Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
NaiNu Limsettho
•
ติดตาม
9 ก.ย. เวลา 03:55 • ประวัติศาสตร์
เก๋ว โรงพระตลาดใต้ ตะกั่วป่า
ตามคำบอกเล่าของคนสมัยก่อน ในสมัย แป๊ะหลี ตั่ง โอ้ ซึ่งเป็นฮวดกั้วของโรงพระตลาดใต้ และน่าจะอยู่ก่อนสมัย แป๊ะก้าวเกี้ย (หลิม เหี่ยง จุ) ประมาณหนึ่งสมัย ได้มีการประดิษฐ์ “เก๋ว” ขึ้น โดยใช้ไม้และหวายเป็นวัสดุหลัก ทำไว้ 2 หลัง และกลายเป็นรูปแบบที่สืบทอดต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
เก๋วทั้งสองหลังมีหน้าที่แตกต่างกัน หลังหนึ่งใช้สำหรับอัญเชิญกิ้มซิ้น เรียกว่า “เหลี่ยนเก๋ว” หรือ “เก๋วหนุ่ม” ส่วนอีกหลังหนึ่งเรียกว่า “ตั๋วเหลียน” หรือ “เก๋วเฒ่า” ใช้สำหรับอัญเชิญ กิ้วอ๋องไต๋เต๋ และ หยกอ๋องซ่งเต๋ ความแตกต่างของหน้าที่ทำให้เก๋วแต่ละหลังมีความหมายเฉพาะตัว ขณะเดียวกันก็สะท้อนระบบความเชื่อและแบบแผนพิธีกรรมของโรงพระตลาดใต้ที่สืบทอดกันมา
ต่อมา ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปลายทศวรรษ 2490 ถึง 2510 แป๊ะไซหู่ บิดาของคุณลูกน้ำ Sukhon Looknam Srimarattanakul ช่างแต่งหน้าชื่อดังระดับแนวหน้าของประเทศ เป็นผู้สร้างเก๋วถวายให้แก่โรงพระตลาดใต้ โดยใช้ไม้ทำทั้งหลังและถอดแบบจากรูปแบบเดิม คุณลูกน้ำเองก็มีส่วนร่วมในการวาดและฉลุลวดลายบนตัวเก๋ว ก่อนนำมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเก๋วด้วย งานชิ้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสิ่งของขึ้นใหม่ หากยังเป็นการสืบต่อรูปแบบและฝีมือช่างจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
เมื่อกาลเวลาผ่านไป รูปแบบของเก๋วมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีการดัดแปลงวัสดุบางอย่าง และในบางช่วงก็ใช้สังกะสีเป็นส่วนประกอบเพื่อลดน้ำหนักของเก๋ว อย่างไรก็ตาม เก๋วที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แตจูหงอและลูกหม้ออ๊ามใต้หลายคนได้ร่วมกันสร้างถวาย ยังคงทำด้วยไม้ทั้งหลังเช่นเดียวกับเก๋วที่แป๊ะไซหู่เคยสร้างไว้ การรักษาวัสดุและรูปแบบสำคัญเช่นนี้ ทำให้เก๋วของโรงพระตลาดใต้ยังคงเชื่อมโยงกับอดีตได้อย่างชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ เก๋วทั้งสองหลังจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรมเท่านั้น หากยังเป็นเสมือนหลักฐานที่บอกเล่าประวัติของโรงพระตลาดใต้ ผ่านรูปร่าง รายละเอียด วัสดุ และวิธีการใช้งานที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนบางส่วนตามความเหมาะสมของแต่ละยุค แต่โครงสร้างและเอกลักษณ์สำคัญยังคงได้รับการรักษาไว้
หากพิจารณาเก๋วของโรงพระตลาดใต้ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างละเอียด จะพบว่ารายละเอียดหลายอย่างยังคงสะท้อนรูปแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นขนาดและสัดส่วนของเก๋ว รูปแบบการยึดและมัดไม้ คานหาม พู่ไหม ป้ายกลอน ตุ้ยเหลียน ช่องด้านข้าง ประตูเก๋ว แท่นสำหรับวางกิ้มซิ้นองค์พระ การประดับติดฮู้ ตลอดจนตำแหน่งของรูสำหรับประดับธง
รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่เคยเห็นเก๋วของโรงพระตลาดใต้มาหลายยุคหลายสมัย สิ่งเหล่านี้กลับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เห็นว่า เก๋วแต่ละหลังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยปราศจากที่มา หากแต่มีแบบแผน วิธีการ และความทรงจำที่ส่งต่อกันมา ทุกส่วนจึงมีทั้งหน้าที่ทางกายภาพและความหมายทางวัฒนธรรมอยู่ร่วมกัน
หนึ่งในองค์ประกอบที่สะท้อนภูมิปัญญาได้อย่างชัดเจนคือ “คานหาม” คานของเก๋วไม่ได้มีหน้าที่เพียงรับน้ำหนักเพื่อให้คนแบกเดินไปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับจังหวะการเคลื่อนไหวและลีลาของการหามเก๋ว การเลือกไม้จึงเป็นความรู้เฉพาะของอ๊ามใต้ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แม้ผมจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าไม้ชนิดนั้นเรียกว่าอะไร แต่สามารถบอกคุณลักษณะจากการใช้งานได้ว่า เป็นไม้ที่ไม่แข็งกระด้าง หากเป็นไม้ที่มีความเหนียวและสามารถให้ตัวได้
คุณสมบัตินี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อนำเก๋วขึ้นหาม น้ำหนักของเก๋วและองค์พระจะถ่ายลงมายังคาน และเมื่อคนหามเคลื่อนไหว คานก็จะไม่อยู่นิ่งเหมือนไม้ท่อนแข็งทั่วไป แต่จะ ให้ตัวและคืนตัวตามจังหวะของการเคลื่อนไหว การเลือกใช้ไม้ลักษณะนี้จึงช่วยให้เก๋วสามารถเคลื่อนไหวไปพร้อมกับผู้หาม และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ “เหี้ยนเก๋ว” หรือการหามเก๋วของโรงพระตลาดใต้มีลีลาที่แตกต่างออกไป
หากคนหามยังไม่ชำนาญ เราอาจเห็นเพียงคนหลายคนช่วยกันแบกเก๋วเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลัง แต่เมื่อเป็นคนหามที่มีประสบการณ์ เราจะเห็นเก๋วราวกับมีชีวิต ตัวเก๋วจะโยก ไหว ขึ้นลง และให้ตัวไปตามจังหวะของผู้หามอย่างต่อเนื่อง คานที่มีความยืดหยุ่นจะทำงานประสานไปกับจังหวะเหล่านั้น จนบางครั้งเพียงมองจากระยะไกล ก็สามารถเห็นได้ว่าเก๋วกำลังเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะและพริ้วไหว
ลีลาดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของ วัสดุ การออกแบบ วิธีการประกอบ และที่สำคัญคือทักษะของคนหาม ทุกองค์ประกอบต้องประสานกันอย่างพอดี จึงจะทำให้เก๋วเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติและเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะของโรงพระตลาดใต้
สิ่งที่คนรุ่นใหม่อาจมองเห็นเป็นเพียง “การหามเก๋ว” แท้จริงแล้วอาจเป็นองค์ความรู้ที่คนรุ่นเก่าค่อย ๆ สั่งสมและถ่ายทอดต่อกันมา โดยไม่เคยมีการบันทึกไว้เป็นตำราอย่างเป็นทางการ ความรู้เหล่านี้อยู่ทั้งในวิธีเลือกไม้ การประกอบเก๋ว การจัดวางส่วนต่าง ๆ และการฝึกฝนร่างกายกับจังหวะของผู้หาม
เก๋วจึงไม่ได้มีเพียงความงดงามของไม้แกะสลัก สีแดง สีทอง หรือเครื่องประดับต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังมีความรู้ซ่อนอยู่ในไม้ทุกชิ้น คานทุกอัน วิธีมัดทุกจุด และจังหวะของคนหาม เมื่อมองเช่นนี้ เก๋วจึงเป็นทั้งวัตถุศักดิ์สิทธิ์ งานช่าง และมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนหลายรุ่นเข้าด้วยกัน
ในเทศกาลกินผักแต่ละปี เก๋วหนุ่มและเก๋วเฒ่า ของโรงพระตลาดใต้ยังคงทำหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง พาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของโรงพระตลาดใต้ออกมาให้พรแก่ผู้คนทั่วตลาดเก่าเมืองตะกั่วป่า เมื่อเก๋วถูกยกขึ้นบนบ่า คานเริ่มให้ตัว เสียงของคนหามเริ่มประสานกัน และเก๋วเริ่มเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ก่อนจะพริ้วไหวไปตามจังหวะของผู้หาม ภาพที่ชาวตะกั่วป่าคุ้นเคยกันมาหลายชั่วอายุคนก็จะกลับมาอีกครั้ง
ภาพนั้นทำให้เห็นว่า เทศกาลกินผักไม่ได้มีเพียงพิธีกรรมที่ปรากฏต่อสายตาเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ อีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในสิ่งของ วิธีการ และความทรงจำของคนรุ่นก่อน และ เก๋วของโรงพระตลาดใต้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ งานช่าง ความศรัทธา และวิถีชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินต่อไปในปัจจุบัน
เรื่องราวของเก๋ว จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต เพราะทุกครั้งที่ถูกยกขึ้นบนบ่า อดีตก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าเรา
ขอบคุณครับ
นายนุ
ขอบคุณภาพจาก Gopew Takuapa จะเห็นเก๋วหนุ่ม และเก๋วเฒ่า ฝีมือแปะไซหู่ บิดาของคณลูกน้ำ Sukhon Looknam Srimarattanakul ครับ
ตะกั่วป่า
เรื่องเล่า
ประวัติศาสตร์
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย