7 ม.ค. เวลา 12:51Sports

[ สงครามชิงลิเวอร์พูล NIKE vs NEW BALANCE ]

ในตอนนี้ ลิเวอร์พูลประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า จะเปลี่ยนแบรนด์เสื้อ จากนิวบาลานซ์ เป็นไนกี้ ตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป

แต่กว่าจะเปลี่ยนมาใช้ไนกี้ได้ เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะนิวบาลานซ์เองก็ไม่ยอม คือต้องสู้กันให้ตายไปข้าง เรื่องเลยบานปลายถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล

วิเคราะห์บอลจริงจัง จะสรุปสาระสำคัญของสงครามแบรนด์เสื้อครั้งนี้ ว่ามีที่มาอย่างไร และลงเอยไปสู่บทสรุปแบบไหน

ในระหว่างปี 2012-2015 ลิเวอร์พูลเซ็นสัญญากับแบรนด์เสื้อ วอร์ริเออร์ สปอร์ต โดยรับเงินมูลค่าปีละ 25 ล้านปอนด์ จากนั้นในปี 2015-2020 บริษัทแม่ของวอร์ริเออร์ คือนิวบาลานซ์ มาเซ็นสัญญาต่อ โดยคราวนี้จะไม่ใช้โลโก้ของวอร์ริเออร์แล้ว แต่จะใช้ของ นิวบาลานซ์ไปเลย

ตัวเลขที่นิวบาลานซ์ให้ลิเวอร์พูล คือปีละ 60 ล้านปอนด์ สัญญา 5 ปี รวมเป็นเงินก้อนสูงถึง 300 ล้านปอนด์

ภายในสัญญาของนิวบาลานซ์ยังมีเงื่อนไขระบุอีกด้วยว่า ถ้าหมดสัญญาในปี 2020 แล้วลิเวอร์พูลได้รับข้อเสนอจากแบรนด์อื่น ถ้าหากนิวบาลานซ์สามารถยื่นข้อเสนอในมูลค่าที่ "เท่ากัน" ได้ ลิเวอร์พูลต้องต่อสัญญากับนิวบาลานซ์ออกไปอีก 1 ฉบับ

ความสัมพันธ์ของลิเวอร์พูล กับนิวบาลานซ์ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ทว่าสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เนื่องจากฟอร์มในสนามอันยอดเยี่ยมของสโมสรนั่นเอง

ตั้งแต่เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม ทำให้ทีมหงส์แดงยกระดับขึ้นเรื่อยๆ จากเป็นทีมระดับ B+ พวกเขาค่อยๆยกระดับกลายเป็นทีมเกรด A

ในฤดูกาล 2017-18 ทีมหงส์แดงเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ ตามด้วย 2018-19 ได้แชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก และได้อันดับ 2 ในพรีเมียร์ลีกด้วยการตามหลังแมนฯซิตี้แค่ 1 คะแนน

บวกกับผู้เล่นในทีม มีความเป็น "แม่เหล็ก" อยู่ในตัว อย่างโม ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ก็เป็นขวัญใจคนแอฟริกา อลิสซอน เบ็คเกอร์ นายทวารมือ 1 ของโลกเป็นขวัญใจชาวบราซิล ส่วนในอังกฤษก็มีดาวรุ่งเจเนเรชั่นใหม่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เป็นตัวขายได้ นั่นทำให้มูลค่าของลิเวอร์พูลสูงขึ้นกว่าเดิมมาก

ส่งผลให้นอกจากนิวบาลานซ์แล้ว มีอีกหลายแบรนด์ที่อยากร่วมงานเป็นผู้ผลิตเสื้อแข่งขันให้ทีมหงส์แดง เพราะแต่ละแบรนด์มั่นใจอยู่แล้วว่า ผลิตมาก็ขายได้แน่นอน

แบรนด์ไหนได้เซ็นสัญญากับหงส์แดงนาทีนี้ ก็เหมือนไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำ ทำเงินเละแน่ๆ ซึ่งทางฝั่งลิเวอร์พูลเองก็คิดเรื่องผลประโยชน์เช่นกัน ว่าตอนนี้สโมสรของตัวเองอยู่ในช่วงขาขึ้น ดังนั้นก็ควรเซ็นสัญญากับแบรนด์ไหนก็ได้ ที่จะเรียกกำไร ให้สโมสรมากที่สุด

