Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
1 ก.ย. เวลา 12:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
มหันตภัยข้อมูลปลอม เมื่อ AI ทำให้การโกหกไร้ต้นทุน มนุษย์จะแยกความจริงได้อย่างไร?
ก็ต้องบอกว่าอารยธรรมมนุษย์เราในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการบันทึกเรื่องราวไว้เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเลยก็ว่าได้นะครับ…
แชตที่เราคุย รูปมีมที่เราเซฟ เอกสารงานทุกอย่าง มันถูกบันทึกไว้แบบอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องมานั่งชั่งใจด้วยซ้ำว่ามันคู่ควรกับการเก็บไว้มั๊ย
แต่ที่มันพีคคือ ข้อมูลมหาศาลพวกนี้มันจับต้องไม่ได้เลย เราไม่สามารถเอามันใส่หีบแล้วฝังดินไว้เหมือนสมบัติโบราณได้
มันมีชีวิตอยู่แค่ในรูปแบบของประจุไฟฟ้ากับสนามแม่เหล็ก วนเวียนอยู่ในเครื่องจักรที่วันนึงก็ต้องเสื่อมสภาพและพังลง…
ความจริงข้อนี้ทำเอาหลายคนก็กังวลใจเช่นเดียวกัน ว่าเป็นยุคที่เก็บข้อมูลเก่งที่สุด แต่ก็ดันเสี่ยงที่จะสูญหายไปมากที่สุดเหมือนกัน
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าลูกหลานเราในอนาคต พยายามย้อนกลับมาขุดคุ้ยประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 21 แล้วดันไม่เจออะไรเหลืออยู่เลย มันจะหลอนขนาดไหน…
คนส่วนใหญ่มักจะมโนภาพความหายนะไว้สี่แบบ แบบแรกคือภัยพิบัติระดับบิ๊กเบิ้มจากอวกาศ
ย้อนไปวันที่ 1 กันยายน ปี 1859 นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ Richard Carrington บังเอิญไปเจอแสงสว่างวาบบนผิวดวงอาทิตย์
สิบเจ็ดชั่วโมงต่อมา พายุแม่เหล็กโลกที่รุนแรงที่สุดก็พุ่งชนโลก ระบบโทรเลขทั่วยุโรปและอเมริกาพังพินาศ บางสถานีถึงกับไฟลุกพึ่บ…
หลายคนก็เลยแพนิกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แนวๆ นี้อีก เซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกต้องโดนล้างบางแน่ๆ ข้อมูลหายเกลี้ยงชัวร์
แต่เอาเข้าจริง พายุครั้งนั้นความแรงมันยังห่างไกลจากระดับที่จะล้างฮาร์ดไดรฟ์ยุคนี้ได้ถึงหลายแสนเท่า…
คือถ้ามันเกิดพายุแบบนั้นขึ้นอีกรอบ โครงข่ายไฟฟ้าอาจจะพังยับเยิน แต่มันทำอะไรข้อมูลดิจิทัลแม้แต่บิตเดียวไม่ได้เลย
แถมบันทึกกราฟต้นฉบับของเหตุการณ์นี้ในปี 1859 ตอนนี้ก็เปื่อยยุ่ยหลุดลุ่ยไปตามกาลเวลา กลายเป็นว่าหลักฐานบนกระดาษต่างหากที่เสื่อมสลายไปเอง…
แบบที่สองคือฮาร์ดแวร์มันเสื่อมสภาพไปเองตามอายุขัย อย่างสถิติของบริษัท Backblaze ที่คอยเก็บข้อมูลฮาร์ดไดรฟ์พัง
หลายคนเห็นตัวเลขแล้วเอาไปตีความเวอร์ๆ ว่านี่คือระเบิดเวลาของยุคดิจิทัล ฮาร์ดดิสก์พังปุ๊บข้อมูลจะหายหมดโลก
แต่คนในวงการ Data Center เขาไม่ได้มานั่งสวดมนต์ขอให้ฮาร์ดดิสก์อายุยืนยาว เขาออกแบบระบบมาเพื่อรับมือความตายของมันอยู่แล้ว…
