31 ก.ค. เวลา 11:37 • ไลฟ์สไตล์

"ลาออกตอน 50 มาปลูกผัก — ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?"

มนุษย์ลุงท้ายซอย | ตอนที่ 4
ก้าวเดิมที่เคยผ่าน
วนเวียนนานมาแปรผัน
ถึงเวลามาสร้างฝัน
ก้าวใหม่นั้นรอเราอยู่
ทุกครั้งที่มีคนถามว่าลาออกแล้ว จะไปทำอะไร ตอนนี้ผมอยากจะบอกว่า
"ผมลาออกจากงานตอนอายุ 50 เพื่อมาปลูกผักครับ"
รับรองว่าทุกคนที่ได้ฟัง คงจะมองหน้าผม แบบสงสัย และถามว่า "ไม่เป็นไรใช่ไหม?"
ใช่ครับ ผมก็เจอสายตาแบบนั้นมาแล้วครับ
แต่ถ้าถามว่าเสียใจไหม?
ขอตอบเลยว่า ไม่ได้เสียใจครับ
26 ปี ของการทำงาน
ผมทำงานที่องค์กรแห่งนี้ตั้งแต่วันที่เข้าทำงานวันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ลาออก คือสถานที่ทำงานที่เดียวและที่แรกในชีวิต
ทุกเช้าผมต้องตื่นมาอาบน้ำ แต่งตัว ออกจากบ้าน ไปทำงาน กลับบ้าน นอน วนซ้ำแบบนี้มา 26 ปี
ซึ่งมันเป็นชีวิตแบบ Routine ที่ชัดเจน มีเงินเดือนที่แน่นอน มีสวัสดิการครบครัน
ใครฟังก็ต้องบอกว่า "ดี" ใช่ไหมครับ?
ผมก็เห็นด้วยว่ามันดีจริง ๆ แต่มีอยู่วันหนึ่ง ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าอีก 10 ปีข้างหน้ายังทำแบบนี้อยู่ ผมจะรู้สึกยังไง?
คำถามนี้แหละครับที่ทำให้ตัดสินใจลาออก
นักจิตวิทยาชื่อ Judith Bardwick เขียนไว้ในหนังสือ Danger in the Comfort Zone ว่า
"คนที่อยู่ใน Comfort Zone นานเกินไป มักหยุดเติบโตโดยไม่รู้ตัว"
ผมจึงนึกถึงตัวเองว่า ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา ผมอยู่ในกระถางใบเดิมมานานพอแล้ว ถึงเวลาต้องออกมาได้แล้ว
ผมจึงตัดสินใจยื่นใบลาออก ซึ่งในวันที่ยื่นใบลาออก ผมเข้าใจว่าทุกคนคงเป็นเหมือนกัน คือ มือสั่นนิดหน่อยตอนเซ็นชื่อ และรู้สึกใจหาย ความรู้สึกนั้นไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้ว่านี่คือจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่และแถมยังเป็นครั้งใหญ่ในชีวิตด้วย
ต่อมาจะต้องมีการสอบถามความประสงค์ของการลาออกโดยผู้บริหาร ถ้าเราชัดเจนก็คือยืนยัน ในเวลานั้น พอเราตอบยืนยันไปแล้ว เดินออกมาจากห้องผู้บริหาร ผมรู้สึกแปลกมากเลย มันเบา เหมือนเรื่องที่เราคิดมานานอย่างดีแล้ว ในที่สุดก็มีบทสรุปจบลงได้
ในตอนนั้น ถามว่า ทำไมผมถึงรู้สึกเบา ขอตอบเพราะว่าได้มีการตัดสินใจเสร็จสิ้นแล้วต่อจากนั้นรู้สึกอย่างไร ขอตอบตามตรง รู้สึก หวั่นๆ และใจหาย ที่เป็นอย่างนี้เพราะในใจไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง
ความรู้สึกแบบที่ผมเป็นนี้ คือสิ่งที่ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon เรียกว่า Regret Minimization Framework หรือ การตัดสินใจโดยคิดถึงความเสียใจในอนาคต
"สำหรับผมไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ได้ตัดสินใจลงไปแล้วหรือสิ่งที่ได้ลองทำแล้ว แม้มันจะล้มเหลว แต่ผมกลับเสียใจมากกว่า ที่ผมไม่ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจหรือวางแผนไว้ เพราะมัวแต่กลัวหรือไม่กล้าลอง"
ดังนั้น ถ้าอีก 10 ปีข้างหน้ามองย้อนกลับมาผมจะเสียใจมากกว่าถ้าไม่ได้ลอง
ทำไมถึงเลือกปลูกผัก?