กอบโกยได้ก็ต้องโกย เพราะไม่รู้หรอกว่า ช่วงขาขึ้นแบบนี้จะหายไปเมื่อไหร่ ดังนั้นลิเวอร์พูลจึงต้องการข้อเสนอที่ได้เงินเยอะที่สุด

ธันวาคม 2018 ก่อนหมดสัญญา 18 เดือน ลิเวอร์พูลแจ้งอย่างเป็นทางการกับนิวบาลานซ์ ว่าจะขอไปเจรจากับแบรนด์อื่นๆ และถ้าได้ข้อเสนอมาเท่าไหร่ จะมาคุยกันอีกครั้ง ว่านิวบาลานซ์ สามารถ "แมตช์" ข้อเสนอได้หรือไม่

10 กรกฎาคม 2019 ลิเวอร์พูลปัดข้อเสนอของหลายแบรนด์ และเหลือเพียงแค่ข้อเสนอเดียวที่ดีที่สุดเท่านั้น คือจาก "ไนกี้" โดยไนกี้ยื่นสิทธิประโยชน์ให้ดังนี้

1-ได้เงินกินเปล่า ฤดูกาลละ 30 ล้านปอนด์ ตลอดสัญญา 5 ฤดูกาล (รวมเป็น 150 ล้านปอนด์)

2- สินค้าทุกอย่างที่เกี่ยวกับลิเวอร์พูล ยกเว้นรองเท้า ที่ไนกี้ผลิตให้ รายได้ 20% ทั่วโลก จะถูกส่งให้สโมสร

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเสื้อแข่งลิเวอร์พูลแบบเบสิค ของ Official ปัจจุบันราคา 60 ปอนด์ (2,400 บาท) ถ้าหาก 1 ปี ขายเสื้อได้ 1 ล้านตัว ไนกี้จะได้เงิน 60 ล้านปอนด์ และต้องเอา 20% มาแบ่งให้ลิเวอร์พูล เท่ากับยอดแบ่งคือ 12 ล้านปอนด์ เป็นต้น

ถ้าขายได้ 2 ล้านตัว ก็เพิ่มเป็น 24 ล้านปอนด์ ขายได้ 3 ล้านตัวก็เพิ่มเป็น 36 ล้านปอนด์ อัพไปเรื่อยๆ

แล้วส่วนแบ่ง 20% คือทุกอย่างไม่ใช่แค่เสื้อแข่งขัน แต่รวมถึง เสื้อทุก Edition, กางเกง , ถุงเท้า , เสื้อวอร์ม , แจ๊กเก็ต ทุกอย่างที่ไนกี้ใช้โลโก้ลิเวอร์พูลต้องแบ่งให้สโมสรทั้งหมด

3- ส่วนรองเท้าไนกี้ ลิเวอร์พูล Edition จะให้ส่วนแบ่งลิเวอร์พูล 5%

4- ไนกี้ จะใช้ 2 แบรนด์ในการผลิต คือ ไนกี้ กับ คอนเวิร์ส ซึ่งจะทำให้สินค้าเข้าสู่หลายตลาดมากขึ้น คือบางคนอาจชอบสไตล์ไนกี้ แต่บางคนที่เป็นแนวสตรีตอาจชอบคอนเวิร์สมากกว่า ซึ่งไนกี้ จะผลิตทั้ง 2 แบรนด์

5- ไนกี้ จะทำการ Collab ร่วมกับทีมกีฬาดังๆในสหรัฐอเมริกา ที่ถือลิขสิทธิ์อยู่เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะใน NBA และ NFL ที่ไนกี้เป็น Official Partner เพื่อให้ชื่อเสียงของลิเวอร์พูลตีตลาดในอเมริกาให้ได้มากที่สุด

6-ไนกี้ สัญญาว่าจะมีเสื้อลิเวอร์พูลวางขาย ในร้านค้าอย่างน้อย 6,000 แห่งทั่วโลก และมี 51 ประเทศที่สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ผ่านทาง Nike.com

7- ไนกี้ จะให้เซเล็บระดับโลกในสังกัดของไนกี้ ไม่ต่ำกว่า 3 คน ในการช่วยโปรโมททางโซเชียล เน็ตเวิร์ก ตัวอย่างเช่น เลอบรอน เจมส์, เซเรน่า วิลเลียมส์ หรือ เดรค เป็นต้น ถ้าไม่ใช่สามคนนี้ ก็ต้องอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่านี้

จะเห็นได้ว่าสิทธิประโยชน์ของไนกี้นั้น ถ้านับแค่เงินก้อน มันก็แค่ 30 ล้านปอนด์ น้อยกว่า ที่นิวบาลานซ์ให้อยู่ปัจจุบันเสียอีก (60 ล้านปอนด์) แต่ลิเวอร์พูลมองว่า ด้วยศักยภาพของทีม พวกเขาสามารถทำเงินจาก ส่วนแบ่งยอดขายได้มากกว่านั้น และการดีลกับไนกี้ ก็เป็นชอยส์ที่น่าจะทำกำไรให้สโมสรมากที่สุด

เมื่อสรุปข้อเสนอของไนกี้ได้ทั้งหมดแล้ว 11 กรกฎาคม 2019 ลิเวอร์พูลส่งข้อเสนอให้นิวบาลานซ์ พิจารณาว่าสามารถ "แมตช์" ตัวเลขได้หรือไม่

16 สิงหาคม 2019 นิวบาลานซ์ ส่งจดหมายตอบกลับมา ยืนยันว่า สามารถ "แมตช์" ข้อเสนอของไนกี้ได้ นิวบาลานซ์อธิบายดังนี้

1- นิวบาลานซ์ จ่าย 30 ล้านปอนด์ต่อปี ในสัญญา 5 ปีได้

2- นิวบาลานซ์ แบ่ง 20% ทุกยอดขายในสินค้าของนิวบาลานซ์ ที่มีโลโก้ ลิเวอร์พูลได้

3- นิวบาลานซ์ แบ่ง 5% ของรองเท้าที่มีโลโก้ลิเวอร์พูลได้

4- นิวบาลานซ์ สามารถผลิตสินค้าลิเวอร์พูล 2 แบรนด์ได้ คือนิวบาลานซ์ กับ วอร์ริเออร์ สปอร์ต

5- นิวบาลานซ์ สามารถ Collab ร่วมกับทีมกีฬาที่นิวบาลานซ์เป็นสปอนเซอร์ในสหรัฐฯได้

6- นิวบาลานซ์ สามารถวางสินค้าของลิเวอร์พูล ขายในสโตร์ 6,000 แห่งทั่วโลกได้ และ 51 ประเทศ สามารถสั่งสินค้าทาง newbalance.com ได้

ส่วนข้อ 7 นิวบาลานซ์ไม่สามารถหาซูเปอร์สตาร์ระดับ เลอบรอน เจมส์ ,เซเรน่า วิลเลียมส์ หรือ เดรคได้ แต่นิวบาลานซ์ยืนยันว่า การให้เซเล็บนอกวงการช่วยโพสต์ ไม่ได้มีข้อแตกต่างเรื่องยอดขายอย่างมีนัยยะ

นิวบาลานซ์ ยืนยันว่า ข้อเสนอนี้แมตช์ทุกอย่างแล้ว และลิเวอร์พูลต้องกลับมาเซ็นสัญญากับ นิวบาลานซ์ตามข้อตกลงที่เซ็นกันไว้ในสัญญาฉบับที่แล้ว

22 สิงหาคม 2019 ลิเวอร์พูลตอบจดหมายกลับไป ระบุว่าสโมสรไม่เชื่อ ว่านิวบาลานซ์จะสามารถวางขายสินค้าได้ 6,000 สโตร์ทั่วโลกจริง เนื่องจากการร่วมงานกันตลอด 5 ปี สโมสรเห็นมาตลอดว่าช่องทางการขายของนิวบาลานซ์มีน้อยมาก คือ ถ้าเทียบกับเสื้อฟุตบอลของทีมอื่น เสื้อลิเวอร์พูลหาซื้อยากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าสองไลน์ของไนกี้ คือไนกี้ กับคอนเวิร์ส ต่างมีพลังมากทั้งคู่ และเทียบไม่ได้เลย กับ นิวบาลานซ์ กับ วอร์ริเออร์ สปอร์ต ที่แม้จะแตกไลน์แต่ไม่ได้น่าสนใจพอ ในการดึงยอดขายได้ขนาดนั้น