พอมีตัวไหนพัง ระบบก็จะดึงสำเนาที่แบ็กอัปไว้มาเสียบแทนทันที ข้อมูลก็เลยรอดมาได้ ไม่มีอะไรสูญหายทั้งนั้น
แบบที่สามคือเทคโนโลยีมันล้าสมัย ตามไม่ทันโลก อย่างโปรเจกต์ Domesday Book ของ BBC ในปี 1986
ตอนนั้นประเทศอังกฤษได้เกณฑ์เด็กนักเรียนเป็นล้านคนมาบันทึกเรื่องราวลงบนเลเซอร์ดิสก์ แต่พอถึงปี 2002 เครื่องอ่านดันพังและกลายเป็นของหายาก…
คนก็เลยแซะกันสนั่นว่า หนังสือหนังแกะเมื่อเก้าร้อยปีก่อนยังอ่านได้ แต่ข้อมูลดิจิทัลอายุแค่สิบหกปีกลับสูญเปล่า
แต่เรื่องนี้คดีพลิก เพราะสุดท้ายนักวิจัยก็สร้างโปรแกรมจำลองขึ้นมาอ่านดิสก์นั้นได้สำเร็จ ข้อมูลไม่ได้หายไปไหนเลย แค่รอคนมากู้คืนเพียงเท่านั้น…
คิดดูสิครับว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไวแค่ไหน จากแผ่นดิสก์ มาเป็นแฟลชไดรฟ์ จนตอนนี้ทุกอย่างลอยอยู่บนคลาวด์หมดแล้ว…
แต่ตราบใดที่มีคนคอยสร้างตัวแปลงหรือโปรแกรมจำลอง ข้อมูลพวกนั้นก็ยังถูกชุบชีวิตกลับมาได้เสมอ ไม่ได้หายไปไหนถาวรแต่อย่างใด
แล้วสาเหตุที่ข้อมูลจะหายไปจริงๆ คืออะไร มันคือเรื่องของเงินและการบริหารจัดการล้วนๆ แบบไม่ต้องพึ่งกฎฟิสิกส์ให้วุ่นวาย
อย่างกรณีของ MySpace ที่จู่ๆ เพลงกว่าสิบห้าล้านเพลงจากศิลปินสี่สิบล้านคนช่วงปี 2003 ถึง 2015 ก็หายวับไปกับตา…
ตอนที่เขาย้ายระบบเซิร์ฟเวอร์ มันไม่มีใครยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อดูแลไฟล์เก่าๆ พวกนี้ สุดท้ายข้อมูลก็เลยปลิวหายไปแบบดื้อๆ
ลองนึกถึงภาพถ่ายเก่าๆ หรือคลิปวิดีโอสมัยก่อนที่เราเคยอัปโหลดทิ้งไว้ตามเว็บบอร์ดที่ตอนนี้ปลิวไปแล้วดูสิครับ…
มันไม่ได้พังเพราะตัวไฟล์มันเสื่อมสภาพ แต่มันหายไปเพราะเจ้าของเว็บเขาขี้เกียจจ่ายค่าเช่าพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ต่อแล้วต่างหาก
1
ความจริงก็คือ ข้อมูลจะตายก็ต่อเมื่อไม่มีคนจ่ายตังค์ค่าเซิร์ฟเวอร์ให้มัน แค่นั้นเลยจริงๆ …
ถ้าเราลองไปดูหน่วยงานอย่าง Internet Archive ที่เก็บหน้าเว็บไว้เป็นล้านล้านหน้า สิ่งที่ทำร้ายพวกเขาได้ไม่ใช่รังสีคอสมิก
แต่เป็นค่าทนายและปัญหาเงินทุนในการบริหารจัดการต่างหาก ดังนั้นไอ้ความกลัวที่ว่าข้อมูลยุคเราจะสูญหาย มันเลยเป็นเรื่องที่มโนกันไปเองแทบจะทั้งสิ้น
เราไม่ได้สร้างระบบที่เปราะบาง แต่เราสร้างระบบที่ไม่มีวันลืมต่างหาก เพราะต้นทุนในการทำสำเนามันแทบจะฟรีเลย…
ข้อมูลดิจิทัลสามารถก๊อบปี้และส่งต่อข้ามโลกได้ในเสี้ยววินาที ระบบมันคัดลอกทุกอย่างแบบหลับหูหลับตา โดยไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าสิ่งนั้นคืออะไร
และนี่แหละคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องนี้มันน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เมื่อการคัดลอกไม่มีต้นทุน การสร้างเรื่องโกหกก็เลยไม่มีต้นทุนเหมือนกัน
