โพสต์

ปี 2019 ผมได้เรียนรู้สัจธรรมต่างๆเยอะมาก
จากการเขียน, การอ่าน ,การสัมภาษณ์ รวมถึงการมีลูก ทั้งหมดรวมกัน ส่งผลให้ผมได้เข้าใจอะไรหลายอย่างเพิ่มขึ้นมาพอสมควรทีเดียว
บทความสุดท้ายของปี ในเพจวิเคราะห์บอลจริงจัง ขอเล่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในปีนี้นะครับ
1) อย่าวิจารณ์คนอื่นเรื่องรูปร่าง หน้าตา นี่ยุค 2020 แล้ว
ผมเห็นเซเล็บหลายคน ตกม้าตาย เพราะไปวิจารณ์คนอื่นเรื่องรูปร่าง หน้าตา หรือรสนิยมทางเพศ คือพวกเขาไม่รู้เลยว่าในยุคนี้ เรื่องพวกนี้ที่ในอดีตอาจล้อเล่นกันสนุกปากโดยไม่คิดอะไร มาในปัจจุบัน คุณจะบอกว่า "แค่ขำๆ" ไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรรู้ไว้ว่า การแซวคนอื่นด้วยรูปร่างหน้าตา มันไม่ใช่เรื่องสนุก มันไม่มีประโยชน์ และทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจเท่านั้น
สมมุติว่าคุณอ้วนขึ้นกว่าเดิม แล้วมีเพื่อนคนนึงมาทักว่า "มึงอ้วนขึ้นปะเนี่ยะ" ถามว่าคุณจะตอบเขากลับว่าอย่างไรล่ะ ก็คงทำได้แค่กลบเกลื่อนขำๆไป "เออ อ้วนชิบ อยู่ดีกินดีว่ะ" หรือไม่ก็ "เออ อ้วนเป็นหมูแล้วเนี่ยะ" คือคุณไปโกรธก็ไม่ได้นะ เพราะอีกคนจะบอกว่าเออ แค่ขำๆ จะซีเรียสอะไรนักหนา กลายว่าเราเป็นคนผิดซะอีก
มันแสดงให้เห็นใช่ไหมครับว่า การทักคนอื่นที่รูปร่างหน้าตา มันนำมาสู่ความอึดอัดของอีกฝ่ายที่ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรกลับไป คือผมว่าคนที่อ้วนขึ้น โทรมขึ้น หน้าสิวขึ้น เขารู้ตัวเองอยู่แล้วแหละ และคงกำลังหาทางจัดการกับปัญหาของตัวเองอยู่
ดังนั้น ถ้าอยากจะคุยกับอีกฝ่าย บทสนทนาจะเป็นอะไรก็ได้ ที่ไม่ต้องพูดถึง รูปร่าง หน้าตา หรือรสนิยมทางเพศ มีหัวข้อที่จะคุยกันเยอะแยะในโลกนี้ หรือถ้านึกอะไรไม่ออก ยิ้มให้อีกฝ่ายก็พอนะ
2) การมีที่ทำงานดี คือลาภอันประเสริฐ
ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป เราใช้เวลาชีวิตเยอะมากกับที่ทำงาน ดังนั้น ถ้าได้ร่วมงานกับคนดีๆ มันจะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นแบบคาดไม่ถึงเลย
การได้เพื่อนที่ทำงานดี ไม่มีแทงหลังกัน คอยส่งเสริมและยินดีกับอีกฝ่ายเสมอเมื่อประสบความสำเร็จ คือสมบัติล้ำค่าจริงๆ
คิดดูต้องเหนื่อยกับงานแล้ว ต้องมาเสียสุขภาพจิตกับการดีลกับคนร่วมออฟฟิศอีกงั้นหรือ? ถ้าต้องมาแคร์ความรู้สึกกันขนาดนั้น แล้วจะเอาสมองตรงไหนไปทำงานล่ะ
ถ้ามีที่ทำงานสองที่ ให้เงินใกล้เคียงกัน อย่าลืมพิจารณาเพื่อนร่วมงานนะครับ ได้ทำงานกับคนดีๆ ชีวิตเราจะแฮปปี้มากกว่าเดิมเยอะเลย
3) ถ้าจะลากิจก็ต้องลา อย่าแคร์เรื่องอื่นมากเกิน
การทำงานแน่นอน ย่อมต้องมีความรับผิดชอบ แต่ถ้าวันที่เรามีเรื่องต้องไปทำ อย่าลังเลลาไปเลย อะไรที่มันต้องจัดการ มันก็ต้องจัดการ
ต่อให้ไม่มีเราเขาก็จัดการกันได้ คือไม่ผิดที่จะคิดว่าตัวเราสำคัญ คือมีคนชอบคิดว่าถ้าไม่มีเราสักคน คนอื่นคงลำบากแน่ เขาจะอยู่กันได้ไหม
คือแนะนำว่าอย่าไปคิดอะไรขนาดนั้น ถ้าจะหยุดก็ต้องหยุด จะลาก็ต้องลา เดี๋ยวคนที่อยู่เขาต้องหาทางจัดการชีวิตกันเอาเอง
นอกจากนั้น ที่ทำงานบางแห่ง เวลาเราจะขอใช้สิทธิลาหยุด เหมือนกับว่าเราจะไปฆ่าใครตาย อารมณ์ว่าเราทิ้งงานให้คนอื่นต้องลำบาก ถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องตั้งคำถามแล้วว่า ทำไมบริษัทนี้ถึงสร้างความรู้สึกให้พนักงานเวลาใช้สิทธิที่ควรได้รับ กลับต้องคิดแบบนี้ เพราะถ้าเป็นบริษัทที่ดีจริงๆ จะมีคนทดแทนได้เสมอ ถ้าวันหนึ่งมีคนไม่พร้อมขึ้นมา
ชีวิตส่วนตัว สำคัญไม่แพ้ชีวิตการทำงาน อย่ามอบทุกอย่างให้กับงานอย่างเดียว จนไม่มีชีวิตของตัวเอง
4) มั่นคงกับความคิดของตัวเอง
เวลาผมจะให้ราคาใครสักคน ผมไม่ได้มองว่า คนคนนั้น "เชื่ออะไร" แต่เขา "ซื่อสัตย์กับความเชื่อ" ของตัวเองแค่ไหน
ผมไม่แคร์ว่า คุณจะเชื่อแบบไหน แต่คุณต้องมีหลักการของตัวเอง คุณต้องมี ความคงเส้นคงวาในการใช้เหตุผล ไม่ไหวโอนเอนไปตามสถานการณ์
คนที่เอนไหวไปมา แล้วสนับสนุนในสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ที่สุด แบบนั้น ยากที่จะทำให้คนศรัทธาได้
ตัวอย่างในเรื่องการเมืองละกัน สมมุติว่า ฝั่งที่เราเกลียด เสนอนโยบายอย่างหนึ่งขึ้นมา เราจะต่อต้านสุดกำลัง ยกเหตุผลร้อยแปด เพื่อต่อต้านนโยบายนั้นไม่ให้เกิดขึ้น
แต่พอพลิกสถานการณ์กัน ฝั่งที่เราชอบเสนอนโยบายแบบเดียวกันขึ้นมา ถ้าหากเรามีความซื่อสัตย์กับความคิดตัวเอง เราก็ควรจะต่อต้านนโยบายนั้นใช่ไหมครับ แต่มันก็มีคนไม่น้อย ที่อยู่ๆเปลี่ยนใจ กลับมาเห็นด้วยกับนโยบายนั้นเฉยเลย เพียงเพราะเป็นสิ่งที่ฝ่ายที่เราชอบ เสนอมันขึ้นมาแค่นั้นจริงๆ
ดังนั้นอย่า Double Standard ครับ ถ้าเราเกลียดเรื่องอะไร ไม่ว่าใครทำสิ่งนี้ เราต้องไม่พอใจให้เหมือนกันด้วยนะ
5) ตัดบางคนออกจากชีวิตไปบ้าง ก็ดีนะ
ทำไมเราต้องรักษาน้ำใจทุกคนบนโลก อีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว ทำไมเราไม่ทำอะไรที่มีความสุข ไม่อยู่แต่ท่ามกลางคนที่รักที่แคร์เรา
ถ้าใครที่ทำให้เราไม่สบายใจ และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะแคร์ ก็ตัดทิ้งมันให้หมดนั่นล่ะครับ Delete ไปจากชีวิตเลย คือเวลาของเรามีค่านะ จะมาเสียเวลากับคนที่ไม่รักเราทำไม
อำนาจเรามีนะ Facebook ก็ของเรา ลบบล็อคไปเลย ให้คนนั้นกลายเป็นคนไร้ตัวตนในชีวิตเราไปเลย อยากจะไปบ้าบอที่ไหนก็ช่างเขา เรากับเขาต่างคนต่างใช้ชีวิต สบายใจกว่า
6) เชื่อมั่นในความคิดตัวเองไว้
ถ้าเรามีความคิดอะไรหนึ่งอย่าง ที่คิดทบทวนอย่างดีแล้ว และคิดว่าเออ มันดี จริงๆ ถ้าหากโดนคนติติงมา หรือบอกว่าความคิดเราไม่เวิร์ก
อย่าเพิ่งถอดใจง่ายๆ แต่จงมั่นใจในความคิดของตัวเองไว้ก่อน อย่าลืมว่าถ้าตัวเรายังไม่เชื่อเลย แล้วคนอื่นจะมาเชื่อได้อย่างไร
เราต้อง "ปกป้อง" ความคิดของเราจนสุดชีวิต และอธิบายในเหตุผลที่ตัวเองมีทั้งหมดก่อน เขาจะเชื่อเราหรือไม่ไม่สำคัญ แต่มันก็เป็นการพิสูจน์ว่าเราเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดจริงๆ
คือรับฟังสิ่งที่คนอื่นติติง แล้วลองเอามาคิดดูว่า มันจะประยุกต์กับสิ่งที่เราคิดได้ไหม แต่ไม่ใช่โดนเขาติติงมาแล้วก็ยอมแพ้ทันที แบบนั้นไม่ได้ ความคิดของเรา เราก็ต้องปกป้องมันด้วยตัวเอง
7) อย่าดราม่าในโลกออนไลน์
ทุกคนสามารถโพสต์อะไรก็ได้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กของตัวเอง อันนี้ใช่ แต่การโพสต์เรื่องดราม่าที่ใครๆก็แก้ไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์
สมมุติเราไม่พอใจใครสักคน แล้วมาตั้งโพสต์แขวะๆเขา ทีนี้คนอื่นที่มาอ่าน ก็ต้องมาตีความอีก ว่าหมายถึงกูหรือเปล่า มันอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนอื่นได้
หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า เขาจะมองเราว่าเป็นคนยังไง ลองคิดดู
ถ้าจะโพสต์ดราม่า ก็ต้องมั่นใจว่า มันจะแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่แค่คนบ่นไปเรื่อยเปื่อย สุดท้ายปัญหาก็ไม่แก้ แถมยังอาจได้ศัตรูเพิ่มอีก ไม่คุ้มเลยนะ
8 ) ครึ่งทางเพื่อสิ่งสำคัญกว่า
บางเรื่อง เรารู้ทั้งรู้ว่าไม่ยุติธรรมเลยสักนิด เพราะอีกฝ่ายทำผิดมาแต่ต้น แต่ถ้าเพื่อสิ่งสำคัญที่มากกว่า เราอาจต้องเป็นฝ่ายยอม
ตัวอย่างเช่น มีคดีนึงเกิดขึ้นจริง มีผู้หญิงคนนึง ท้องหลายเดือนแล้ว แต่มาแท้งกะทันหัน และไม่สามารถมีลูกได้อีก ด้วยความที่ครอบครัวฝ่ายชายคาดหวัง ว่าจะได้ทายาท ทำให้ผู้หญิงหน้ามืดไปลักเด็กทารกมาจากโรงพยาบาลที่ขอนแก่น และนำไปชุบเลี้ยงอย่างดีที่บ้านของเธอในจังหวัดชัยภูมิ โดยเด็กทารกโตขึ้นมา ก็สนิทกับปู่ย่ามากๆ
สุดท้าย 4 ปีต่อมา เรื่องก็แดงขึ้น ตำรวจจับกุมตัวผู้หญิงคนขโมยทารกเข้าคุกไป ส่วนแม่ตัวจริงพอรู้ว่าเจอลูกของตัวเองแล้ว ก็ดีใจ ร้องไห้ และอยากให้ลูกกลับมาอยู่กับตัวเองที่ขอนแก่น
ปรากฏว่าลูกไม่สามารถย้ายบ้านมาอยู่กับแม่ตัวจริงได้ทันที เพราะคิดถึงปู่ย่า (ของแม่ตัวปลอม) และคุ้นเคยกับบ้านที่ชัยภูมิมาตั้งแต่เกิด เด็กไม่เข้าใจหรอก ว่าสถานการณ์คืออะไร เขารู้แต่ว่า ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนแปลง และจะไม่ได้เจอปู่ย่าที่เขารักอีกต่อไปแล้ว
ดังนั้น คุณแม่ตัวจริง ทั้งๆที่อยากให้ลูกย้ายมาทันทีใจจะขาด ก็ต้องอดทน ค่อยๆปรับตัวไปพร้อมกับเด็ก ด้วยการไปหาน้องที่ชัยภูมิบ้าง และให้น้องมาลองค้างที่ขอนแก่น สัปดาห์ละวันบ้าง ค่อยๆให้ซึมซับไปก่อน ปรับตัวกันไปช้าๆ
ถามว่าเรื่องนี้ คุณแม่ตัวจริงทำอะไรผิด เปล่าเลย เธอไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วทำไมเธอต้องยอมให้ลูกยังอยู่บ้านโน้นต่อไปล่ะ? นั่นเพราะเธอเห็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า นั่นคือ ความรู้สึกของลูก และทางออกที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงช้าๆ
ถ้าเธอหักดิบ ความรู้สึกของเด็กอาจไม่มีวันรักแม่ตัวจริงได้เลย ซึ่งนั่นคงเป็นการทรมานแบบตายทั้งเป็นทีเดียว
ที่ผมยกตัวอย่างมานี้ อยากบอกว่า บางครั้งเราจะเจอเรื่องแบบนี้ครับ คือรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำน่ะมันผิด มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ถูกแต่แรก แต่เมื่อสถานการณ์มันออกมาเป็นแบบนี้แล้ว การไปรื้อฟื้นว่า ถ้าแกไม่ขโมยลูกชั้นวันนั้น อะไรก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก คือพูดไปก็เท่านั้น เพราะเราย้อนเวลาไม่ได้
เราก็ต้องปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ตรงหน้า และหาทางเอาชนะในสงครามปัจจุบันแทน ส่วนอะไรทีมันผ่านไปแล้ว แม้จะไม่ยุติธรรมเลย ก็รับรู้และอดทนไว้ เพราะสัจธรรมก็คือ เราทำอะไรกับอดีตไม่ได้แล้วแต่เรายังเปลี่ยนแปลงอนาคตได้นะ
9) มีอะไรก็บอก เพราะเกมเดาใจไม่สนุก
คนเดียวในโลก ที่ผมจะยอมเดาใจ คือลูกสาววัย 4 เดือนของผมครับ นั่นเพราะเวลาเธอร้องจ๊ากขึ้นมาเนี่ยะ ผมไม่รู้เลยจริงๆว่าเธอต้องการอะไร ต้องการให้ปลอบแบบไหน อุ้มท่าไหน ดังนั้นสิ่งที่ผมจะทำคือต้องเดาใจเธอครับ
แต่ถ้าคุณไม่ใช่เด็ก 4 เดือน ผมว่าอย่าไปเล่นเกมเดาใจกับใครเลยครับ เพราะมันเสียเวลาทั้ง 2 ฝ่ายอ่ะนะ คิดอะไรอยู่บอกเขาไปเลยตรงๆดีกว่า
ถ้าไม่พอใจอะไร คุยกันให้ชัดเจนเลย อยากให้ปรับแก้ตรงไหน บอกกันตรงๆ ไม่ต้องเอาไปบ่นลับหลัง เพราะมันก็แก้อะไรกันไม่ได้
หรือถ้ากำลังจีบใครสักคน แล้วเขากั๊กๆเราแบบนั้น ก็ให้เขาบอกมาเลยดีกว่า ว่าที่เราคุยกันอยู่เนี่ย เรามีความหวังไหม หรือต่อให้เราพยายามแค่ไหน เธอก็ไม่เลือกเราอยู่ดี คือถ้าเธอเห็นเราแค่เป็นการเล่นเกม ก็บอกได้เลยนะ เราจะได้ Move on แล้วไปหาคนอื่น ที่จะไม่เห็นเราเป็นเกมเหมือนเธอ
10) ความหมายของทะเลใจ
เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมเพิ่งค้นพบปีนี้ครับ นั่นคือความหมายของเพลงทะเลใจ ของคาราบาว
คือเพลงนี้อ่ะ ผมชอบมาก ฟังเพลินสุดๆ แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงเลย แต่พออายุ 35 แล้ว ฟังอีกรอบ บางประโยคเฮ้ย เราเข้าใจมากขึ้นว่ะ
ท่อนนี้ครับที่ผมหมายถึง
"แม้ชีวิตได้ผ่าน เลยวัยแห่งความฝัน วันที่ผ่านมาไร้จุดหมาย ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกัน"
คือท่อนนี้ เมื่อก่อนก็งงนะ อะไรวะ วัยแห่งความฝัน แล้วผ่านอะไร ไม่เข้าใจ
แต่ผมมาเข้าใจตอนนี้ครับ ว่าคาราบาวน่าจะสื่อว่า คนเราบางคนไม่ได้มีความฝันทุกคน บางคนเคยฝันอะไรสักอย่างไว้ แต่ก็ไปไม่ถึง และเมื่อชีวิตมันเลยวัยแห่งความฝันมาแล้ว ไม่มีฝันก็ไม่ต้องฝัน สิ่งที่เราควรจะทำคือ ทำให้ร่างกาย และจิตใจ มีความสุขไปพร้อมๆกันในทุกวันก็พอ
มันเป็นสัจธรรมที่สุดยอดเลย คือสังเกตไหมครับ คำที่หล่อเลี้ยงวัยรุ่นเอาไว้คือ "ความฝัน" มึงเกิดเป็นคนต้องไขว่คว้าความฝันสิวะ ต้องไปให้ถึงให้ได้ อะไรงี้ แล้วถ้าเราไปไม่ถึงฝันล่ะ ต้องทำยังไง คาราบาวก็เลยบอกว่า ก็ไม่เห็นเป็นไร เราก็กลับมาใช้ชีวิตประจำวันของเรา ทำทุกวันให้มีความสุขก็พอแล้วนี่นา
ซึ่งมันจริงเลย คือใครจะไปไกลแค่ไหน เราก็ยินดีกับเขาด้วยจากใจ แต่กับเรา แค่มีความสุขในแต่ละวัน เราพอใจแล้วจริงๆ
11) ข้อสุดท้าย สำคัญสุดครับ
นั่นคือ เวลาเข้า Blockdit อย่าลืมแวะมาเข้าแชนแนลวิเคราะห์บอลจริงจัง อย่างสม่ำเสมอนะครับ พร้อมทั้งกดไลค์ทุกโพสต์ และให้ดาวด้วยนะครับ 555 (ล้อเล่น!)
นี่คือเรื่องราวที่ผมได้เรียนรู้จากปี 2019 ครับ และตัวเองก็ทำแบบนี้จริงๆทุกข้อนะครับ ซึ่งถึงตรงนี้แล้วก็ได้ผลดีอยู่นะ ชีวิตก็ดำเนินไปด้วยดีอย่างมีความสุข
แต่ทริกใครทริกมันนะ ใช้กับชีวิตแอดมินแล้วเวิร์ค แต่กับบางท่าน บางข้ออาจจะไม่เวิร์คก็ได้นะครับ ออกตัวก่อน 555
สำหรับปี 2019 ชีวิตของผมรวมๆก็ มีความสุขกับชีวิตนะครับ ภรรยาดี ลูกน่ารัก พ่อแม่พี่สาวแข็งแรง ที่ทำงานอบอุ่น เพจก็เดินหน้าต่อไปได้ ทุกอย่างสำหรับผมก็คิดว่าโอเคอยู่นะ
ส่วนเรื่องของเพจเรา ปีนี้ก็เจอเรื่องราวมากมายจริงๆ ยิ่งคนเยอะ ดราม่าก็มาก แต่แอดมินก็สัญญานะครับ ว่าจะรับมือมันอย่างดีที่สุดครับ
สุดท้าย ขอบคุณที่เดินทางร่วมกันมาตลอดนะครับ ทั้งในเพจ และใน Blockdit นะครับผม
ปีหน้า 2020 เจอกับวิเคราะห์บอลจริงจังทั้งปีเช่นเคยครับผม
#Happynewyear
ความคิดเห็น

Chutipon Phuthaworn

ยอดเยี่ยมครับ
4 ม.ค. เวลา 16:35
1

Sass Siri

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆเสมอนะครับ
3 ม.ค. เวลา 11:25
1

Schnaghich

ขอบคุณครับ
3 ม.ค. เวลา 06:10
1