มีหลายคนที่ถาม และผมก็หัวเราะทุกครั้งที่ถูกถาม เพราะในสายตาของคนอื่นมันฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลย ที่คนเคยเป็นผู้บริหารจะกล้าลาออกมาปลูกผัก
ดังนั้น ผมจึงขอให้ข้อมูลกับทุกคนเพิ่มเติม และชวนมาลองคิดตามผมกันนะครับ
ผมชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก และส่วนมากไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ขึ้นด้วย ซึ่งการปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากและใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อย ถ้าหากผมทำแล้วไม่สำเร็จ ผมก็คิดว่า เรายังมีทักษะอื่นที่เป็นทั้งงานอดิเรกและอาจช่วยหาเงินได้ เช่น เขียนบทความ หรือแต่งกลอน
มีแนวคิดของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Ikigai หมายถึง เหตุผลที่ทำให้เราตื่นนอนในตอนเช้า มันคือสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสิ่งที่รัก สิ่งที่ถนัด และสิ่งที่โลกต้องการ
สำหรับผม การปลูกผักและเขียนบทความคือ Ikigai ของผม และที่สำคัญที่สุดคือทำแล้วมีความสุข
ตอนนี้ดูแลต้นผักสลัดเหมือนมีลูกอ่อนเลย พูดตรงๆ เลยครับ ผมโสดและไม่เคยมีลูก แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าการมีลูกอ่อนมันเป็นยังไง
เพราะผักสลัดสอนผม ตอนเช้าตื่นมา ผมต้องออกไปดูก่อนเลยว่าคืนที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง มีหอย แมลงมากินไหม น้ำพอไหม โตมากขึ้นกว่าเมื่อวานหรือยัง
พอแดดออก ก็ต้องยกกล่องโฟมออกไปตากแดด เพื่อให้ผักได้รับแสง และเติบโตแข็งแรง
ฟังดูง่ายใช่ไหมครับ?
แต่ที่จริงกล่องโฟมที่ใส่น้ำปุ๋ยเต็มนั้น หนักเอาการอยู่ครับ ยกแล้วปวดหลังกว่าจะเอาออกไปได้
พอแดดร้อนจัดขึ้นมา กลัวผักเหี่ยว ต้องรีบยกกลับเข้าร่มก่อน แล้วพอเย็นลง ก็ยกออกไปอีก วันนึงยกกล่องโฟมนับครั้งไม่ถ้วน😄
แต่ที่ฮาตัวเองที่สุด คือตอนย้ายต้นกล้าลงฟองน้ำ ด้วยต้นมันเล็กมาก และรากบางมากกลัวหัก ก็เลยต้องใส่แว่นตาเพื่อจะได้มองเห็นชัดๆ แล้วเอาที่คีบมาค่อยๆ จับต้นอ่อนทีละต้นยัดลงไปในรูฟองน้ำให้เห็นแต่ใบโผล่ขึ้นมาและให้รากจมอยู่ในน้ำปุ๋ย
ทุกคนคงนึกภาพออกนะครับ ลุงวัย 50 นั่งก้มหน้าก้มตา ใส่แว่น มือจับที่คีบ ค่อยๆ ยัดต้นผักจิ๋วลงฟองน้ำทีละต้น 😄
ทำอยู่นานมาก แต่ก็ทำครับ เพราะรู้ว่าถ้าต้นยืดเกินไปโดยไม่มีฟองน้ำจับ ต้นจะล้มและโตไม่ดีครับ
งานวิจัยจาก Journal of Health Psychology พบว่าครับ การดูแลสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือสัตว์เลี้ยง ช่วยให้คนรู้สึกมีคุณค่าและมีเป้าหมายในชีวิตได้
ผมเชื่อแบบนั้นครับ เพราะทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาครับ มีเหตุผลให้ลุกขึ้นดูผักก่อนเลยครับ
ครั้งแรกที่ปลูก — ไม่ถึงกับล้มเหลวทันที แต่ก็ผิดคาดกว่าที่ตั้งใจไว้
ซื้อชุดทดลองปลูกที่มาพร้อมเมล็ดพันธุ์ เพราะเรายังไม่เคยปลูก เลยต้องเปิด YouTube ดูวิธีสอนปลูก ก็ทำตามทุกอย่าง แต่ผลปรากฏว่ารอบแรกงอกมาหกต้น พอนำไปลงฟองน้ำ เริ่มโตเอาไปตากแดดรับแสง สุดท้ายเหี่ยวสนิทไปสองต้น เหลือสี่ต้น และลงกล่องโฟมในน้ำปุ๋ย ตอนนี้อายุได้ ยี่สิบกว่าวันแล้ว น่าจะอีกสองสัปดาห์ก็เก็บทานได้ ถึงตอนนั้นมาลุ้นกันนะครับว่า จะได้ตามที่คาดไว้ไหม
ครั้งที่สองลองเพาะใหม่ ยังคงใช้เมล็ดที่เหลือจากครั้งแรก ผลออกมาไม่ต่างจากเดิมงอกออกมาแค่ห้าต้น ตอนนี้นำไปลงฟองน้ำและลอยในน้ำปุ๋ยเพื่ออนุบาลต้นกล้า พรุ่งนี้ครบสิบสี่วันจะลงกล่องโฟมแล้วครับ
ครั้งที่สาม ซื้อเมล็ดพันธุ์อย่างดีมาใหม่ คราวนี้ดูวิธีการเพาะ และทำตามอย่างละเอียดไม่ให้พลาด ผลออกมาคือ งอกเกือบทุกเมล็ด ภาพที่เห็นตอนเปิดฝากล่องที่เราเพาะไว้ เห็นมันมีรากงอกมากกว่าสองครั้งแรก คือ ดีใจมากๆ แล้วยิ้มให้กับตัวเอง เพราะเป็นการยืนยันกับตัวเองว่า เราสามารถทำสิ่งใหม่ได้
ซึ่งสิ่งที่ผมทำตรงกับที่ Thomas Edison เคยพูดไว้ว่า
"ไม่ได้ล้มเหลว 10,000 ครั้ง แต่ค้นพบ 10,000 วิธีที่ใช้ไม่ได้"
สองรอบที่ผักไม่งอกตามที่คิดไว้ ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการเรียนรู้ว่าอะไรที่ใช้ไม่ได้
"ความพยายามอยู่ที่ไหน รากก็งอกอยู่ที่นั่น"
ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?
มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่ต่างจากเมื่อ 26 ปีที่ผ่านมา
ตื่นมาทุกเช้ามีเหตุผลให้ออกไปดูผัก ไม่ได้ลุกขึ้นมาเพราะนาฬิกาปลุก แถมมีเวลาดูแลตัวเองได้มากขึ้น ได้ออกกำลังกายทุกวัน และต่อไปจะได้กินผักที่ปลูกเอง ทั้งสะอาด ไม่มีสารเคมี กรอบ มัน อร่อยแน่นอน
นอกเหนือจากเรื่องปลูกผักแล้ว การที่ผมได้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์ และสามารถสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้อ่าน หรือเขาได้สาระนำไปใช้ในชีวิต ผมก็คิดว่าสิ่งนี้คือการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นอีกวิธีหนึ่ง ก็สร้างความสุขให้กับผมได้เช่นกัน
ตอนนี้ยังมีสิ่งที่ต้องปรับตัวอยู่ไหม?
แน่นอนครับ ว่ายังอยู่ระหว่างปรับตัว อาจจะต้องปรับไปเรื่อยๆ ด้วยครับ ถึงแม้จะลาออกมาได้สักพักแล้วก็ตาม แต่ความเคยชินหรือการสร้างเส้นทางใหม่ต้องค่อยๆใช้เวลาเช่นกัน นอกจากนั้น เรื่องรายได้ยังไม่แน่นอน ถึงจะมีเงินเก็บสำรองไว้แล้วก็ต้องบริหารเงินมากขึ้น
และบางวันเงียบเกินไป ก็คิดถึงเพื่อนที่ทำงาน
แต่ทุกครั้งที่นึกถึงคำถามนั้น ถ้าอีก 10 ปีข้างหน้ายังทำแบบเดิมอยู่จะรู้สึกยังไง?
ผมยังคงตอบว่า ตัดสินใจถูกแล้ว
แล้วคุณล่ะครับ?
ไม่ได้บอกให้ทุกคนลาออกมาปลูกผักหรือเลือกเส้นทางใหม่
แต่อยากถามว่า มีอะไรที่อยากลองทำมานานแล้วแต่ยังไม่กล้าเริ่มไหม?
ถ้ามี ลองถามตัวเองว่า หากอีก 10 ปีข้างหน้าไม่ได้ทำสิ่งนั้นเลย จะรู้สึกยังไง?
ถ้าคำตอบคือเสียใจ อาจถึงเวลาแล้วที่จะเริ่ม เราไม่ต้องรอให้พร้อม 100% เพราะวันนั้นไม่มีจริง ขอเพียงแค่กล้าพอที่จะเริ่มก้าวแรก คุณก็จะสามารถทำสิ่งใหม่ๆ ได้เช่นกัน
สรุป ลาออกตอน 50 มาปลูกผัก หลายคนไม่เข้าใจ บางคนก็ว่าเพี้ยน แต่ผมกลับเห็นว่าทุกเช้าที่ตื่นมาดูผัก รู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากกว่าเดิม ไม่ได้รวยขึ้น แต่มีความสุขขึ้น
และนั่นแหละครับ คือสิ่งที่ชีวิตแบบเดิมไม่เคยให้
ชีวิตจะมีรสชาด ถ้าเรากล้าพอที่จะเพิ่มรสชาดใหม่
— มนุษย์ลุงท้ายซอย
อ้างอิง: Judith Bardwick — Danger in the Comfort Zone | Jeff Bezos — Regret Minimization Framework | Ikigai (Japanese Philosophy) | Journal of Health Psychology | Thomas Edison
โฆษณา