เราสร้างเครื่องจักรที่ทำให้ข้อมูลเป็นอมตะ แต่เราไม่ได้สอนให้มันแยกแยะว่าอะไรคือ “ความจริง”
ลองดูคดีสุดอึ้งในปี 2023 ทนายความที่นิวยอร์กยื่นเอกสารสู้คดี โดยอ้างอิงคดีเก่าหกคดีที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้เลย…
มารู้ทีหลังว่าทนายคนนี้ใช้ AI ช่วยทำคดี แล้วตัว AI มันก็เนียนปั้นคดีปลอมขึ้นมาแบบหน้าตาเฉย
พอทนายพิมพ์ถามย้ำว่าคดีนี้มีจริงมั๊ย มันก็ยังคอนเฟิร์มหนักแน่นว่าจริง ศาลเลยสั่งปรับทนาย โทษฐานไม่ยอมเช็กข้อมูลให้ดี…
แล้วพอถึงปี 2026 คดีแนวๆ นี้ก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ศาลต้องมานั่งลงโทษทนายที่มักง่ายพวกนี้กันรัวๆ
สังเกตมั๊ยว่าศาลไม่ได้เบลม AI เลยแม้แต่น้อย แต่พุ่งเป้าไปที่มนุษย์ที่ทิ้งความรับผิดชอบในการตรวจสอบต่างหาก…
ในวงการวิชาการก็เละเทะไม่แพ้กัน มีงานวิจัยหลอกโลกที่เขียนโดย AI โผล่มาเพียบ
มีนักวิจัยคนนึงทำระบบดักจับคำศัพท์แปลกๆ ที่ AI ชอบใช้เวลาพยายามเลี่ยงการก็อปปี้บทความคนอื่น
ผลคือเจองานวิจัยปลอมเป็นหมื่นๆ ชิ้น จนสำนักพิมพ์ต้องสั่งถอดงานวิจัยพวกนี้ออกแทบไม่ทัน วงการวิชาการสะเทือนไปหมด…
เอาจริงๆ การปลอมแปลงประวัติศาสตร์มันมีมานานมากแล้ว ย้อนไปปี 1854 เสมียนชาวฝรั่งเศสชื่อ Denis Vrain-Lucas ทำเรื่องสุดแสบ
เขาลงทุนปลอมจดหมายตั้งสองหมื่นเจ็ดพันฉบับ หลอกขายให้นักวิชาการชื่อ Michel Chasles
มีตั้งแต่จดหมายที่คลีโอพัตราเขียนถึงจูเลียส ซีซาร์ ที่ฮาคือจดหมายทุกฉบับดันเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสหมดเลย…
แต่คนซื้อก็ยอมควักเงินจ่าย เพราะเนื้อหามันดันไปตรงกับสิ่งที่เขาอยากให้มันเป็นความจริง
พอมีคนจับโป๊ะได้ ตาเสมียนคนนี้ก็แค่ไปเขียนจดหมายปลอมฉบับใหม่มาแก้ตัว เพราะการโกหกมันสร้างเร็วกว่าการหาความจริงเสมอ…
อีกเคสที่ดังระเบิดคือบันทึกปลอมของฮิตเลอร์ ในยุค 1980 ชายชื่อ Konrad Kujau สร้างสมุดบันทึกปลอมขึ้นมาหกสิบเล่ม
เขาทำเนียนมากจนนักประวัติศาสตร์ระดับท็อปอย่าง Hugh Trevor-Roper ยังโดนหลอก ออกมายืนยันว่าเป็นของแท้ชัวร์ๆ…
แต่ผ่านไปเพียงแค่สองสัปดาห์ โดนหน่วยงานของรัฐเอาแสงอัลตราไวโอเลตส่องและตรวจวิเคราะห์ทางเคมีปุ๊บ โป๊ะแตกทันที
กระดาษที่เขาใช้ดันมีสารเคมีที่เพิ่งคิดค้นในยุค 1950 หมึกก็เป็นของใหม่ สุดท้ายเรื่องโกหกก็พ่ายแพ้ให้กับหลักฐานทางกายภาพ…
การปลอมแปลงในยุคก่อนมันต้องใช้กระดาษ ใช้หมึก ซึ่งของพวกนี้มันทิ้งร่องรอยอายุของมันไว้เสมอ
คนโกหกไม่ได้แพ้เพราะเถียงสู้ไม่ได้ แต่แพ้เพราะกระดาษมันอายุน้อยกว่าเรื่องราวที่เขียนลงไปต่างหาก…
แต่ตัดภาพมาที่โลกดิจิทัล ข้อมูลยุคนี้มันไม่มีสิ่งแบบนั้น ไม่มีหมึกให้ขูดไปตรวจเคมี ไม่มีเส้นใยให้เอาแว่นขยายส่อง
การลบข้อจำกัดทางกายภาพทิ้งไป ทำให้เราก๊อบปี้ข้อมูลได้รัวๆ แต่ก็ทำให้ต้นทุนการโกหกลดลงเหลือศูนย์ด้วยเหมือนกัน…
สมัยก่อนตาเสมียนฝรั่งเศสต้องใช้เวลาถึงสิบหกปี กว่าจะเขียนจดหมายปลอมได้สองหมื่นเจ็ดพันฉบับ
แต่เดี๋ยวนี้ AI สามารถเสกเอกสารปลอมจำนวนเท่ากันได้เป๊ะ ในเวลาแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นเอง…
เราไม่ได้มีสกิลโกหกเก่งขึ้นหรอก แต่การสร้างเรื่องโกหกในยุคนี้มันแทบไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลยต่างหาก
การปั้นน้ำเป็นตัวในยุค AI แค่พิมพ์พรอมปต์กริ๊กเดียวก็เสร็จ แต่คนที่จะมาตรวจสอบความถูกต้อง ต้องเหนื่อยรากเลือดเหมือนเดิม…
ต้องใช้นักวิชาการ ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ มาค่อยๆ นั่งแกะรอยหาความจริงทีละจุด
ต้นทุนการสร้างเรื่องโกหกถูกลงแบบพังพินาศ แต่ต้นทุนการพิสูจน์ความจริงยังแพงและกินเวลาไม่ต่างจากยุคก่อน…
ทีมงานของวิกิพีเดียถึงกับบ่นอุบว่า การมานั่งเช็กข้อเท็จจริงในบทความที่ AI เขียน มันใช้เวลานานกว่าไปค้นข้อมูลในเรื่องนั้นๆ แล้วเขียนขึ้นมาเองซะอีก
วิกฤตที่แท้จริงมันเลยไม่ใช่การที่ข้อมูลจะสูญหายไป มนุษย์ยังคงมีปัญญาแยกแยะความจริงกับความเท็จได้ ถ้าเรามีเวลามากพอ…
แต่ปัญหาคือ เราจะขยายสเกลการตรวจสอบ ให้ทันกับการสเกลของการปั้นน้ำเป็นตัวที่ผุดขึ้นมาวันละล้านๆ ชิ้นได้ยังไง
ในเมื่อพลังงานและเวลาของมนุษย์เรา มันมีขีดจำกัดเท่าเดิมมาตลอดตั้งแต่ยุคหิน…
1
นี่แหละคือความท้าทายที่มนุษย์ยุคนี้ต้องเจอ เราสร้างเทคโนโลยีที่บันทึกทุกลมหายใจของเราได้สำเร็จแล้ว…
แต่เรากลับต้องมานั่งหวาดระแวงกับข้อมูลที่เราบันทึกไว้เสียเอง ว่าอันไหนจริงอันไหนหลอก
มันแอบตลกร้ายเหมือนกัน ที่สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยก้าวข้ามกาลเวลา กลับกลายเป็นเครื่องผลิตความสับสนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
อนาคตที่รอเราอยู่ข้างหน้า อาจไม่ใช่ยุคมืดที่ประวัติศาสตร์หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างที่เคยกลัวกัน
แต่เรากำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลอัดแน่น สมบูรณ์แบบ แต่กลับหาความจริงไม่เจอ
เพราะมันจะไม่มีใครบนโลกใบนี้ ที่มีเวลาและเงินมากพอ จะไปตรวจสอบได้เลยว่า ข้อมูลพวกนั้นมันคือเรื่องจริง
หรือเป็นแค่ “ความจริง” ปลอมๆ ที่เครื่องจักรเสกขึ้นมาหลอกเรากันแน่…
References : [bbc, backblaze, theverge, nytimes, reuters]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/the-fake-news-threat/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ความรู้รอบตัว
ธุรกิจ
1 บันทึก
2
2
1
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย