Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
อ
อนุชา 6/4
•
ติดตาม
2 ก.ย. เวลา 16:23 • ธุรกิจ
สรุปเทคนิค ถอนกองทุน สร้างเงินบำนาญหลังเกษียณ ที่มนุษย์เงินเดือนก็ทำได้
1. แนวคิดสำคัญของการสร้างเงินบำนาญ
การเกษียณไม่ได้หมายความว่าเราต้องมีเงินก้อนใหญ่มากเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือ การสร้างกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังหยุดทำงาน
มนุษย์เงินเดือนสามารถสร้างเงินสำหรับวัยเกษียณได้จากหลายช่องทาง เช่น
เงินสะสมจากเงินเดือน
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
เงินฝากและการลงทุนประเภทต่าง ๆ
เงินออมส่วนตัว
สิทธิประโยชน์จากประกันสังคม
สินทรัพย์ที่สร้างรายได้ในระยะยาว
แนวคิดที่สำคัญคือ ไม่ควรรอให้ใกล้เกษียณแล้วค่อยเริ่มเก็บเงิน เพราะการเริ่มเร็วทำให้มีเวลาในการสะสมเงินและให้ผลตอบแทบจากการลงทุนช่วยเพิ่มมูลค่าเงินออมได้
2. มนุษย์เงินเดือนควรเริ่มต้นอย่างไร?
ขั้นที่ 1 สำรวจรายได้และค่าใช้จ่าย
ก่อนลงทุนควรรู้ก่อนว่าในแต่ละเดือนมีรายได้เท่าไร และเหลือเงินสำหรับการออมและลงทุนเท่าไร
ตัวอย่าง
เงินเดือน 30,000 บาท
ค่าใช้จ่ายจำเป็น 20,000 บาท
เงินออมฉุกเฉิน 3,000 บาท
เงินสำหรับการลงทุนระยะยาว 5,000 บาท
เงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 2,000 บาท
สิ่งสำคัญไม่ใช่การลงทุนจำนวนมากตั้งแต่แรก แต่คือ ทำอย่างสม่ำเสมอ
3. ใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เกิดประโยชน์
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่บริษัทมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะโดยทั่วไปลูกจ้างจะสะสมเงินจากเงินเดือน และนายจ้างอาจสมทบเงินให้อีกส่วนหนึ่งตามข้อบังคับของกองทุน
ตัวอย่างเช่น
ลูกจ้างสะสม 5% ของเงินเดือน
นายจ้างสมทบ 5%
ถ้าเงินเดือน 30,000 บาท
ลูกจ้างสะสม = 1,500 บาท/เดือน
นายจ้างสมทบ = 1,500 บาท/เดือน
รวมเงินเข้ากองทุน = 3,000 บาท/เดือน
ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบสิทธิของบริษัทว่ามี PVD หรือไม่ และบริษัทสมทบให้ในอัตราเท่าไร
4. RMF เป็นอีกเครื่องมือสำหรับการเกษียณ
RMF หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อการลงทุนระยะยาวและการเตรียมเงินสำหรับวัยเกษียณ
ข้อดีคือสามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแตกต่างกันได้ เช่น
กองทุนตราสารหนี้
กองทุนผสม
กองทุนหุ้นไทย
กองทุนหุ้นต่างประเทศ
กองทุนที่เน้นสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม RMF มี เงื่อนไขด้านภาษีและการถือครอง จึงไม่ควรซื้อเพียงเพราะต้องการลดภาษี แต่ควรพิจารณาความเหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงของตัวเองด้วย
สำหรับเงื่อนไขการขาย RMF เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี กรมสรรพากรระบุหลักสำคัญว่ากรณีเหตุสูงอายุ ผู้ลงทุนต้องมีอายุอย่างน้อย 55 ปีบริบูรณ์ และต้องถือหน่วยลงทุนตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการนับระยะเวลาการถือครองและการซื้ออย่างต่อเนื่องตามกฎหมายภาษี
หมายเหตุ: กฎเกณฑ์ภาษีอาจมีการแก้ไข ดังนั้นก่อนลงทุนหรือถอนเงินจริงควรตรวจสอบเงื่อนไขปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้ให้บริการกองทุนอีกครั้ง
5. เทคนิคสำคัญ: อย่าคิดแค่ “เก็บเงิน” แต่ต้องคิดถึง “การถอนเงิน”
หลายคนวางแผนว่า
ทำงาน → เก็บเงิน → เกษียณ → ถอนเงิน
แต่การวางแผนที่ดีควรคิดตั้งแต่ต้นว่า
เกษียณแล้วจะถอนเดือนละเท่าไร และเงินจะอยู่ได้นานแค่ไหน?
