Post


11 ธ.ค. 2019 เวลา 04:30History

" L u f t h a n s a H e i s t "

แก๊งค์มาเฟียสมองเพชรปล้นเงิน จากห้องนิรภัยสายการบิน Lufthansa ในสนามบินนานาชาติ JFK มูลค่าเฉียด 6 ล้านดอลลาร์ (EP.2 ตอนจบ)

มั น เ กิ ด ขึ้ น ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร

ต่อจากตอนที่แล้ว(EP.1)

...ก่อนถึงวันคริสมาสต์ ธันวาคม 1978 James Burke ได้ข้อมูลสำคัญอีกชิ้น นั่นคือข้อมูลการบินพร้อมรายละเอียดของเงินสด ที่มากับเครื่องบินเจ็ต ของสายการบิน Lufthansa ที่บินตรงจากยุโรปสู่สนามบิน JFK

นอกจากนี้ใบแจ้งสินค้ายังเผยรายละเอียดอื่นๆอีกว่านอกจากเงินสดแล้ว ยังมีพัสดุที่เป็นเครื่องประดับราคาแพงรวมอยู่บนเที่ยวบินนี้ด้วย

มันสมองของ James Burke เริ่มเผยความเหนือชั้นออกมาเรื่อยๆ เขาจะไม่อยู่ที่สนามบิน ในตอนที่ทีมกำลังปล้นกันอยู่

เสมือนในกองทัพที่นายพล หรือ กุนซือจะไม่ลงไปรบเอง แต่จะคอยบัญชาการรบ และแก้เกมส์จากเบื้องหลัง

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 11 ธันวาคม ปี 1978 รถตู้เก่า ยี่ห้อ Ford สีดำ วิ่งมาจอดที่หน้าประตูอาคารคลังสินค้าของสายการบิน Lufthansa

หลังจากนั้นสมุนของ James Burke ก็ทยอยลงมาจากรถ แล้วเล่นงานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยังไม่ทันได้ระวังตัว แล้วใช้ปืนขู่บังคับให้ปิดสัญญาณเตือนภัย และระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว

เวลาตี 3 คือเวลาที่ James Burke และสมุนคิดมาอย่างดีแล้วว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปล้น

เพราะจากข้อมูลการเฝ้าติดตามทีมรักษาความปลอดภัยมาเกือบ 3 เดือน ทำให้พวกเขารู้ว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกะดึกจะพักทานอาหารในช่วงเวลาดังกล่าว

และเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะไปอยู่รวมกันที่โรงอาหาร ไม่กระจายไปทั่วอาคาร นั่นแปลว่ามันจะทำให้สมุนของ James Burke สามารถบุกเข้าควบคุมเจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้เป็นกลุ่มเดียว

ทีมสมุนของ James Burke จำแผนผังของอาคารได้แม่น เมื่อได้เวลาทำการเหล่าอาชญากรก็บุกเข้าสู่อาคารคลังสินค้าของสายการบิน Lufthansa ได้อย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งมาถึงห้องอาหาร แล้วก็พังประตูเข้าไป และก็ใช้ปืนข่มขู่ควบคุมเจ้าหน้าที่ทุกคนเอาไว้

การทำการบ้านที่ใส่ใจในรายละเอียดของ James Burke มีจุดหนึ่งที่เป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้การปล้นครั้งนี้ได้เปรียบมากขึ้นไปอีก

สมุนของเขารู้จักชื่อเจ้าหน้าทุกคน และรู้ว่าครอบครัวของพวกเขาเป็นใคร และอยู่ที่ไหน ข้อมูลนี้ทำให้เหล่าอาชญากรมีอำนาจการต่อรองที่เด็ดขาดอยู่ในมือ

ตามธรรมชาติของสัญชาตญาณมนุษย์เมื่อมีใครเอาปืนมาจ่อหัวข่มขู่ แล้วบอกว่าถ้าขัดขืน ฉันจะจัดการกับครอบครัวของแก ...มันจึงง่ายมากที่พนักงานทุกคนจะยอมสิโรราบ และยอมทำตามทุกคำสั่งที่อาชญากรกลุ่มนี้ต้องการ

จากนั้นสมุนของ James Burke ก็ใช้ปืนจี้หัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัย ให้พาไปยังห้องนิรภัยคอนกรีต ที่มีขนาดความกว้าง 10x20 ฟุต

เมื่อเข้าไปยังห้องนิรภัยได้สำเร็จ ก็เจอเข้ากับพัสดุนับร้อยๆชิ้น แต่ก็เช่นเคยที่พวกของ James Burke จะนำหน้าไปหนึ่งก้าวจากการทำการบ้านมาอย่างดี

พวกเขารู้ว่า จะต้องมุ่งตรงไปที่ไหนก่อนเป็นลำดับแรกเมื่อเข้ามาภายในห้องนิรภัยได้

กลุ่มอาชญากรมุ่งไปที่ใบเอกสารรายงาน รายการสินค้าที่พึ่งขนส่งเข้ามา และดูหมายเลขพัสดุที่ต้องการ แล้วต้องรีบนำพัสดุนั้นออกมา และรักษาเวลาให้ดีที่สุด

สมุนของ James Burke ใช้เวลาไป 76 นาที นับตั้งแต่เดินทางมาถึงจนปล้นเสร็จ แล้วขึ้นรถตู้เผ่นหนีออกจากคลังสินค้าของสายการบิน Lufthansa

James Burke ผู้ที่คอยบัญชาเกมส์อยู่เบื้องหลังนัดพบทีมปล้นที่ Canarsie, Brooklyn จากนั้นลำเลียงเงิน และเครื่องเพชรมาที่รถอีกคันที่มี James Burke พร้อม Frank (Francis James Burke) ลูกชายเป็นคนขับ

เพื่อนำของมีค่าทั้งหมดที่ปล้นมาไปที่เซฟเฮ้าส์ของสมุนคนหนึ่งที่เขาไว้ใจมากที่สุด ซึ่งช่วยเขาวางแผนปล้นสนามบิน

เมื่อมาถึงเซฟเฮ้าส์ของสมุนคนสนิท ก็รีบขนย้ายเงิน และเครื่องเพชรลงไปเก็บไว้ใต้ถุนบ้าน แล้วช่วยกันนับ

James Burke แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเงินสดกว่า 5 ล้านดอลลาร์ และเครื่องเพชรมูลค่า 875,000 ดอลลาร์ รวมๆแล้วของทั้งหมดมีมูลค่าเฉียด 6 ล้านดอลลาร์ (5.87 ล้านดอลลาร์)

มันเยอะกว่าที่พวกเขาคาดไว้ถึง 3 เท่า เพราะในตอนแรกเขาประเมิณว่าจะได้มาเพียง 2 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

และถ้าหากนำค่าเงินในยุค 70-80 มาเทียบกับค่าเงินในยุคปัจจุบัน เงิน และเครื่องเพชร ที่ปล้นมาได้จะมีมูลค่าสูงถึง 22 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

” เราพึ่งปล้นเสร็จ แต่ยังไม่รอดซะทีเดียว”

นี่คือสิ่งที่ James Burke คิด เขาถือเงินก้อนใหญ่เอาไว้ เพราะกังวลว่าลูกสมุนที่ร่วมแผนปล้นจะเอาเงินไปใช้แบบสามล้อถูกหวยโดยไม่ทันระวังตัว และทางการอาจจะเพ่งเล็ง แล้วสืบสาวมาถึงตัวเขา และทีมทั้งหมดได้นั่นเอง

คนเราต่อให้เก่งแค่ไหนก็ต้องมีจุดอ่อน นักสืบอาชญากรรมอย่าง FBI รู้ดีว่า ในคดีการปล้นต่างๆมักจะมีจุดอ่อนอยู่ที่การกลบเกลื่อนร่องรอย

และในเหตุการณ์ปล้นห้องนิรภัย Lufthansa ในสนามบิน JFK มันมีของชิ้นหนึ่ง ซึ่งมันควรเป็นสิ่งที่ต้องรีบกำจัดทิ้งหลังการปล้นเสร็จให้เร็วที่สุด นั่นก็คือ รถตู้

James Burke รู้ดีว่ารถตู้อาจทำให้เจ้าหน้าที่หาเบาะแสสืบส่วนต่างๆได้สาระพัด ดังนั้นเขาจึงมอบหมายให้สมุนคนหนึ่งที่ชื่อ Parnell Edwards ไปกำจัดรถตู้คันนี้ทิ้งซะ

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ James Burke กังวล และกลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อ Parnell Edwards เกิดพลาดท่า แบบไม่น่าให้อภัย

Parnell เขามีหน้าที่เดียว คือ การขับรถตู้ไปที่โรงงานแยกชิ้นส่วน แล้วทำลายรถตู้คันนี้ทิ้งซะ แต่ว่าเขากลับตัดสินใจแวะกลางทาง

เขาไปพี้ยา และฉลองกับแฟนสาวเขาอย่างสุดเหวี่ยง สิ่งที่เขาพลาดอยู่อย่างเดียว คือ Parnell จอดรถไว้ในที่ห้ามจอด เขากำลังหางานให้ตัวเอง และทีมคนอื่นๆ

รุ่งเช้าหลังจากเหตุการณ์ปล้น ตำรวจพบรถตู้คันดังกล่าว ที่ย่าน East 98 บนถนน Linden ซึ่งห่างไปเพียงไม่กี่ไมล์จากสนามบิน JFK

จากการตรวจสอบรถตู้ ตำรวจ และ FBI พบลายนิ้วมือของ Parnell Edwards ซึ่ง FBI รู้ดีว่าเขาเป็นลูกน้องของ James Burke และก็ได้ขยายผลตามล่าสมุนคนอื่นๆต่อทันที

สถาณการณ์เช่นนี้ทำให้ James Burke ต้องชิงลงมือสังหารทุกคนที่เกี่ยวข้อง และโยงเขากับการปล้นได้ ผู้ร่วมขบวนการของเขาโดนเก็บคนแล้วคนเล่า

ชายคนเดียวที่จำคุกจากเหตุการณ์ปล้นสนามบิน JFK คือสายข่าวภายในสนามบิน ชื่อ Louis Werner ที่คอยส่งข่าวให้ James Burke ตั้งแต่แรก

ในส่วนของ James Burke ผีการพนันที่อยู่ในตัวเขาเป็นเหตุ จนทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบาก

มันทำให้เขาลงเอยหลังลูกกรงเช่นกัน แต่ไม่ใช่จากคดีการปล้นสนามบิน JFK เขาถูกจับจากการล็อกผลบาสเกตบอลมหาลัย และคดีล้มบอล เขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุก จนเสียชีวิตลงในปี 1996 ด้วยวัย 64 ปี

ในขณะที่เงิน และเครื่องเพชรที่ถูกปล้น มูลค่าเกือบ 6 ล้านดอลลาร์ สายข่าวที่ชื่อ Louis Werner ส่งคืนได้เพียง 15,000 ดอลลาร์เท่า ส่วนที่เหลือไม่เคยได้คืนอีกเลย

แม้จะรู้ว่าการปล้นครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งค์มาเฟียอิตาเลียน แต่กระนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถติดตามเอาทรัพย์สินที่ยังศูนย์หายไปกลับคืนมาไม่ได้ทั้งหมด

มิหนำซ้ำธุรกิจมืด และอาชญากรรมใต้ดินของแก๊งค์มาเฟียก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเฟื่องฟู

เพราะพวกเขาใช้เงินซื้อได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ,อัยการศาล ,นักการเมือง หรือ แม้แต่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงต่างๆ

อ้างอิงโดย :

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ถ้าหากมีประเด็นใดที่ตกหล่น ขาดตก บกพร่อง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่แปลมา และเรียบเรียงใหม่ จึงอาจไม่ตรงตามต้นฉบับเดิม 100%

ถ้าหากเรื่องราวนี้ ช่วยสร้างแรงบัลดาลใจ หรือ สร้างความน่าสนใจให้กับท่านผู้อ่าน สามารถกดแชร์ และติดตาม Inspire Story เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะครับ

11 ธ.ค. 2019 เวลา 05:32
1