30 สิงหาคม เวลา 03:39Business

เปรียบเทียบข้อดี ข้อด้อยของการเป็นเจ้าของธุรกิจและลูกจ้าง

คุณวิชญ์ครับ ช่วยทำคลิปวีดีโอเปรียบเทียบให้หน่อยได้ไหมครับ ว่าการเป็นนายตัวเองกับการทำงานประจำนั้นมีข้อดี ข้อเสียที่เหมือนกันและแตกต่างกันอย่างไร ขอบคุณมากๆครับ…??? เอาจริงๆแล้วการเป็นนายตัวเองหรือลูกจ้าง มันอยู่ที่ความชอบ โอกาส ความคิด และความถนัดของแต่ละคนครับ ดังนั้นจะให้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียกันตรงๆ มันทำได้ไม่หรอกครับ มันแล้วแต่บุคคลครับ แต่เอาจริงๆ มันก็เปรียบเทียบได้นะ นายตัวเอง VS ลูกจ้าง อะไรดี อะไรด้อยกว่ากัน

เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นทำงานประจำและมีเงินเดือน ผมทำตามความฝันของตัวเองนั่นก็คือการเก็บเงินทำฟัน สำหรับนักศึกษา ค่าจัดฟันต่อให้ถูกแค่ไหนก็ยังแพง แต่ถ้าเป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือน 13,000 บาทแล้วละก็ การผ่อนค่าจัดฟัน 2 ปีไม่ใช่เรื่องยากเลย

ผมไปคุยกับคุณหมอหลายที่มาก ทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และคลีนิค เมื่อมาถึงการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ผมสะดุดตากับคลีนิคทำฟันแห่งหนึ่งย่านกลางเมือง สะดุดตาตั้งแต่เว็บไซต์ของเขาแล้ว คือปรกติเวลาที่คุณเปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ทางการแพทย์ ทุกที่ล้วนทำให้ดูสากลและน่าเชื่อถือ แต่กับคลีนิคนี้ คุณหมอทำเว็บไซต์ด้วยดีไซน์ที่โครตโบราณ พร้อมสโลแกนจัดฟัน 30,000 บาทราคาเดียว

ด้วยราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด และดีไซน์เว็บที่ดูไม่น่าเชื่อถืออย่างแรง ผมเลยตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาคุณหมอ อยากจะขอนัดเพื่อสอบถามรายละเอียดค่าจัดฟันทั้งหมด และอยากเข้าไปดูให้เห็นจริงๆว่าสถานบริการนี้มีใบรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้หรือไม่มี ซึ่งคุณหมอนัดผมให้มาเจออีก 6 เดือนข้างหน้า โห คลีนิคที่มีเว็บไซต์อย่างนี้ มีคนจองคิวยาวถึง 6 เดือนเลยเหรอเนี่ย ล้อกันเล่นหรือเปล่า

เมื่อถึงวันนัด ผมลงรถเมล์ตรงหน้าปากซอยและข้ามสะพานลอยเพื่อเดินเข้าไปยังซอยที่คลีนิคตั้งอยู่ เมื่อผมเดินเข้าไปเกือบ 600 เมตร ผมเริ่มไม่มั่นใจว่ามาถูกทางหรือเปล่า เลยตัดสินใจโทรหาคุณหมอ

“คุณหมอครับ ผมเดินเข้ามาในซอยประมาณ 600 เมตรแล้ว ไม่ทราบว่าอีกไกลไหมครับ”

“โห เดินเข้ามาทำไมครับ มันไกล นั่งมอเตอร์ไซด์มา 15 บาทเองครับ”

“อ้าว เหรอครับ งั้นเดี๋ยวผมโบกมอเตอร์ไซด์ก่อนนะครับ”

“อย่าครับคุณวิชญ์…!!!” คุณหมอตะโกนลั่นออกมาผ่านทางโทรศัพท์จนผมตกใจ

“ถ้าคุณวิชญ์โบกรถมอเตอร์ไซด์ตรงกลางซอย เขาจะคิดค่ารถ 15 บาท ถ้าคุณวิชญ์โบกมอเตอร์ไซด์จากต้นซอย เขาจะคิดค่ารถ 15 บาทครับ ผมแนะนำให้เดินกลับไปขึ้นมอเตอร์ไซด์ต้นซอยจะคุ้มกว่าครับคุณวิชญ์”

เมื่อผมไปถึงคลีนิค คุณหมอให้ผมนั่งรอประมาณ 5 นาที เมื่อคนไข้เดินออกมาจากห้องทำฟัน คุณหมอก็ออกมาคุยกับผม เอ๊ะ เดี๋ยวนะ แล้วประชาสัมพันธ์ไปไหน ผู้ช่วยหละ และผมก็ถึงบางอ้อเมื่อคุณหมอเปิดโปรแกรมนัดผู้ป่วยที่ทำขึ้นมาด้วยตาราง Excel

“คุณวิชญ์มาตรงเวลานะครับ เชิญเข้าห้องตรวจห้องแรกเลยครับ” โอ้โห คุณหมอจ็าบมาก นอกจากจะเป็นหมอจัดฟันแล้ว ยังเป็นประชาสัมพันธ์เองด้วยหวะเฮ้ย

เมื่อคุณหมอวิเคราะห์ฟันของผม คุณหมอก็บอกให้ผมอุดฟัน ถอนฟัน และขูดหินปูนก่อนมาเจอครั้งต่อไป ผมเลยบอกไปว่าขอทำที่คลีนิคคุณหมอที่นี่เลยแล้วกันเพราะคิดว่าคุณหมอก็คงพ่วงการขายบริการอื่นๆอยู่แล้ว แต่คำตอบที่ผมได้รับกลับผิดคาด คุณหมอตอบด้วยความรวดเร็วว่า “ไม่รับทำครับ ไปคลีนิคอื่นดีกว่า” ผมงง คลีนิคอะไรฟร่ะ ไม่ยอมทำฟันให้ เลยถามเหตุผลไปว่าเพราะอะไร คุณหมอตอบมาด้วยสายตาซื่อใสบริสุทธิ์ว่า “หมอปวดหลังครับ”

เมื่อผมออกมาจากห้องตรวจ คุณหมอก็ลุกมานั่งตรงประชาสัมพันธ์ เขียนใบเสร็จรับเงินให้กับผม เมื่อผมจ่ายเงิน ผมถามคุณหมอด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร คุณหมอตอบกลับมาทันทีว่า “หมอก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” โห ความเชื่อมั่นในตัวหมอพุ่งขึ้นปรี๊ดเลย

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผมไปจัดฟันกับคุณหมอ คุณหมอเป็นคนฮามากๆ เจอทีไรผมก็ฮาตลอด ผมว่าคุณหมอท่านคงเป็นคุณทันตแพทย์สายคาเฟ่แน่นอน คนไข้แต่ละคนคุณหมอจะใช้เวลา 15 นาทีเป๊ะๆ ถ้าคุณไปตรงเวลา คุณจะไม่ต้องนั่งรอเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ถ้าไปสายเพียง 5 นาที คุณจะต้องนั่งรออีกนาน แถมคลีนิคคุณหมอก็เทพมาก เปิดถึง 4 โมงเย็นเท่านั้นเพราะคุณหมอบอกว่ามันเป็นเวลาที่เขาอยากจะใช้อยู่กับครอบครัว คุณหมอสามารถเปิดนานขึ้นและทำเงินได้มากขึ้น แต่หมอก็ไม่เอาเพราะอยากใช้เวลาหลังเลิกงานกับลูกๆอย่างเต็มที่

คุณหมอสายศิลปินจริงๆ…!!!

คุณหมอเป็นคนแรกๆที่สอนให้ผมเห็นข้อดีของการเป็นเจ้านายตัวเอง คือ เมื่อคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณจะสามารถทำอะไรก็ได้ เอาแต่ใจแค่ไหนก็ได้ ออกแบบเวลาทำงานหรือกิจการอย่างไรก็ได้ ปลดปล่อยตัวตนแค่ไหนก็ได้ตราบใดที่ลูกค้ายังยอมจ่ายเงินควักเงินซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ เรียกได้ว่าสามารถกำหนดกติกาเองได้หมด แต่ในขณะเดียวกับ เจ้าของกิจการก็ต้องยอมรับทุกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน คนชื่นชมหรือด่าทอ ต้องรับเองเต็มๆเพรียวๆ

ในขณะที่การเป็นลูกจ้าง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนตั้งกติกาการทำงานเองเพราะนายจ้างจะเป็นผู้ออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด แต่ถ้าลูกจ้างคนนั้นทำงานในองค์กรที่มีกติกาที่เป็นธรรม เจ้านายมีธรรมาภิบาล ทำงานแล้วมีคนเห็นผลงาน กลายเป็นคนสำคัญขององค์กร ก็อาจจะมีชีวิตที่ดีได้ไม่แพ้เจ้าของกิจการ แถมยังมีความมั่นคงเป็นเงินเดือนตายตัวด้วย ต่อให้บริษัทที่คุณทำงานพลาดพลั้งจนต้องปิดกิจการ ลูกจ้างก็จะได้รับความคุ้มครองและค่าตอบแทนล่วงหน้าตามที่กฏหมายกำหนดด้วย

ลองกลับมาดูที่ชีวิตคุณหมอฟันอีกครั้ง หมอฟันบางคนอาจจะสนุกกับการทำงานทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่รับโทรศัพท์ ประชาสัมพันธ์ นัดลูกค้า บัญชี ทำความสะอาดร้าน ตอบคำถามลูกค้าผ่านทางอีเมลล์ เช่นกัน หมอฟันบางคนอาจจะมีความสุขกับการทำหน้าที่หมอฟันเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องรับผิดชอบงานส่วนอื่น รับผลตอบแทนเป็นเงินเดือนผ่านคลีนิคอื่นหรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ แต่การค้นพบความสุขของตัวเองได้นั้น มันก็ต้องเรียนรู้ผ่านทางประสบการณ์ตรงอย่างการทำงานในสถานะนั้นจริงๆนั่นเเหละครับ

ดังนั้น หากถามว่านายตัวเองกับลูกจ้างอะไรดีกว่ากัน ก็อยู่ที่คุณแล้วครับว่าจะสร้างกติกาในการทำงานเองได้คมกว่าการทำงานด้วยกติกาของคนอื่นหรือเปล่า…??? มันมีจริงๆนะครับ คนที่เป็นนายตัวเองเก่งมากๆแต่ไปทำงานเป็นลูกจ้างแล้วไม่รอด กับคนที่ทำงานเป็นลูกจ้างได้เก่งมากๆจนเจ้าของกิจการซูฮก แต่พอออกมาเป็นนายตัวเองแล้วทำเงินไม่ได้เลยก็มี ทางที่ดี คุณควรมีรายได้จากทั้ง 2 ทาง แล้วทางไหนคุณทำแล้วมีความสุขมากกว่าก็มุ่งไปทางนั้นครับ เหมือนกับกรณีศึกษาของนายตัวเองทุกคนในหนังสือ We Are Startyourway ที่ทุกคนค้นพบตัวเองจนเจอ

39
แชร์ 1 ครั้งรับชม 2.6k ครั้ง
thanadet
เป็น​ลูก​จ้าง​ยาก​กว่า​เป็น​นายตัวเอง​
30 สิงหาคม เวลา 07:00
2