เพราะหากถอนเงินมากเกินไป เงินก้อนที่สะสมมาอาจหมดเร็ว
ตัวอย่างเช่น มีเงินเกษียณ 3,000,000 บาท
ถ้าต้องการใช้เงินเดือนละ 15,000 บาท
15,000 × 12 = 180,000 บาทต่อปี
ถ้าไม่คิดถึงผลตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เงิน 3 ล้านบาทจะเทียบเท่ากับประมาณ 16.7 ปีของการถอนเงิน
แต่ในชีวิตจริงยังมีเรื่อง เงินเฟ้อ ผลตอบแทนจากการลงทุน ภาษี ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ดังนั้นจึงไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปใช้เป็นแผนจริงแบบตรง ๆ
6. เทคนิค “ทยอยถอน” แทนการถอนเงินทั้งหมด
เมื่อถึงวัยเกษียณ หากไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนทั้งหมด การ ทยอยถอน อาจช่วยให้สามารถบริหารเงินได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง
มีเงินเกษียณ 4 ล้านบาท
แทนที่จะถอน 4 ล้านบาทออกมาทั้งหมด อาจแบ่งเป็น
เงินใช้จ่ายประจำ
เงินสำรองฉุกเฉิน
เงินลงทุนระยะกลาง
เงินลงทุนระยะยาว
แล้วกำหนดจำนวนเงินที่จะนำมาใช้ในแต่ละเดือน
แนวคิดนี้ทำให้เงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้สามารถทำงานต่อได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการลงทุนด้วย
7. แบ่งเงินเกษียณออกเป็นหลายส่วน
วิธีหนึ่งที่ช่วยให้บริหารเงินง่ายขึ้น คือแบ่งเงินออกเป็น “กระเป๋า”
กระเป๋าที่ 1 เงินใช้จ่ายประจำ
สำหรับค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายประจำ
กระเป๋าที่ 2 เงินฉุกเฉิน
สำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น ค่าใช้จ่ายจำเป็นหรือเหตุฉุกเฉิน
กระเป๋าที่ 3 เงินระยะกลาง
ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า
กระเป๋าที่ 4 เงินระยะยาว
เป็นเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ทันที สามารถนำไปลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม
8. อย่าถอนเงินตามอารมณ์
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่สำคัญคือ เห็นตลาดลงทุนปรับตัวลงแล้วตกใจถอนเงินทั้งหมด
การลงทุนเพื่อเกษียณเป็นเป้าหมายระยะยาว จึงควรมีแผนล่วงหน้าว่า
จะลงทุนอะไร
รับความเสี่ยงได้แค่ไหน
จะถอนเงินเมื่อไร
จะถอนประมาณเท่าไร
จะปรับพอร์ตเมื่อใด
ไม่ควรตัดสินใจเพราะความกลัวหรือกระแสในช่วงสั้น ๆ
9. ใช้หลัก “ลงทุนสม่ำเสมอ”
มนุษย์เงินเดือนสามารถใช้วิธีหักเงินจากเงินเดือนทุกเดือนเพื่อลงทุน เช่น
เงินเดือนออก → แบ่งเงินลงทุนทันที → แล้วจึงนำเงินที่เหลือไปใช้
แทนที่จะใช้เงินทั้งหมดก่อนแล้วค่อยดูว่าเหลือเท่าไร
ตัวอย่าง
เงินเดือน 25,000 บาท
ลงทุนระยะยาว 2,500 บาท/เดือน
1 ปี = 30,000 บาท
5 ปี = 150,000 บาท
10 ปี = 300,000 บาท
ตัวเลขนี้ ยังไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุน ดังนั้นการลงทุนจริงอาจมีมูลค่ามากหรือน้อยกว่านี้ได้
10. พลังของ “เวลา”
ข้อได้เปรียบของคนที่เริ่มออมเพื่อเกษียณเร็วคือมีเวลาสะสมเงินนานกว่า
สมมติคนหนึ่งลงทุนเดือนละ 3,000 บาท
