Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
8 ก.ย. เวลา 02:09 • ธุรกิจ
บทเรียนธุรกิจจาก Yamaha ทำไมคนถึงเชื่อใจทั้งตอนซื้อกีตาร์และมอเตอร์ไซค์?
เวลาเราได้ยินชื่อแบรนด์ระดับโลก ภาพจำในหัวของคนส่วนใหญ่มักจะชัดเจนเสมอ…
Apple ขายเทคโนโลยี Starbucks ขายกาแฟ Nike ขายอุปกรณ์กีฬา แต่มีอยู่แบรนด์นึงที่แปลกประหลาดสุดๆ และเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยสงสัยเหมือนกัน
เวลาพูดถึงชื่อ Yamaha ภาพในหัวของคุณคืออะไร บางคนอาจจะนึกถึงเสียงดนตรีคลาสสิก นึกถึงเปียโนหลังใหญ่สีดำเงางาม…
แต่อีกครึ่งนึงอาจจะนึกถึงเสียงบิดคันเร่งดุดัน นึกถึงมอเตอร์ไซค์ทรงสปอร์ตที่วิ่งฉิวอยู่บนถนน หรือแม้แต่รถครอบครัวที่แสนคุ้นตา
สองอุตสาหกรรมนี้มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยซักนิด
ให้ลองจินตนาการตามดูนะครับ ถ้าซื้อเปียโนแบรนด์นี้มาแล้วประทับใจสุดๆ…
วันนึงเกิดอยากได้กีตาร์โปร่งซักตัว เรามีแนวโน้มสูงมากที่จะเดินไปหาแบรนด์เดิม เพราะเราเชื่อมั่นในคุณภาพและเสียงไปแล้ว
แต่ถ้าอยากได้รถมอเตอร์ไซค์คันใหม่ ความประทับใจจากเปียโนตัวนั้นมันมีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถมั๊ย แทบจะไม่มีเลย…
มันไม่มีจุดเชื่อมโยงอะไรที่บอกว่าคนทำเครื่องดนตรีเก่งจะทำเครื่องยนต์ได้ดี
คำถามก็คือ แล้วแบรนด์นี้ทำได้ยังไง ถึงกลายเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ในสองอุตสาหกรรมที่อยู่คนละโลก
เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เริ่มจากวิศวกรเครื่องยนต์หรือนักดนตรีอัจฉริยะที่ไหนเลย
แต่ต้องย้อนกลับไปไกลถึงช่วงปลายยุค 1800s ในประเทศญี่ปุ่น…
ยุคนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่กำลังเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก หรือยุค Meiji
เครื่องมือตะวันตกถือเป็นของแปลกใหม่และมีมูลค่าสูงมากในสายตาคนยุคนั้น
ชายหนุ่มคนนึงชื่อ Torakusu Yamaha เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นช่างทำนาฬิกา แม้จะเคยมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด…
แต่ด้วยความที่เป็นคนมีฝีมือทางด้านวิศวกรรมจุกจิกและงานช่างที่ต้องใช้ความละเอียดสูง เขาเลยหันไปรับจ้างซ่อมอุปกรณ์ทางการแพทย์แทน
งานนี้ถือว่าล้ำสมัยมาก ล้ำยิ่งกว่าเทคโนโลยี AI ในยุคนี้ซะอีก ทำให้เขาต้องเดินทางรอนแรมไปตามเมืองต่างๆ เพื่อให้บริการโรงพยาบาลและคลินิก…
หนึ่งในนั้นคือเมือง Hamamatsu ซึ่งค่อนข้างห่างไกลความเจริญพอสมควร
ที่เมืองนั้นมีโรงเรียนประถมแห่งนึงที่กำลังปวดหัวกับปัญหาใหญ่ระดับชาติ
ออร์แกนของโรงเรียนเกิดพังขึ้นมา ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดนี้ถือเป็นของหายากและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ…
ด้วยความที่เมืองอยู่ห่างไกล จะส่งไปซ่อมที่ไหนก็ลำบาก พอได้ยินว่ามีช่างซ่อมฝีมือดีเดินทางมา ทางโรงเรียนก็เลยขอร้องให้ลองซ่อมดู
วินาทีที่เขาเปิดฝาเครื่องออร์แกนออก มันไม่ใช่แค่การซ่อมกลไกธรรมดา แต่มันคือการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต…
เขาประเมินกลไกข้างในแล้วคิดว่า สิ่งนี้ไม่ได้ซับซ้อนเกินกว่าที่ช่างฝีมือจะทำได้
ถ้าสร้างขึ้นมาขายเองในประเทศ มันน่าจะทำกำไรได้มหาศาลแน่ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็สร้างออร์แกนต้นแบบของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จเป็นเครื่องแรก
แต่…. โลกแห่งความจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น
เขาต้องเอาเครื่องต้นแบบไปนำเสนอเพื่อขอการรับรองมาตรฐาน
ให้ลองนึกภาพผู้ชายคนนึง เอาออร์แกนหนักอึ้งผูกติดคานหาบ แล้วแบกขึ้นบ่าเดินข้ามภูเขา Hakone
เดินข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่าเพื่อไปถึงจุดหมาย นี่มันระดับความมุ่งมั่นที่คนธรรมดาคงถอดใจทิ้งของไว้กลางป่าไปนานแล้ว…
แต่พอไปถึง ความภาคภูมิใจกลับถูกทุบทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี สถาบันดนตรีวิจารณ์ออร์แกนของเขาอย่างหนักหน่วง
ไม่ใช่เพราะกลไกมันพังหรือหน้าตาไม่สวย แต่เพราะระบบการปรับแต่งเสียงมันเพี้ยนและไม่ได้มาตรฐานเลยซักนิด…
ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะท้อแท้และกลับไปซ่อมเครื่องมือแพทย์ตามเดิม แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ชายคนนี้ เขาทิ้งทุกอย่างและหมกมุ่นกับการศึกษาทฤษฎีดนตรี
เขาใช้เวลาเรียนรู้เรื่องการปรับแต่งเสียงแบบเต็มเวลาถึง 4 เดือนเต็ม เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับคลื่นเสียง ความถี่ และความแม่นยำ…
จนในที่สุด เขาก็สามารถสร้างออร์แกนที่สมบูรณ์แบบและได้รับการยอมรับออกมาจนได้
ออร์แกนตัวนั้นกลายเป็นจุดกำเนิดของบริษัทผลิตออร์แกนเล็กๆ หลังจากนั้นกิจการก็เติบโตกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่
ซึ่งถ้าใครสังเกตโลโก้ของ Yamaha ให้ดี โลโก้นี้แทบไม่เปลี่ยนเลยตลอดศตวรรษที่ผ่านมา…
มองเผินๆ อาจจะดูไม่ออก แต่มันคือรูปส้อมเสียง 3 อันที่วางไขว้กันอยู่ โลโก้นี้คือเครื่องเตือนใจถึงความพยายามสุดโหดในตอนนั้น
กิจการของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายในเวลาแค่ 2 ปี บริษัทมีพนักงานถึง 100 คน และผลิตออร์แกนได้ 250 หลังต่อปี…
พวกเขาก้าวไปอีกขั้นด้วยการผลิตเปียโนเครื่องแรกสำเร็จในปี 1900 ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวยและมั่นคงสุดๆ
จนกระทั่งโลกเข้าสู่ช่วงทศวรรษที่ 1940s ช่วงนี้เป็นทศวรรษแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง…
สภาวะสงครามบังคับให้โรงงานต้องหยุดผลิตเครื่องดนตรีทุกชนิด
รัฐบาลทหารสั่งให้พวกเขาเปลี่ยนโรงงานไปผลิตถังน้ำมันและชิ้นส่วนปีกเครื่องบินรบแทน
หลายคนอาจจะสงสัยว่าบริษัททำเปียโนไม้ จะไปทำชิ้นส่วนเครื่องบินรบได้ยังไง
ความจริงคือในยุคนั้นชิ้นส่วนใบพัดเครื่องบินยังทำจากไม้ ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดทรงไม้และการเคลือบเงาอยู่แล้ว
ต่อมาพอเทคโนโลยีเปลี่ยนไปใช้อะลูมิเนียม องค์ความรู้ในการหล่อโครงเหล็กเปียโนก็ถูกนำมาใช้
เครื่องจักรและเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูงที่ใช้สร้างชิ้นส่วนเหล่านี้ ได้หล่อหลอมดีเอ็นเอใหม่ให้กับบริษัทแบบไม่รู้ตัว…
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ประเทศบอบช้ำอย่างหนัก บริษัทกลับมาผลิตเครื่องดนตรีอีกครั้ง ประจวบเหมาะกับที่รัฐบาลกำหนดให้การศึกษาดนตรีเป็นวิชาบังคับ
ยอดขายเลยพุ่งกระฉูดทะลุเพดาน แต่เครื่องจักรและเทคโนโลยีจากยุคสงครามยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในโรงงานแบบไม่ได้ใช้งานเต็มที่…
ผู้บริหารในยุคต่อมาอย่าง Genichi Kawakami มองเห็นเทรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปตอนไปดูงานต่างประเทศ เขามองเห็นโอกาสทอง
เขาคิดว่าบริษัทน่าจะนำองค์ความรู้ด้านโลหะวิทยาที่หลงเหลือมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้
ในช่วงทศวรรษ 1950s จึงตัดสินใจเปิดตัวมอเตอร์ไซค์คันแรกออกมา…
รถรุ่นนั้นชื่อ YA-1 และเริ่มบุกตลาดตะวันตกอย่างสหรัฐฯ แบบเต็มกำลัง คนอเมริกันรู้จักแบรนด์ Yamaha ในฐานะมอเตอร์ไซค์ที่ทนทาน
พวกเขาแทบไม่รู้เลยว่าแบรนด์นี้มีประวัติอันยาวนานในการทำเครื่องดนตรีและศิลปะมาก่อน
ซึ่งจากจุดนั้นนำมาสู่โครงสร้างบริษัทในปัจจุบัน ที่แบ่งออกเป็น 2 บริษัทหลักอย่างชัดเจน นั่นคือ Yamaha Corporation ดูแลฝั่งดนตรี และ Yamaha Motor Company ดูแลฝั่งยานพาหนะ
เส้นทางฝั่งมอเตอร์ไซค์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย มีสงครามธุรกิจที่ดุเดือดมาก โดยเฉพาะการปะทะกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Honda…
ในช่วงต้นทศวรรษ 1980s ตอนนั้นบริษัทประกาศกร้าวว่าจะโค่นแชมป์และขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกให้ได้ เปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างบ้าคลั่ง
หวังจะปาดหน้าคู่แข่งในทุกระดับ แต่ Honda ก็ไม่ยอมแพ้ สวนกลับด้วยการดัมพ์ราคาจนตลาดปั่นป่วนไปหมด…
ผลคือเจ็บหนัก สินค้าล้นสต็อกจนเกือบจะล้มละลาย นี่คือบทเรียนความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สอนให้ Yamaha รู้จักประเมินกำลังตัวเองใหม่ ให้หันมาโฟกัสที่การสร้างความแตกต่างและนวัตกรรม แทนการสู้ด้วยราคาที่จะพังกันทั้งคู่
ลองมาเจาะลึกตัวเลขที่น่าสนใจของทั้งสองบริษัทในปัจจุบันกันดีกว่า…
ฝั่ง Yamaha Corporation ธุรกิจหลักคือเครื่องดนตรี ทำรายได้ 63% ของยอดขายทั้งหมด ตลาดใหญ่สุดคือฐานที่มั่นในญี่ปุ่น ตามมาด้วยอเมริกาเหนือและยุโรป
ส่วนที่คนมักมองข้ามคือธุรกิจอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งทำรายได้สูงถึง 28% ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรับสัญญาณ ระบบลำโพงโฮมเธียเตอร์ หรือเครื่องผสมสัญญาณเสียงระดับมืออาชีพ
อีกส่วนที่เหลือคือหมวดอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์กีฬาพรีเมียมอย่างไม้กอล์ฟด้วย
ข้ามมาที่ฝั่ง Yamaha Motor Company รถมอเตอร์ไซค์ทำยอดขายให้บริษัทในสัดส่วน 62%…
ในอดีตความต้องการมอเตอร์ไซค์ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 54 ล้านคัน บริษัทขายได้ถึง 10% ของยอดขายทั้งโลก ถือว่ายิ่งใหญ่มากๆ
แต่ที่ประสบความสำเร็จแบบเงียบ ๆ คือกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เราอาจไม่ค่อยรู้ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก
ตัวอย่างเครื่องยนต์เรือบรรทุก บริษัทก็ผลิตออกมาขาย และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 37% หรือยานพาหนะทางน้ำอย่างเจ็ตสกี ชื่อรุ่น WaveRunner ก็กลายมาเป็นชื่อเรียกติดปากคนทั่วไป
จากความต้องการทั่วโลก บริษัทกินส่วนแบ่งไปเกือบครึ่งนึงเลยทีเดียว ยังมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจนน่าตกใจที่แบรนด์นี้ทำ…
ตั้งแต่สระว่ายน้ำสำเร็จรูป รถสายลุย เครื่องเป่าหิมะ ไปจนถึงรถเข็นไฟฟ้า เครื่องยนต์สมรรถนะสูง และเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับสำหรับการเกษตร
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ทำไมบริษัททำของจับฉ่ายขนาดนี้ถึงไม่พัง ซึ่งตามทฤษฎีธุรกิจแล้ว การกระจายความสนใจมักจะทำให้องค์กรเสียศูนย์…
แต่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับแบรนด์อย่าง Yamaha เพราะปรัชญาที่ซ่อนอยู่คือความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้สัมผัสของมีคุณค่า
แก่นแท้ไม่ใช่แค่การสร้างของ แต่มันคือความหลงใหลใน “ความแม่นยำ” รากฐานจากการพยายามปรับจูนเสียงที่ละเอียดอ่อนสุดๆ…
สิ่งนี้ถูกถ่ายทอดลงในดีเอ็นเอของการสร้างเครื่องจักร
รู้มั๊ยครับว่าความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเสียงของฝั่งดนตรี ถูกนำมาใช้กับฝั่งมอเตอร์ไซค์บ่อยมาก
ถึงขนาดที่ค่ายรถหรูอย่าง Lexus เคยจ้างให้ช่วยจูนเสียงท่อไอเสียและเสียงเครื่องยนต์ของรถซูเปอร์คาร์โดยเฉพาะ เพื่อให้มีเสียงคำรามที่ไพเราะและเร้าใจราวกับเสียงเครื่องดนตรีชิ้นเอก
นี่คือบทพิสูจน์ว่าทั้งดนตรีและมอเตอร์ไซค์ ไม่ใช่เรื่องที่ฉีกกรอบออกจากกันแต่อย่างใด
แต่มันคือการใช้ความเชี่ยวชาญด้านงานช่างและความเข้าใจในวิศวกรรมขั้นสูง ในรูปแบบที่ต่างกันเท่านั้น
เรื่องราวนี้ให้บทเรียนที่ล้ำค่าในโลกธุรกิจ…
ตั้งแต่การมองเห็นโอกาสเล็กๆ ความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้เมื่อเจอกับคำวิจารณ์ และการเรียนรู้จากความพ่ายแพ้ในสงครามธุรกิจ
ที่สำคัญคือความยืดหยุ่นในการนำทรัพยากรมาปรับตัวเข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป
ซึ่งหากใครหยิบเรื่องราวของ Torakusu ไปสร้างเป็นภาพยนตร์จริงๆ คงจะสร้างแรงบันดาลใจได้มหาศาล
และนี่แหละคือการเดินทางของแบรนด์ระดับโลก ที่ผสานความอ่อนช้อยของดนตรีเข้ากับความดุดันของเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัวที่สุดนั่นเองครับผม
References : [yamaha, wikipedia, forbes, rideapart, motorcycledaily]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/business-lessons-from-yamaha/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
ญี่ปุ่น
1 บันทึก
10
1
1
10
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย