•
5 ก.ย. เวลา 13:30 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

"Star Wars: The Mandalorian and Grogu พ่อลูกผู้เปลี่ยนชีวิตกันและกัน"

Mando
ในบรรดาหนัง-ซีรีส์ Star Wars ชุดใหม่
ช่วงหลังๆ มานี้ นับว่ามีอยู่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น
ที่จัดว่า "สอบผ่าน" แตะบาร์มาตรฐาน
ตอบโจทย์ความต้องการของแฟนๆ ได้จริง
แทบจะนับเรื่องได้เลยทีเดียว
ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีซีรีส์
"The Mandalorian" ทั้ง 3 ซีซั่น
อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน ด้วยเคมีความเข้ากัน
ระหว่างพ่อ-ลูกต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองคน
ทั้งการพาไปสัมผัสวิถีและเกียรติยศ
แห่งชนเผ่าแมนดาลอเรี่ยนแบบลึกข้างใน
รวมถึงการสำรวจโลกชายขอบกาแล็กซี่
ที่แม้ไม่มีเหล่าเจไดเป็นตัวชูโรง
ในคอนเซปต์การผจญภัยสไตล์ Western
แบบคาวบอยพเนจร สวมเกราะนักรบ
พาไปยังเมืองต่างๆ รับค่าจ้างล่าหัวทำภารกิจ
ก่อนที่ "Grogu" จะเปลี่ยนชีวิตเขาในที่สุด
กลายเป็นอีก 1 คู่พ่อลูกระดับไอค่อน
ที่ไม่ว่าจะปรากฎกายตอนไหนก็อิมแพ็ค
อย่างใน The Book of Babafett
หรือซีซัน 2.5 นั่นเองฮ่าาา
พอมามีหนังเดี่ยวของตัวเอง
"The Mandalorian & Grogu"
ขึ้นจอยักษ์แบบหล่อๆ เป็นเรื่องแรก
นับจาก The Rise of Skywalker เลยทีเดียว
ความคาดหวังจึงตามมาเป็นเงากลายๆ
ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน สร้างแรงกระเพื่อมเพียงใด
จนได้ดูกันไปแล้ว นับว่าเสียงแตกพอควร
ใครหลายคนบอกเสียดายที่มันไม่ไปสุด
ไม่ได้สร้างอิมแพ็คให้จักรวาล Star Wars
ด้วยความที่เนื้อเรื่องมัน Stand Alone
เหมือนหนังครอบครัวฟีลกู้ดเรื่องหนึ่ง
ที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่ได้ส่งผลอะไร
เลยอยากชวนคุยกันครับว่าบางที
แก่นของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า
มันเปลี่ยนจักรวาลหลักไปมากแค่ไหน
แต่อยู่ที่ สองชีวิตเล็ก ๆ เปลี่ยนโลกของกันและกันไปมากเพียงใด ซึ่งเป็นคนละมาตรวัดเลย
และสิ่งเหล่านี้อาจทรงพลังยิ่งกว่าฟอร์ซใดๆ ก็ได้
.
.
.
1. ผู้ใหญ่ช่วยเด็ก ก่อนที่เด็กจะค่อย ๆ ช่วยผู้ใหญ่กลับมา
- ตอนเริ่มต้นการเดินทาง "Din Jarin" คือคนช่วยน้อน "Grogu" ให้รอดชีวิต ปกป้องเขาจากนักล่า ศัตรู และโลกอันตราย
แต่อีกด้าน Grogu ก็ช่วยซัพพอร์ตเขาทางจิตใจ เมื่อเด็กคนนี้ทำให้ชายที่เคยใช้ชีวิตตามหน้าที่ ค่าจ้าง และกฎของเผ่า เริ่มรู้จักความรัก ความห่วง ความกลัวที่จะสูญเสีย และคำว่า “ครอบครัว” ขึ้นมาจริงๆ
ดังนั้นมันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบ “ผู้ใหญ่เลี้ยงเด็ก” ฝ่ายเดียว แต่คือ คนสองคนที่ค่อย ๆ เลี้ยงส่วนที่ขาดหายของกันและกัน
"ครอบครัว" ในที่นี้จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสายเลือดเสมอไป
Din กับ Grogu ต่างเป็นเด็กที่สูญเสียบ้านเหมือนกัน เขาเสียครอบครัวตั้งแต่เด็กและถูก Mandalorian รับไป ส่วน Grogu รอดจากการล่มสลายของวิหารเจไดและ Order 66 มันเลยน่าสนใจตรงที่ เด็กกำพร้าสองรุ่นกลับมา
สร้างครอบครัวให้กันเอง
Din จึงไม่ได้เพียงรับ Grogu เป็นลูก แต่เหมือนกำลังมอบสิ่งที่ตัวเองเคยได้รับในวัยเด็กให้ใครอีกคน ครั้งหนึ่งมีคนยื่นมือช่วยเขาจากสงคราม วันนี้เขากลายเป็นมือข้างนั้นเสียเอง ความเป็นพ่อไม่ได้เกิดจากวันที่เรียกใครว่า “ลูก”
แต่มันเกิดจากการเลือกดูแลกันเสมอมา
เลือกกลับไปช่วย
เลือกเสี่ยงชีวิต
เลือกละเมิดกฎบางอย่าง
เลือกถอดหมวก
เลือกวางภารกิจไว้ข้างหลัง
และเลือกว่าชีวิตของเด็กคนหนึ่งสำคัญกว่าวิถีที่ตัวเองเคยเชื่อมาตลอด
นี่ทำให้เส้นทางของ Din เป็นเรื่องของ การเปลี่ยนจากคนที่ดำเนินชีวิตด้วย “กฎ” มาเป็นคนที่ดำเนินชีวิตด้วย “ความผูกพัน”
Grogu เองก็ไม่ได้ต้องการเป็นเพียง “เด็กที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ”
อย่างเดียว เพราะยิ่งเวลาผ่านไป Grogu ก็ยิ่งมีเจตจำนงของตัวเอง น้องเรียนรู้ ใช้ Force ตัดสินใจ และช่วย Din กลับ
2. ความสัมพันธ์ที่แกร่งกว่าเบสคาร์
- ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “พ่อปกป้องลูก” มาเป็น “พ่อลูกปกป้องกันและกัน” ตรงนี้ทำให้ Grogu ไม่ได้เป็นเพียงตัวละครน่ารักหรือภาระที่พระเอกต้องพาไปส่ง แต่เป็น “คู่หูตัวเล็ก” ที่กำลังเติบโตขึ้นมาข้าง ๆ พ่อ
ตัวตนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เราเกิดมาเป็น
Din เป็น Mandalorian
ส่วน Grogu มีสายสัมพันธ์กับ Jedi ในตระกูล อ.โยดา
แต่เรื่องของสองคนนี้กลับชวนคนดูตั้งคำถามตลอดว่า
เราจำเป็นต้องเลือกเป็นเพียงสิ่งเดียวตามโชคชะตาฟอร์ซลิขิตหรือไม่?
Grogu สามารถมี Force โดยไม่จำเป็นต้องเดินตามวิถีเจไดแบบเดิมทั้งหมด ขณะที่ Din ก็สามารถเป็น Mandalorian โดยเรียนรู้ว่าความเชื่อบางอย่างตีความใหม่ได้
นี่เป็นธีม Star Wars ที่ผมโคตรชอบเพราะมันพูดถึง การเลือกตัวตนด้วยตัวเอง แทนที่จะยอมให้ชาติกำเนิดหรืออดีตเป็นผู้กำหนดเรา
3. หลังสงครามใหญ่ ชีวิตไม่ได้กลับมาสงบทันที
- จักรวรรดิอาจพ่ายแพ้ใน Return of the Jedi แต่เศษซากของมันยังอยู่ อาชญากรรมยังอยู่ ความขัดแย้งยังอยู่ และ New Republic ก็ไม่ได้เข้มแข็งจนแก้ทุกอย่างได้
โลกของ Din กับ Grogu จึงเป็นเหมือนการพาเราไปดูว่าหลังฮีโร่ช่วยกาแล็กซีสำเร็จ แล้วคนธรรมดาที่เหลือต้องใช้ชีวิตกันยังไงต่อ?
มันเป็น Star Wars ระดับ “ชายขอบ” มากกว่าระดับจักรวาลแบบเดิม
หลายคนอาจรู้สึกว่าเรื่องของ Din กับ Grogu เป็นเส้นเรื่อง Stand Alpne. เป็นการผจญภัยเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีผลระดับ Rogue One, Andor หรือหนังภาคหลักที่คุ้นกัน
แต่บางที นั่นอาจเป็นข้อดีของมันเอง
เพราะ Star Wars ไม่จำเป็นต้องมี Death Star ให้ระเบิดทุกครั้ง ไม่จำเป็นต้องมีชะตากรรมของ Force แขวนอยู่บนเส้นด้ายทุกเรื่อง
และไม่จำเป็นต้องมี Skywalker เป็นศูนย์กลางเสมอไป
บางครั้งเรื่องราวหนึ่งอาจมีความหมายเพียงเพราะ
พ่อคนหนึ่งพยายามพาลูกกลับบ้านให้ได้
เดิมพันของเรื่องอาจเล็กในระดับกาแล็กซี
แต่ใหญ่ที่สุดในโลกของคนสองคน
และสุดท้าย มันคือเรื่องของ “บ้าน”
Din เดินทางมาตลอดชีวิต
Grogu ก็ถูกส่งต่อจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่งมาตลอดชีวิต
ทั้งคู่ผ่านสงคราม ผ่านการพลัดพราก ผ่านคนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากพวกเขา
สิ่งที่พวกเขาตามหาจริง ๆ จึงอาจไม่ใช่ชัยชนะเหนือศัตรูด้วยซ้ำ แต่คือสถานที่ที่สามารถวางอาวุธลง
นั่งข้างใครสักคน
แล้วรู้ว่า...