ดังนั้นจึงอยากขอให้นิวบาลานซ์ยอมรับในเรื่องนี้ และปิดฉากการเจรจากันไปด้วยดี สโมสรกับนิวบาลานซ์ยังเหลือสัญญาร่วมกันอีก 1 ปี มาช่วยทำให้ 1 ปีที่เหลือ เป็นช่วงเวลาดีๆที่สุดที่มีร่วมกันในสัญญารอบนี้ดีกว่า

นิวบาลานซ์ รับจดหมายจากลิเวอร์พูล และสุดท้าย "ไม่ยอม" โดยยืนยันว่าทุกอย่างแมตช์กันดีแล้ว และลิเวอร์พูลต้องทำการสัญญาที่ระบุไว้ ด้วยการต่อสัญญาใหม่ไปอีก 5 ปี กับบริษัท

การโต้เถียงเกิดขึ้น ลิเวอร์พูลเองรู้ว่าข้อเสนอของไนกี้ดีกว่าเห็นๆ แต่นิวบาลานซ์ก็มองว่าพวกเขาอยู่กับลิเวอร์พูลมานาน ตั้งแต่ปี 2012 ในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์สด้วยซ้ำ แล้วตอนนี้ทีมหงส์แดงกำลังยกระดับขึ้นเป็นทีม Global พวกเขาก็สมควรจะได้ไปต่อกับทีม และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ร่วมกัน

ในเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมใคร ก็เลยต้องสั่งเรื่องให้ศาลพิจารณา ตามเอกสารทั้งหมด เพื่อดูศักยภาพของนิวบาลานซ์ว่า สามารถสู้กับไนกี้ได้จริงหรือไม่

เรื่องนี้ไม่จบลงด้วยฉันท์มิตร เพราะต่างคนต่างมองว่าธุรกิจสำคัญที่สุด

25 ตุลาคม 2019 ศาลที่อังกฤษ เอาเอกสารของทั้งสองฝั่งมาตีความ สโมสรลิเวอร์พูล ปะทะ นิวบาลานซ์

การพิจารณาในช่วงแรกมีแนวโน้มจะคล้อยตามกับข้อเสนอของนิวบาลานซ์

นิวบาลานซ์นั้น ยืนยันว่าพวกเขามี "ช่องทางการขาย" ทั้งหมด 40,000 จุดทั่วโลก คืออาจไม่ใช่สโตร์ของนิวบาลานซ์เองทั้งหมด แต่สามารถส่งจัดจำหน่ายได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในจีน และญี่ปุ่น ที่มีร้านค้า รับสินค้าของนิวบาลานซ์ไปขายจำนวนมาก

ดังนั้นตัวเลข 6,000 จุดจำหน่าย ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นิวบาลานซ์ทำได้แน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าดูจากความสัมพันธ์ของนิวบาลานซ์ ที่เข้าไปเซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 2012 โดยใช้แบรนด์วอร์ริเออร์ สปอร์ต ครั้งนั้นลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ ผลงานในลีกจบอันดับ 8 แต่นิวบาลานซ์ก็ยังพร้อมยื่นข้อเสนอสัญญาราคาแพงให้ ดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่นิวบาลานซ์จะหวังร้ายกับลิเวอร์พูล

ส่วนเรื่อง วอร์ริเออร์ส กับ นิวบาลานซ์ เทียบเคียงกับ ไนกี้ กับคอนเวิร์ส อันนี้เป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่คิดไปเองว่าคอนเวิร์ส จะได้รับความนิยมมากกว่า เพราะเรื่องความชอบมันไม่สามารถวัดได้ วอร์ริเออร์ส สปอร์ต ก็มีแฟนในสินค้าของตัวเองเช่นกัน ดังนั้นจุดนี้ ถือว่ามี 2 ไลน์เท่ากันแล้ว นับว่าแมตช์กัน

ศาลไล่เรียงทุกอย่างแล้ว พบว่า ข้อเสนอของนิวบาลานซ์ ก็ดูแมตช์กับข้อเสนอของไนกี้เกือบทุกอย่าง คือในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไรไม่รู้ ไนกี้อาจจะขายดีกว่าเมื่อวางขายจริงๆตามร้านค้า อันนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าวัดจากเอกสารอย่างเดียว ว่า "แมตช์ไหม" ก็ต้องตอบว่า ข้อเสนอใกล้เคียงกัน

ศาลพิจารณาไปแล้ว 6 ข้อ จนเหลือข้อสุดท้ายข้อที่ 7 คือการใช้เซเล็บ เช่นเลอบรอน เจมส์, เซเรน่า วิลเลียมส์ หรือ เดรค เข้ามาช่วยโปรโมทสินค้า ซึ่งในจุดนี้ นิวบาลานซ์ไม่มี เซเล็บในสังกัดที่มีชื่อเสียงระดับนี้ จึงไม่ได้ใส่ข้อเสนอมาด้วย แต่ทางนิวบาลานซ์ก็ยืนยันว่า ต่อให้เซเล็บใส่เสื้อถ่ายลงในอินสตาแกรม ก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายมากขึ้นหรือลดลงกว่าเดิมอย่างมีนัยยะสำคัญ

จุดนี้ศาล ถามฝั่งลิเวอร์พูลว่า จะเอาอะไรมาวัดว่า เซเล็บเหล่านี้จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจริงๆ

ลิเวอร์พูลอธิบายว่า เลอบรอน เจมส์ คือนักกีฬาบาสเกตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เวลาเขาพูดอะไรแต่ละครั้ง ทำให้คนหยุดฟังได้เสมอ ส่วนเซเรน่า วิลเลียมส์ เป็นนักกีฬาหญิงที่คว้าแชมป์มานับไม่ถ้วนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และเป็นไอคอนของผู้หญิงทั่วโลก ขณะที่เดรค เป็นศิลปินยอดขายสูงสุดในโลกปี 2016 และ 2018

ลิเวอร์พูลตอบศาลว่า ในยุคปัจจุบัน ถ้าให้เซเล็บเหล่านี้ โพสต์อะไรสักหนึ่งอย่างลงในอินสตาแกรม จะมีค่าใช้จ่ายโพสต์ละมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ นั่นแปลว่า การโพสต์ของเซเล็บระดับนี้หนึ่งครั้ง มันมีความหมายแน่นอน

และในสัญญาของไนกี้ มีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เซเล็บ 3 คน จะถ่ายกับสินค้าของลิเวอร์พูลอย่างต่ำ 1 ครั้งต่อปี ถ้าในสัญญา 5 ปี ก็เท่ากับจะได้ถึง 5 โพสต์ ซึ่งสามารถกระตุ้นยอดขายให้ลิเวอร์พูลได้โดยตรงแน่นอน

หลังจากที่ศาลพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว จึงได้ข้อสรุปว่า

"ข้าพเจ้าพิจารณาข้อเสนอของนิวบาลานซ์แล้ว และเห็นว่าข้อเสนอทางการตลาดที่มอบให้ลิเวอร์พูล น้อยกว่าข้อเสนอจากไนกี้ สาเหตุเพราะลิเวอร์พูลไม่สามารถใช้เซเล็บ ระดับเดียวกับ เลอบรอน เจมส์, เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ หรือ เดรค จากทางนิวบาลานซ์ได้"

"ดังนั้นสโมสรลิเวอร์พูล ไม่จำเป็นต้องต่อสัญญาฉบับใหม่กับทางนิวบาลานซ์ เนื่องจากข้อเสนอของนิวบาลานซ์ ไม่แมตช์กับของไนกี้"

นี่คือบทสรุปของการต่อสู้ในสัญญาของ ลิเวอร์พูล กับ นิวบาลานซ์ ซึ่งก็จบลงที่ลิเวอร์พูลจะเปลี่ยนแบรนด์เสื้อแข่งขันใหม่ เป็นไนกี้ ตั้งแต่ฤดูกาล 2020-21 เป็นต้นไป

สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องของธุรกิจ ไม่มีดราม่ากันซับซ้อน เพียงแต่ในโลกฟุตบอลก็แบบนี้ ต้องวัดกันด้วยข้อเสนอที่ดีที่สุด ใครดีกว่าก็ชนะไป เป็นเรื่องธรรมดา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อเสนอไนกี้ มันเหนือกว่าจริงๆ

