18 เม.ย. เวลา 10:05 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

คนล้นเมือง

ในปี 1900 หัวเมืองใหญ่ที่สุดของโลก 12 แห่งกระจายตัวอยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรป จากนั้นอีก 100 ปี ต่อมา ตัวเลขดังกล่าวได้ลดลงเหลือเพียงแค่ 2 แห่ง
เมืองขนาดใหญ่ซึ่งเราจะเรียกว่ามหานครนั้น ในอนาคตจะเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างเอเชียหรืออาฟริกา ซึ่งมหานครเหล่านั้นส่วนมากแล้วตั้งอยู่ในจีน อินเดียและไนจีเรีย ลำพังแค่มหานครในสามประเทศนี้มีประชากรรวมกันคิดเป็น 37% ของประชากรเมืองทั่วโลก มันเป็นตัวเลขที่แทบไม่น่าเชื่อเลย
ยกตัวอย่างเช่น กรุงเลกอส เมืองหลวงของไนจีเรียและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของไนจีเรีย ประชากรในเมืองนี้เพิ่มขึ้นทุกปี เทียบได้กับเอาประชากรในเมืองบอสตันเติมเข้าไปในเมืองเลกอสทุกปี ทุกปี !
สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วอัตราการเป็นเมืองในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นอยู่ในอัตราสูงกว่า 70% ขณะที่จีนยังอยู่ที่ 50% ดังนั้นจีนจะมีเมืองใหญ่ ๆ เพิ่มขึ้นได้อีกจำนวนมาก แล้วเมืองเหล่านั้นก็จะขยายตัวออกไปกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ขึ้น เศรษฐกิจก็จะสามารถเติบโตไปได้อีกในช่วง 50 ปีนับจากนี้ ด้วยอัตราการเติบโตที่ไม่น่าเชื่อเช่นนี้ ทำให้การจัดการเมืองใหญ่เป็นเรื่องที่ท้าทายและค่อนข้างยากทีเดียว
…. ……
ปัญหาต่าง ๆ ที่เมืองใหญ่ต้องเผชิญก็คือปัญหาเดียวกันกับที่เราทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ธรรมาภิบาล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ ความไม่เท่าเทียม ผลิตภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การศึกษา การขนส่ง
เมืองหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ก็คือ ริโอ เดอ จาเนโร ในบราซิล….
ที่ริโอนั้น เฉพาะพื้นที่ชั้นในก็แออัดไปด้วยประชากรราว 12 ล้านคน มันเป็นเมืองที่สวยและมีชีวิตชีวาแต่ก็มีปัญหาหลายอย่างด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรม ความไม่เท่าเทียม ความยากจน ริโอ ก็คล้ายกันกับมหานครหรือเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยเมืองที่อยู่ติดกันกับเมืองริโอนั้น ผู้คนเริ่มมีฐานะดีขึ้น หากแต่ไกลออกไปส่วนอื่นที่เหลือยังคงยากจนและขาดโอกาส
นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนต่างหลั่งไหลกันเข้ามาหางานและโอกาสในเมือง
…. ….. ……
Photo by Joseph Chan on Unsplash
เมืองทำให้ผู้คนมาอยู่ใกล้กันทำให้พวกเขาได้มีปฏิสัมพันธ์กับมุมมองที่หลากหลาย ก่อให้เกิดนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย เมืองจึงเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรม เป็นศูนย์กลางของการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมถึงเป็นเครื่องยนต์ผลักดันการเติบโตของประเเทศ
แต่เมื่อเมืองมีการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการวางแผน ผลก็คือถนนที่แออัดไปด้วยรถรา มลพิษทางอากาศและโครงสร้างพื้นฐานที่ผุพัง เมืองที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จะทำทางเท้าแบบไหน วางระบบท่อระบายน้ำเสียอย่างไร โรงเรียน ระบบขนส่งมวลชน เพื่อตอบสนองต่อประชากรที่เพิ่มขึ้น
ยกตัวอย่างระบบขนส่งมวลชน หากระบบขนส่งมวลชนของเมืองไม่มีประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าประชากรเมืองที่อยู่ชั้นนอกก็จะเข้ามาในตัวเมืองชั้นในได้ลำบาก ด้วยการเดินทางที่ต้องเจอกับการจราจรที่แออัดหรือรถสาธารณะไม่เพียงพอได้เบียดบังเวลาในชีวิตประจำวันออกไปค่อนข้างมาก ทำให้การใช้ประโยชน์ของเมืองถูกจำกัดขอบเขตของประชากรแต่ละกลุ่ม ซึ่งโดยมากแล้วกลุ่มที่มีฐานะดีจะอาศัยอยู่แถบใจกลางเมือง ส่วนประชากรกลุ่มผู้มีรายได้น้อยก็จะอาศัยอยู่บริเวณรอบนอก
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง ทำให้ที่ดินและราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้น ผลพวงของการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยปราศจากแผนการรองรับทำให้เกิดที่อยู่อาศัยที่เรียกว่าชุมชนแออัด ล่าสุดมีการประเมินว่ามีคนจำนวน 863 ล้านคนอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด ในจำนวนนี้ 104 ล้านคนกระจายอยู่ตามชุมชนแออัดในอินเดีย หากยึดตามจำนวนประชากรก็เทียบได้กับประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 13 ของโลก
หากเราเข้าไปที่ชุมชนแออัดในกรุงริโอ เดอ จาเนโร การอยู่ในชุมชนแออัด หมายความว่าพวกเขาก็จะต้องสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขึ้นมาใช้กันเอง น้ำ ไฟ โรงเรียน พึ่งพากันในชุมชนเป็นหลัก แต่แน่นอนว่ามันย่อมไม่สะดวกสบายและตอบโจทย์คุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานได้มากนัก
ดังนั้นหากมีการวางผังเมืองที่เหมาะสมก็จะช่วยให้เกิดการกระจายประชากรเมืองที่ไม่กระจุกตัวอยู่แค่บางพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และการขยายตัวของเมืองก็เป็นไปอย่างสมดุล ทำให้ประชากรเมืองมีเวลาในแต่ละวันมากขึ้นไปกับการพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะ หรือมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้นแทนที่จะอยู่กลางถนน กลับบ้านมืดค่ำและรีบตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปทำงานก่อนการจราจรจะติดขัด
………………..
ตามรายงานของสหประชาชาติ ภายในปี 2050 สองในสามของประชากรโลกจะหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในตัวเมือง ละทิ้งชนบทไว้เบื้องหลัง
………………….
คนจำนวนมากพากันหลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองกว่าที่เคยเป็น หลายเมืองใหญ่ของโลกกำลังหาวิธีรับมือกับประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
…. ….. ….
ที่กรุงเลกอส ประเทศไนจีเรีย ซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่มีระบบขนส่งรางในเมือง หมายความว่าทุกคนที่นี่ต้องเดินทางด้วยถนนเพียงอย่างเดียว พนักงานออฟฟิศคนหนึ่งบอกว่า “การเดินทางของเขาในแต่ละวันกินเวลาในชีวิตไปค่อนข้างมาก เขาต้องตื่นนอนตอนตีสาม ตีสามครึ่ง ราว ๆ นี้ ไม่ได้ทานมื้อเช้าเพราะเดี๋ยวจะสาย”
ตอนตีสี่เขาใช้เวลาขับรถไปถึงที่ทำงานห้านาทีแล้วก็งีบหลับในรถรอเวลาเข้างาน แต่ถ้าเขาตื่นสายและต้องออกบ้านไปทำงานในชั่วโมงเร่งด่วน มีการจราจรติดขัด ต้องใช้เวลานาน 6-7 ชั่วโมง ต่อวัน !! ขาไปสามชั่วโมง ขากลับอีกสามชั่วโมง !!”
เขายอมตื่นเช้าขึ้นเพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาเปล่าวันละ 7 ชั่วโมง และไม่อยากเสียเวลาทั้งชีวิตไปกับสิ่งนี้ด้วย
ช่วงสามปีที่ผ่านมา ประชากรของเมืองเลกอสเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จากเดิม 11 ล้านคนเป็น 21 ล้านคน ส่งผลให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของเมืองไม่เพียงพอ
กรุงเลกอสติดอันดับ 5 เมืองที่ไม่น่าอยู่มากที่สุดในโลก และถึงแม้ว่าเมืองนี้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศเคนยา แต่เพียงแค่การเดินทางไปที่โต๊ะทำงานก็เป็นการทดสอบประจำวันสำหรับคนทำงานนับหลายล้านคน
ในทุก ๆ วัน จะมีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งรกรากทำงานในกรุงเลกอสราว 2,000 คน ซึ่งยิ่งทำให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของเมืองด้อยประสิทธิภาพลงไปอีก เมืองขยายตัวจากผืนดินลงไปในทะเลสาบ ซึ่งจะเป็นเขตชุมชนแออัดมาโคโค makoko ซึ่งเป็นชุมชนแออัดที่ลอยน้ำอยู่ในทะเลสาบของเมือง ผู้คนจำนวน 80,000 คน อาศัยอยู่ที่นี่
…. …..
ณ วันนี้ มีประชากรวัยทำงานราว 85 ล้านคนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 18-25 ปี ที่ยังว่างงาน หากต้องการแก้ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ อย่างแรกเลย เราต้องทำให้พวกเขามีรายได้ นอกจากนั้นแล้วต้องทำให้พวกเขาเข้าถึงการศึกษาและบริการด้านสุขภาพที่ดีขึ้น ส่งเสริมการเลื่อนฐานะทางสังคม
แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ที่แอฟริกาใต้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนตัวมากกว่าตำรวจเสียอีก พวกเขาทำหน้าที่คอยตรวจตราควบคุมประตูเมืองย่านชานเมืองซึ่งจะเป็นรอยต่อของที่อยู่อาศัยระหว่างคนรวยกับผู้มีรายได้น้อย นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของสังคมในเรื่องความไม่เท่าเทียม
อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ https://herothailand.com/bisf
โฆษณา