“เราไม่ต้องหนีไปไหนอีกแล้ว”
4. “ชาติกำเนิดไม่ใช่ชะตากรรม”
- อีกหนึ่งแก่นที่น่าสนใจของ The Mandalorian & Grogu คือเรื่องของ “ตัวตนที่เราเลือกเอง” โดยมีฝั่งตระกูล Hutt เป็นภาพสะท้อนที่ชัดมาก
โลกของพวก Hutt ขึ้นชื่อเรื่องอำนาจ ผลประโยชน์ การหักหลัง และเกมใต้ดินที่สัจจะไม่มีอยู่จริงในหมู่โจร
การที่ Din ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของตระกูลนี้ จึงทำให้เราเห็นอีกครั้งว่าในโลกอาชญากรรม ไม่มีใครไว้ใจใครได้เต็มร้อย ต่อให้เป็นคนในครอบครัวเดียวกันก็ตาม
แต่ในอีกด้าน Rotta the Hutt ลูกชายของ Jabba กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ เขาไม่ได้เลือกเดินตามรอยพ่อ ไม่ได้อยากเป็นเจ้าพ่ออาชญากรรมแบบรุ่นก่อน และพยายามมีชีวิตในแบบของตัวเอง แม้สุดท้ายจะต้องถูกญาติของตัวเองตามล่าเพราะผลประโยชน์และอำนาจก็ตาม
ตรงนี้ทำให้หนังพูดกับเราอย่างชัดเจนว่าสายพันธุ์ไม่ได้กำหนดว่าเราต้องเป็นใคร และครอบครัวก็ไม่ได้เป็นคำสั่งตายตัวว่าชีวิตต้องเดินไปทางไหน”
Rotta เกิดมาเป็น Hutt แต่ไม่จำเป็นต้องเป็น Jabba คนต่อไป
Grogu เติบโตมากับวิถีเจได แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเส้นทางเดิมทั้งหมด
ส่วน Din เองก็เกิดมาไม่ได้เป็น Mandalorian แต่กลับเลือกวิถีนั้นด้วยตัวเอง
คนทั้งสามจึงมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือพวกเขาไม่ได้ยอมให้ “อดีต” เป็นคนตัดสิน “อนาคต”
บางสิ่งจากคนรุ่นก่อนควรค่าแก่การสืบทอด
บางสิ่งควรวางลง และบางวงจรควรจบลงที่รุ่นของเรา (ซึ่งก็อยากให้เกิดกับประเทศแถวนี้จริงๆ)
นั่นทำให้ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ Hutt หรือโลกอาชญากรรมเท่านั้น แต่กลายเป็นอีกหนึ่งหัวใจของหนังที่บอกว่า สุดท้ายแล้วตัวตนของเราไม่ได้ถูกลิขิตไว้ตั้งแต่เกิด มันถูกเขียนจากสิ่งที่เรา “เลือกจะเป็น” ต่างหาก
สุดท้ายบางคนอาจมอง The Mandalorian & Grogu เป็นเพียงการผจญภัยเล็ก ๆ ของพ่อลูกคู่หนึ่ง ที่ไม่ได้สั่นสะเทือนจักรวาล Star Wars มากมาย แต่บางทีเรื่องราวไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งกาแล็กซีจึงจะมีความหมาย
เพราะระหว่างทางที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งพยายามช่วยเด็กให้รอดจากโลกอันโหดร้าย เด็กคนนั้นก็ค่อย ๆ ช่วยผู้ใหญ่ที่แตกสลายให้กลับมามีหัวใจอีกครั้งเช่นกัน
คนหนึ่งมอบชีวิตใหม่ให้อีกคน
อีกคนมอบเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อให้เขา ก้าวไปต่อไปในระยะยาว เท่านั้นก็อบอุ่นหัวใจแล้วจริงๆ
แล้วเจอกันใหม่ใน "Star Wars: Starfighter" นะครับทุกคน 🌌🚀,,,
โฆษณา