ขณะที่เสื้อนิวบาลานซ์ กับทีมหงส์แดง ก็จะปิดฉากลงในซีซั่นนี้ และแน่นอนว่า คงไม่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกในเร็วๆนี้แน่ๆ

ดังนั้นเสื้อ ลิเวอร์พูลตัวสุดท้ายของนิวบาลานซ์ในซีซั่นนี้ จะเป็น Limited Edition เพราะจะผลิตเป็นล็อตสุดท้ายแล้ว ทันทีที่เริ่มฤดูกาลใหม่ เสื้อแบรนด์นี้ก็ต้องเก็บหมด

และสมมุติว่าลิเวอร์พูลไปถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกจริงๆ ล่ะก็ เสื้อ นิวบาลานซ์ ตัวนี้จะเป็น Rare Item สุดๆเลย

สำหรับนิวบาลานซ์ แม้จะไม่ได้ร่วมงานกับลิเวอร์พูลต่อ แต่ถ้าได้ฝากความทรงจำเอาไว้กับเสื้อของแชมเปี้ยน ก็น่าจะเป็นการอำลาที่น่าจดจำอยู่นะ

#Liverpool

Leo Pard
ไม่เคยผิดหวังกับบทความของคุณเลยคะ อ่านแล้วกระจ่างทุกเรื่อง ขอบคุณค่ะ
13 ม.ค. เวลา 05:34
เอกพล
เรื่องของธุรกิจ กับ เรื่องของบุญคุณ เลือกยากนะผมว่า 😓
9 ม.ค. เวลา 12:45
เขม​ คงสินชัย
เขียนได้ดี
9 ม.ค. เวลา 03:07
Roskon
เเอดเก่งจังค่ะเขียนบรรยายเเต่ละเรื่องทำให้เข้าใจง่าย
8 ม.ค. เวลา 08:43
Roongwit
ต้องจัดสักตัว
8 ม.ค. เวลา 02:30
อัฎฐวี หิรัณย์กนก
ธุรกิจคือธุรกิจ อยู่ที่ผลประโยชน์ที่พึ่งพอใจทั้งสองฝ่าย ไม่ผิดถูก มีแต่เสียผลประโยชน์กับได้ผลประโยชน์ ไม่กล่าวถึง บุญคุณกันนะ
8 ม.ค. เวลา 02:30
kamora
ว่าจะเก็บเพิ่มอีก ก่อนหน้านี้เก็บไปแล้ว 2 ตัว เสื้อปีสุดท้าย แล้วได้แชมป์ลีกในรอบ 30 ปีอีก rare แน่นอน
8 ม.ค. เวลา 01:49
StepZERO
มาฉุกใจว่าต้องหาเสื้อปีนี้มาเก็บตรงช่วงปิดท้ายนี่แหละ
7 ม.ค. เวลา 16:09
Wm Woranan Joy
เขียนดีมากกก ชอบ
7 ม.ค. เวลา 15:34
1
akrwij
งงตรง แต่เดิม NB ต้องจ่ายปีละ 60 ล้าน อันใหม่เหลือแค่ครึ่งเดียว 30 ล้าน ทำไม NB ไม่เกทับไนกี้ไปเลย จ่ายไปปีละ 40 ล้าน ก็ยังน้อยกว่าเดิมตั้งเยอะ
7 ม.ค. เวลา 14:50
3
C
chaturong kongkaew
คาดว่า ยอดจ่ายรวมสัญาญาใหม่น่าจะได้มากกว่า แต่นี่ก็คิดเหมือนกันครับว่าในเมื่อ NB รู้ว่าสู้ไนกี้ในประเด็นช่องทางการขายกับพรีเซนต์เตอร์ไม่ได้ ทำไมไม่เพิ่มเงินกินเปล่าให้
7 ม.ค. เวลา 15:05
1
akrwij
ผมอ่านข่าวบอกว่าไนกี้จ่ายให้ปีละ 80 ล้าน ซึ่งก็สมเหตุผล เลยคิดว่าตัวเลข 30 ล้านมันถูกรึเปล่า
8 ม.ค. เวลา 00:36
Get the app