ระยะเวลา 10 ปี
เงินที่ใส่เอง = 360,000 บาท
ระยะเวลา 20 ปี
เงินที่ใส่เอง = 720,000 บาท
ระยะเวลา 30 ปี
เงินที่ใส่เอง = 1,080,000 บาท
และหากเงินลงทุนได้รับผลตอบแทน เงินอาจเติบโตมากกว่าเงินที่ใส่เข้าไปเองจาก ผลของการทบต้น แต่ผลตอบแทนจริงไม่มีการรับประกัน และการลงทุนมีความเสี่ยง
11. อย่าลืมเรื่องเงินเฟ้อ
เงิน 20,000 บาทในวันนี้ ไม่ได้มีอำนาจซื้อเท่ากับ 20,000 บาทในอีก 20–30 ปีข้างหน้า
ตัวอย่างง่าย ๆ
วันนี้ใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท
ในอนาคตสินค้าและบริการอาจมีราคาเพิ่มขึ้น
ดังนั้นการวางแผนเกษียณต้องคิดถึง เงินเฟ้อ ด้วย ไม่ควรกำหนดเป้าหมายว่า
“เกษียณแล้วขอมีเงินเดือนละ 20,000 บาทก็พอ”
โดยไม่พิจารณาว่าในวันที่เกษียณ เงิน 20,000 บาทจะซื้อของได้มากน้อยแค่ไหน
12. ตั้งเป้าหมายเงินเกษียณ
สามารถใช้สูตรง่าย ๆ เพื่อเริ่มต้นวางแผน
ค่าใช้จ่ายต่อเดือน × 12 × จำนวนปีที่คาดว่าจะใช้เงิน
ตัวอย่าง
ต้องการใช้เงินเดือนละ 25,000 บาท
ต้องการเตรียมเงินสำหรับ 20 ปี
25,000 × 12 × 20
= 6,000,000 บาท
ตัวเลข 6 ล้านบาทเป็นเพียง เป้าหมายเบื้องต้น ไม่ใช่จำนวนเงินที่รับประกันว่าจะเพียงพอ เพราะยังไม่รวมเงินเฟ้อ ผลตอบแทนจากการลงทุน ภาษี และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
13. เทคนิค “ลดความเสี่ยงเมื่อใกล้เกษียณ”
เมื่อยังมีเวลาอีกหลายสิบปีก่อนเกษียณ นักลงทุนอาจมีความสามารถรับความผันผวนได้มากกว่า
แต่เมื่อใกล้ถึงวันที่ต้องใช้เงินจริง ควรทบทวนความเสี่ยงของพอร์ต
ตัวอย่างแนวคิด
วัยเริ่มทำงาน
เน้นสร้างเงินออมและลงทุนระยะยาว
↓
วัยกลางคน
เพิ่มความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง
↓
ใกล้เกษียณ
ให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นและเงินที่ต้องใช้ในระยะใกล้
↓
หลังเกษียณ
วางแผนถอนเงินและบริหารกระแสเงินสด
ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องลดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงตามอายุในสัดส่วนเดียวกัน เพราะขึ้นอยู่กับความสามารถรับความเสี่ยงและสถานการณ์ของแต่ละคน
14. ระวังการถอนกองทุนผิดเงื่อนไข
เรื่องนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะกองทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
อย่าคิดว่าซื้อกองทุนแล้วสามารถถอนเมื่อไรก็ได้โดยไม่มีผลกระทบ
ตัวอย่าง RMF กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอายุและระยะเวลาการถือหน่วยลงทุนเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการซื้อ RMF ใหม่หลังจากขายหมดก็อาจทำให้หน่วยลงทุนชุดใหม่มีเงื่อนไขการถือครองของตัวเอง
ดังนั้นก่อนถอนควรตรวจสอบว่า
ซื้อเมื่อไร → ซื้อกองทุนอะไร → ใช้ลดหย่อนภาษีหรือไม่ → ถือมานานเท่าไร → อายุเท่าไร → ถอนทั้งหมดหรือบางส่วน → มีภาษีหรือเงื่อนไขอะไรตามมาหรือไม่
15. เทคนิค “ไม่ถอนเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว”
หากมีเงินจำนวนมากหลังเกษียณ การถอนออกทั้งหมดในครั้งเดียวอาจทำให้บริหารเงินยาก
การแบ่งเงินเป็นช่วง ๆ ทำให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้เป็นระยะ เช่น
เงินเกษียณ → แบ่งเป็นรายปี → แบ่งเป็นรายเดือน → ถอนตามแผน
ข้อดีคือช่วยให้รู้ว่าเงินเหลือเท่าไรและสามารถปรับการใช้จ่ายได้
แต่การถอนแบบไหนเหมาะสมต้องดูประเภทกองทุนและเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์ด้วย
16. อย่าลืมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
หลังเกษียณ ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีเพียงค่าอาหารและที่อยู่อาศัย
ควรเตรียมเงินสำหรับ
ค่ารักษาพยาบาล
ค่ายา
ค่าเดินทาง
ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
การดูแลสุขภาพระยะยาว
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้านและรถ
ดังนั้นเป้าหมายเงินเกษียณควรมี เงินสำรองด้านสุขภาพ แยกจากเงินสำหรับใช้จ่ายทั่วไป
17. สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรทำตั้งแต่วันนี้
สามารถสรุปเป็น 7 ขั้นตอน ได้ดังนี้
1. รู้รายรับ–รายจ่าย
ดูว่าแต่ละเดือนมีเงินเหลือเท่าไร
2. สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน
ไม่ควรนำเงินที่ต้องใช้ในเหตุฉุกเฉินไปลงทุนทั้งหมด
3. ตรวจสอบ PVD
ถ้าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ควรศึกษาวิธีการสมทบและเงื่อนไขของบริษัท
4. ศึกษา RMF และการลงทุนระยะยาว
เข้าใจทั้งผลตอบแทน ความเสี่ยง และเงื่อนไขภาษีก่อนลงทุน
5. ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
กำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมกับรายได้ของตัวเอง
6. เพิ่มเงินลงทุนเมื่อรายได้เพิ่ม
เมื่อเงินเดือนเพิ่ม อาจแบ่งส่วนหนึ่งมาเพิ่มเงินออมเพื่อเกษียณ
7. วางแผนถอนก่อนถึงวัยเกษียณ
ไม่ใช่รอถึงวันเกษียณแล้วค่อยคิดว่าจะเอาเงินออกมาใช้อย่างไร
18. ตัวอย่างแผนมนุษย์เงินเดือน
สมมติพนักงานคนหนึ่ง
เงินเดือน: 30,000 บาท
ลงทุนเพื่อเกษียณ: 3,000 บาท/เดือน
เท่ากับลงทุนปีละ
3,000 × 12 = 36,000 บาท
ถ้าทำต่อเนื่อง 30 ปี
36,000 × 30 = 1,080,000 บาท
นี่คือจำนวนเงินที่ใส่เข้าไปเองโดยยังไม่คิดผลตอบแทน
หากเงินลงทุนมีผลตอบแทนระหว่างทาง มูลค่าปลายทางอาจสูงกว่านี้ แต่ก็อาจต่ำกว่านี้ได้เช่นกัน เพราะการลงทุนไม่มีผลตอบแทนที่แน่นอน
19. หัวใจสำคัญของการสร้าง “บำนาญส่วนตัว”
จริง ๆ แล้วมนุษย์เงินเดือนสามารถสร้าง “บำนาญส่วนตัว” ได้ด้วยการนำเงินที่สะสมมาวางแผนให้เกิดกระแสเงินสดหลังเกษียณ
แนวคิดคือ
เงินเดือนตอนทำงาน
↓
แบ่งเงินออมทุกเดือน
↓
ลงทุนระยะยาว
↓
สะสมเงินและผลตอบแทน
↓
เข้าสู่วัยเกษียณ
↓
ปรับพอร์ตให้เหมาะสม
↓
ทยอยถอนตามแผน
↓
มีเงินใช้เป็นรายเดือน
จุดสำคัญคือไม่ได้พยายาม “ทำเงินให้เยอะที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงิน อยู่ได้นานพอและมีความเสี่ยงเหมาะสมกับช่วงชีวิต
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย