้าไปธนาคารที่ 1 เจอผู้จัดการสาขายืนอยู่พอดีเลยถามว่ามี RMF ที่รับโอน PVD ไหม ผู้จัดการตอบว่าธนาคารของเราไม่มีรับโอน PVD
พอได้ยินผมเริ่มงง เพราะก่อนไปค้นข้อมูลมาแล้วว่ามี
จึงเดินต่อไปธนาคารที่ 2 เข้าใจว่าธนาคารนี้ต้องมีแน่นอน พอพบเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่บอกว่า "ไม่รับเรื่องตรงนี้ ต้องติดต่อกองทุนโดยตรง"
งงมากเลยครับ เพราะคิดว่าธนาคารกับบริษัทจัดการกองทุนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วต่างกัน เป็นคนละหน่วยงานกัน
ถ้ารู้ก่อนจะไม่เสียเวลามาธนาคารแบบผม ผมเลยอยากเล่าให้ทุกคนฟัง เผื่อจะได้ไม่งงแบบผม
คราวนี้เรามาดูกันก่อนนะครับว่า คนทำงานประจำแบบเรานายจ้างหรือที่ทำงานของเรา เขามีกองทุนอะไรให้เราอย่างไรกันบ้าง
โดยสามารถแบ่งเป็นคนทำงาน 3 กลุ่ม ซึ่งมีระบบเงินเกษียณต่างกัน
ก่อนจะพูดถึง PVD ขอให้เข้าใจก่อนว่าคนทำงานในไทยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก และแต่ละกลุ่มมีระบบเงินเกษียณที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
กลุ่มที่ 1 — พนักงานเอกชน
พนักงานเอกชนมีระบบหลักอยู่สองอย่างคือ ประกันสังคม และ PVD
ประกันสังคมเป็นระบบบังคับ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลร่วมกันจ่ายฝ่ายละ 5% ของเงินเดือน แต่เงินส่วนนี้เอาคืนไม่ได้ ได้แค่สิทธิรักษาพยาบาล เงินชดเชยว่างงาน และบำนาญชราภาพเล็กน้อยเมื่ออายุ 55 ปี
PVD เป็นระบบสมัครใจ ขึ้นอยู่กับว่านายจ้างจัดให้หรือไม่ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต้องมี PVD แต่บริษัทเอกชนทั่วไปไม่บังคับ ปัจจุบันมีพนักงานเอกชนอยู่ใน PVD เพียง 20% ของแรงงานในระบบเท่านั้น
กลุ่มที่ 2 — ข้าราชการ
ข้าราชการไม่มีประกันสังคมและไม่มี PVD แต่มี กบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแทน และมีสิทธิรักษาพยาบาลของราชการที่ครอบคลุมกว้างมาก
เมื่อออกจากราชการจะได้รับเงินแตกต่างกันตามเหตุผลที่ออก
กรณีลาออกเองหรือให้ออก จะได้รับเงินสะสมที่จ่ายเองคืน รวมถึงเงินสมทบจากรัฐและผลประโยชน์ แต่ไม่มีสิทธิรับบำเหน็จหรือบำนาญ ยกเว้นทำงานมาครบ 10 ปีขึ้นไปถึงจะมีสิทธิรับบำเหน็จ
กรณีเกษียณอายุ ได้รับทั้งเงินจาก กบข. และยังมีสิทธิเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญอีกด้วย
บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × อายุราชการ จ่ายครั้งเดียว
บำนาญ = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × อายุราชการ หารด้วย 50 จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต ไม่เกิน 70% ของเงินเดือน
กลุ่มที่ 3 — พนักงานรัฐวิสาหกิจ
รัฐวิสาหกิจไม่มีประกันสังคม เพราะมีสวัสดิการรักษาพยาบาลขององค์กรเองที่ดีกว่า และมี PVD ตามมติ ครม. ปี 2539
ผมทำงานที่รัฐวิสาหกิจ จึงมี PVD ที่นายจ้างและผมร่วมกันจ่ายสะสมมาตลอด 26 ปี
แต่พอลาออกมา สวัสดิการรักษาพยาบาลหายไปทันที ต้องหาประกันสุขภาพส่วนตัวรองรับไว้
ทำไมพนักงานเก่าบางคนถึงอยู่ระบบบำเหน็จแทน?
เพราะรัฐวิสาหกิจเพิ่งมีมติ ครม. ให้จัดตั้ง PVD ในปี 2539 ก่อนหน้านั้นใช้ระบบบำเหน็จเดิม พนักงานที่เข้าก่อนการเปลี่ยนแปลงมักได้รับสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ระบบเดิมหรือย้ายมา PVD
เงินนายจ้างใน PVD ได้เมื่อไหร่?
นี่คือสิ่งที่หลายคนไม่รู้ เงินใน PVD มีสองส่วนคือเงินที่เราจ่ายเอง กับเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบให้
เงินของตัวเองนั้นได้คืนทุกกรณี แต่เงินที่นายจ้างสมทบให้นั้นต่างกัน
✅ ลาออกเอง — ได้ตามเงื่อนไขอายุงาน เช่น ครบ 5 ปีได้ 50% ครบ 10 ปีได้ 100% ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละองค์กร
✅ ให้ออก — ได้
✅ เกษียณอายุ — ได้เต็มจำนวน
❌ ไล่ออก — ได้แค่เงินของตัวเองเท่านั้น
ไม่ว่าจะลาออกหรือเกษียณ สิทธิ์ PVD เหมือนกันทุกอย่าง
หลายคนคิดว่าสิทธิ์พวกนี้มีเฉพาะคนลาออก แต่ที่จริงแล้วคนเกษียณอายุก็มีสิทธิ์เลือกเหมือนกันทุกอย่าง ทั้งรับเงินสด คงเงินไว้ หรือโอนไป RMF
ออกจากงานแล้วมีสามทางเลือก
ทางที่ 1 — รับเงินสดทันที
ได้เงินก้อนเลย แต่ต้องเสียภาษี
ถ้าทำงานมาน้อยกว่า 5 ปี ต้องนำเงินทั้งก้อนไปรวมกับเงินได้อื่นแล้วคำนวณภาษี อาจเสียสูงมาก
ถ้าทำงานมา 5 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์แยกคำนวณภาษีต่างหากซึ่งประหยัดกว่า แต่ก็ยังต้องเสียอยู่ดี
ทางที่ 2 — คงเงินไว้ในกองทุนเดิม
ไม่ต้องตัดสินใจทันที คงเงินไว้ใน PVD เดิมได้ก่อน เงินยังทำงานต่อได้
แต่มีค่าธรรมเนียม 500 บาทต่อปี และไม่มีนายจ้างจ่ายสมทบให้แล้ว
เหมาะกับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานก็ต้องหาทางออกอยู่ดี
ทางที่ 3 — โอนไป RMF for PVD
นี่คือทางเลือกที่หลายคนไม่รู้ และที่ผมเลือก
RMF for PVD คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่รับรองการโอนจาก PVD โดยเฉพาะ ไม่ใช่ RMF ที่ซื้อไว้ลดหย่อนภาษีทั่วไปนะ ต้องเปิดบัญชีใหม่แยกต่างหาก
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนโอน — เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผม
ติดต่อบริษัทจัดการกองทุนโดยตรง อย่าเดินเข้าธนาคาร เพราะเป็นคนละหน่วยงานกัน
ต้องเปิดบัญชีใหม่แยกจาก RMF เดิม เงินจะเข้าบัญชีใหม่นี้โดยตรง
เพิ่มเงินเข้าไปอีกไม่ได้ เงินก้อนนี้คงที่ แค่ทำงานต่อไป
ต้องถือไว้จนอายุ 55 ปี ถ้าถอนก่อนจะเสียภาษีและถูกปรับ
ต้องโอนภายใน 90 วันหลังออกจากงาน ถ้าช้ากว่านั้นอาจถูกหักภาษี
เลือกกองทุนให้ดี เพราะถอนไม่ได้จนอายุ 55 ปี ต้องเลือกกองทุนที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ
ขั้นตอนโอน PVD ไป RMF for PVD
ขั้นตอนที่ 1 — ติดต่อ HR ที่ทำงาน
กรอกแบบฟอร์ม "แบบแสดงความประสงค์โอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ" ส่งให้ HR ที่ทำงาน HR จะประทับตราและดำเนินการให้
ผมส่งทางไลน์ผ่านเพื่อนที่ยังทำงานอยู่ ฝากให้พิมพ์เอกสารส่งให้ HR เพราะลาออกมาแล้วไม่สะดวกกลับไป ก็สามารถทำแบบผมได้เหมือนกัน
ทั้งนี้ ต้องสอบถาม HR ของเราก่อนว่ามีวิธีปฏิบัติอย่างไร
ขั้นตอนที่ 2 — ติดต่อบริษัทจัดการกองทุนโดยตรง
อย่าเดินเข้าธนาคารนะ ต้องโทรหาหรือส่งอีเมลหาบริษัทจัดการกองทุนโดยตรง แล้วกรอกแบบฟอร์ม "ใบคำสั่งรับโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ"
ขั้นตอนที่ 3 — รอดำเนินการ
ประมาณ 7-14 วันทำการ
เอกสารที่ต้องใช้มีแค่สำเนาบัตรประชาชน แบบฟอร์มจาก HR และแบบฟอร์มจากบริษัทกองทุน
สรุป
ไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ไหน เอกชน ราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ทุกคนมีระบบเงินเกษียณที่แตกต่างกัน และมีสิทธิ์ที่ต้องรู้ก่อนออกจากงาน
ถ้ามี PVD อย่าเพิ่งรับเงินสดทันที และอย่าเดินเข้าธนาคาร ให้ติดต่อบริษัทจัดการกองทุนโดยตรง
พิจารณาสามทางเลือกให้ดีก่อน เพราะการตัดสินใจผิดพลาดอาจทำให้เสียภาษีไปเป็นแสนบาทโดยไม่จำเป็น
และสำหรับใครที่ทำงานอยู่รัฐวิสาหกิจ อย่าลืมว่าพอออกจากงานแล้ว สวัสดิการรักษาพยาบาลหายไปทันที ต้องเตรียมประกันสุขภาพส่วนตัวไว้ให้พร้อม
เงินที่สะสมมาทั้งชีวิต ควรค่าแก่การดูแล
— มนุษย์ลุงท้ายซอย
อ้างอิง: พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 | มติ ครม.29 กรกฎาคม 2539 | กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) | กรมสรรพากร | สำนักงาน ก.ล.ต.
โฆษณา