27 สิงหาคม เวลา 05:59Lifestyle

เที่ยงวันพุธ

นั่งดูภาพถ่ายวัยเด็กของผู้เขียนกับแม่ น้าบอกว่าพวกเราซนมาก โดนตีเป็นประจำ หน้าบ้านมีต้นมะยมอยู่ต้นหนึ่ง

น้าถามว่าโดนตีด้วยก้านมะยมเจ็บไหม? 😱 เด็กสมัยนี้ไม่มีทางได้รู้รส 😂

มะยมมีรสเปรี้ยวต้องกินกับพริกเกลือ หรือตำมะยมกับกุ้งแห้ง หรือมะยมเชื่อมเป็นสีแดง 🤤 ก้านเป็นกำๆรูดใบออกใช้ตีเด็กดื้อหรือเด็กซน 🥴 ก้านมะยมอ่อน เบา แต่พอฟาดลงน่องหรือก้น มันสะบัดพริ้ว เจ็บได้ใจเลยจ้า

สมัยเด็กผู้เขียนและพี่ชายน้องชายชอบปีนต้นมะยม ปีนไปกิ่งเล็กกิ่งน้อย ไม่เก็บมะยมกินก็ปีนเล่น ก็ไม่รู้ทำไมกิ่งไม่เคยหัก 🤣 แม้แต่วันหนึ่งพวกเรา 4 คนอยู่บนต้นมะยมต้นนั้น 🤣 ผู้เขียนผู้เขียนจำไม่แม่นว่าตัวเองอยู่ล่างสุดหรือรองล่าง แต่ได้ยินเสียงจากข้างบน “งู” งูสีเขียวอ่อนออกมาทักพี่ชาย “ไอ้เจ้าเด็กๆ มาทำอะไรถึงบนนี้?”

เหมือนการ์ตูนภาพ fast forward ทุกคนกรูลงจากต้นมะยม คนงานยืนขำอยู่ไกลๆ ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าวันนั้นถูกทำโทษหรือไม่ 🤣

มะยม

พวกเรามักจะทำในสิ่งที่ถูกห้าม ภาพที่พ่อวิ่งไล่จับเด็กดื้อยังติดตาไม่รู้คลาย เหมือน Tom and Jerry 😂 พ่อน่าจะแกล้งวิ่งไล่พวกเรา เพราะถ้าจะจับให้ทันก็ไม่น่าจะยาก พวกเราวิ่งหนีเข้าห้องน้ำ นึกว่ารอดแล้ว! 😏😏

เกิดอะไรขึ้น??? 😱😱

ปัง ปัง ปัง ปัง 🥴🥴

พ่อขังเราอยู่ในห้องน้ำ!! พ่อตอกตะปูประตูเลยจ้า 🤣🤣🤣😅

ในความทรงจำมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพ่อ ☺️

แม้แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานของเด็กหญิง Every

ตอนนั้นผู้เขียนจะจมน้ำ พี่ชายว่ายเข้าไปช่วย แต่ความที่ตกใจกลัวคงไปจั๊กกะจี้พี่เค้าเข้า 🤣 หรือเพราะเหตุใดไม่ทราบได้ เค้าก็ผละเราทิ้ง ช่วงที่ตะเกียกตะกาย รอพี่วกกลับมาช่วยอีกครั้ง เสี้ยววินาทีนึงเหลือบเห็นพ่อที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ยิ้มชอบใจ นึกถึงทีไรก็อดอมยิ้มไม่ได้ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ถึงแม้ตอนนั้นจะไม่ได้ยินหรอก เห็นแต่ท่าทาง ☺️ทำให้เด็กหญิง Every หายกลัว อยากจะหัวเราะไปกับพ่อ 🤣🤣 กร๊ากกกก กะเอิ๊กๆ

พ่อมีแต่มุมมองบวก เหตุการณ์หนักกว่านี้พ่อก็ยิ้ม นิ่ง และแก้ปัญหา ตามความเป็นจริง ไม่เคยบ่น หรือตำหนิใครให้ได้ยิน ☺️

ขอยกเรื่องเล่าเรื่องนี้ให้อ่านให้ขบคิด ☺️ จากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล บางคนคงเคยได้อ่านบ้างแล้ว

เรื่องมีอยู่ว่า...

อาจารย์วิษณุเป็นครูที่มีลูกศิษย์มาก แต่มีศิษย์เด่นสองคน คือ ชัย กับ จิต เป็นผู้ชายทั้งคู่ ชัยมักรู้สึกน้อยใจที่อาจารย์วิษณุโปรดปรานจิตมากกว่า ส่วนอาจารย์รู้ว่าชัยคิดอย่างไรกับตน แต่ก็ไม่ได้พูดหรืออธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงโปรดปรานจิตมากกว่า

วันหนึ่งอาจารย์เรียกลูกศิษย์ทั้งสองคนมาหา แล้วพาไปดูห้องเปล่าสองห้องที่อยู่ไม่ไกลกันนัก มอบเงินให้ลูกศิษย์คนละหนึ่งรูปี แล้วมอบหมายว่า พวกเธอทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ห้องของเธอเต็ม อาจารย์จะมาดูผลงานของเธอค่ำนี้

เมื่อได้รับมอบหมาย ชัยก็รีบไปที่ตลาดทันที แต่เงินหนึ่งรูปีนั้นมีค่าน้อยมาก ซื้ออะไรก็ได้นิดหน่อย เขาคิดอยู่สักพัก ก็ไปหาคนเก็บขยะ ขอซื้อขยะทั้งกองด้วยเงินหนึ่งรูปี คนเก็บขยะยินดียกขยะให้หมด ชัยใช้เวลาหลายชั่วโมงในการขนขยะเข้าไปไว้ในห้องจนเต็ม เขาภูมิใจที่ทำงานที่อาจารย์มอบหมายเสร็จทันเวลา

ส่วนจิตเมื่อรับมอบหมายจากอาจารย์ เขาก็นั่งสมาธิพักใหญ่ จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินไปที่ตลาด ใช้เงินหนึ่งรูปีซื้อไม้ขีดไฟ ธูป และประทีบ พอใกล้ค่ำก็จุดธูปและประทีป ไม่นานห้องก็สว่างและอบอวลด้วยกลิ่นหอม

เมื่อได้เวลาอาจารย์ก็มาตรวจผลงานของลูกศิษย์ โดยไปที่ห้องของชัยก่อน พอเปิดห้องอาจารย์ก็ผงะ เพราะว่ากลิ่นขยะเหม็นตลบอบอวลเต็มห้องเลย

จากนั้นก็เดินไปยังห้องของจิต พอเปิดประตูมาก็เห็นแสงสว่างสีนวลเต็มห้อง และมีกลิ่นหอมอบอวล อาจารย์ยิ้มให้กับบรรยากาศที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ถึงตรงนี้ชัยก็รู้แล้วว่าอาจารย์ชอบห้องไหน และเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์จึงโปรดปรานจิตมากกว่าตน

ทั้งสองคนตอบโจทย์อาจารย์ได้ทั้งคู่ เพราะใช้เงินหนึ่งรูปีทำให้ห้องของตัวเองเต็ม แต่ห้องหนึ่งเต็มไปด้วยขยะ ส่วนอีกห้องเต็มไปด้วยกลิ่นหอมและแสงสว่าง

 

นิทานเรื่องนี้ไม่ได้ชี้เพียงแค่ว่าใครฉลาดกว่าใครเท่านั้น แต่สะท้อนให้เห็นมุมมองหรือวิธีคิดของสองคนที่แตกต่างกัน ชัยคิดแต่ในเชิงวัตถุ มองในแง่ปริมาณ เมื่อได้รับโจทย์ว่าทำห้องให้เต็ม เขาก็คิดถึงแต่การหาวัตถุเยอะๆ มาเติมเต็มห้อง ซึ่งลงเอยด้วยการหาขยะมาใส่ ส่วนจิตไม่ได้คิดในเชิงวัตถุ เขามีความคิดที่ละเมียดละไมและประณีตกว่านั้น เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพ เพราะฉะนั้นจึงทำให้ห้องนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นหอมและแสงสว่าง

ชัยและจิตเป็นตัวแทนของคนในโลกนี้ที่มีมุมมองต่างกัน ประเภทหนึ่งคิดในเชิงวัตถุ เวลามีปัญหา ก็นึกถึงวัตถุเป็นคำตอบ วัดความสำเร็จในแง่ปริมาณ อีกประเภทนึกถึงสิ่งที่มีคุณค่าในเชิงนามธรรม วัดความสำเร็จในแง่คุณภาพ

นิทานเรื่องนี้เต็มไปด้วยอุปมาอุปไมย ห้องนั้นเปรียบเสมือนชีวิตของคนเรา เงินหนึ่งรูปี ซึ่งน้อยนิดนั้นหมายถึงเวลาในชีวิตของคนเราซึ่งสั้นมาก การทำให้ห้องเต็ม หมายถึงการเติมเต็มชีวิตของเรา

เมื่อพูดถึงการเติมเต็ม คนจำนวนไม่น้อยจะนึกถึงการมีชีวิตที่พรั่งพร้อมด้วยวัตถุ เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ยิ่งมีเวลาน้อยเท่าไรยิ่งต้องรีบหามาให้เยอะๆ ชีวิตจะได้ไม่ว่างเปล่า

แต่บางคนเห็นว่าชีวิตควรจะเติมเต็มด้วยสิ่งที่งดงาม มีคุณค่าและความหมาย นั่นคือ คุณธรรมและปัญญา กลิ่นหอมเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี ส่วนแสงสว่างเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา สองอย่างนี้ต่างหากที่ทำให้ชีวิตงดงามและมีคุณค่าอย่างแท้จริง

มุมมอง!!!!

ขอเล่าต่อในตอนต่อไปค่ะ

3
แชร์ 1 ครั้งรับชม 164 ครั้ง