13 ม.ค. 2020 เวลา 13:58 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Lidar Sensor อนาคตของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
ด้วยเซนเซอร์นี้จะมาช่วยให้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า LiDAR คืออะไร ต่างจาก RADAR ยังไง
RADAR ย่อมาจาก Radio Detection and Ranging System หรือระบบเรดาร์ที่เราได้ยินกันอย่างคุ้นหู ใช้ในการตรวจจับวัตถุด้วยการปล่อยคลื่นวิทยุออกไปสะท้อนวัตถุ สัญญาณที่สะท้อนกลับกลับมาจะถูกแปลงเป็นตำแหน่งและความเร็ว
หลักการทำงานของเรดาร์
ส่วน LiDAR ย่อมาจาก Light Detection and Ranging หลักการทำงานเหมือนกันกับ RADAR เพียงแต่เปลี่ยนจากคลื่นวิทยุเป็นคลื่นแสง
LiDAR นั้นถูกเรียกอีกอย่างว่า 3D laser scanning ระบบสแกนพื้นผิวแบบ 3 มิติโดยใช้แสงเลเซอร์
โดย LiDAR นี้จะสามารถวัดระยะได้อย่างแม่นยำ ด้วยสูตรง่าย ๆ คือ
Distance = (Speed of Lightx Time of Flight)/2
ระยะทาง = ความเร็วแสงคูณเวลาหารสอง (ง่ายจุง) 😁
ซึ่งเทคโนโลยี LiDAR นี้มักถูกใช้ในงานสำรวจพื้นที่ เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลพื้นที่ได้แบบ 3 มิติที่มีความละเอียดสูง
หลักการทำงานของ LiDAR ในงานสำรวจ
โดย LiDAR นั้นสามารถสแกนเก็บข้อมูลพื้นที่ได้ทั้งทางอากาศ แบบตั้งจุดสแกน หรือแม้แต่การยิงสำรวจจากดาวเทียม
จะสแกนระดับไหนได้หมด
ซึ่ง LiDAR นี้ยังใช้ในการสำรวจพื้นมหาสมุทรทำให้เราสามารถทำแผนที่แสดงระดับพื้นผิวได้ทั้งบนดินและใต้น้ำ
การสแกนพื้นมหาสมุทรด้วย LiDAR
หรือใช้ในการสแกนสำรวจร่องน้ำของลำน้ำต่าง ๆ
ตัวอย่างภาพสแกนภูมิประเทศด้วย LiDAR
และด้วยเทคโนโลยี LiDAR ที่พัฒนาขึ้นทุกวันเราสามารถทำแผนที่ภูมิประเทศแบบ 3 มิติความละเอียดสูงได้
ภาพสแกนเมืองด้วย LIDAR
LiDAR ยังช่วยเปิดเผยถึงซากโบราณสถานที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก ที่เราไม่อาจสังเกตุเห็นได้ด้วยการสำรวจทางอากาศ
LiDAR SCAN เผยให้เห็นซากโบราณสถานที่ซ่อนอยู่อีกมากมาย
LiDAR ยังใช้งานในงานอุตสาหกรรม การทำสำรวจและทำแบบก่อสร้าง หรือใช้งานทางทหาร เนื่องจากประสิทธิภาพในการสำรวจระยะไกลที่ให้ความละเอียดสูง
ตั้งสแกนพื้นที่ และสามารถให้ข้อมูลระยะได้อย่างแม่นยำ
แต่ทั้งนี้อุปกรณ์ LiDAR SENSOR เมื่อก่อนนั้นค่อนข้างใหญ่จึงยังใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก
ส่วนประกอบของหัวยิงเลเซอร์และวัดระยะของ LiDAR Sensor
อธิบายกันมายืดยาว กลับมาสู่การใช้งานในระบบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกันต่อ 😅
เครดิตภาพ: Bosch
ล่าสุด Bosch ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในงานอะตสาหกรรมชั้นนำจากเยอรมันได้เปิดตัว LiDAR Sensor สำหรับใช้งานร่วมกับระบบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
AI โดยหลอกด้วยรูปคนปั่นจักรยานบนรถคันหน้า
โดยก่อนหน้านี้ Bosch ได้ออกมาชี้ให้เห็นจุดอ่อนของการใช้ AI กับเทคโนโลยี Image Processing ในการตรวจสอบสภาพการจราจร
จึงเป็นที่มาของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี LiDAR ร่วมกันเพื่อตรวจจับและประเมินสภาพการจราจรได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
ใช้ LiDAR สแกนรอบทิศทาง ทำให้รู้ถึงสิ่งกีดขวามหรือวัตถุที่กำลังเข้าใกล้รถ
ซึ่งทั้งนี้ LiDAR Sensor ได้มีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงจนมีศักยภาพที่จะนำมาใช้ในรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
ตัวอย่างกล้อง LiDAR ในรถทดลองระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ
และปัจจุบัน LiDAR Sensor ยังเริ่มมีการนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันของเรา เช่นในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นนั่นเอง
หุ่นยนต์ดูดฝุ่นก็มี LiDAR Sensor
แต่ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลว่าเราจะถูกแสงเลเซอร์ยิงตาบอดเพราะ เราจะมองไม่เห็นเนื่องจาก LiDAR จะใช้แสงในย่านอินฟราเรดซึ่งตามองไม่เห็น
รูปแบบของ LiDAR Sensor ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบคือ
- Flash LiDAR ยิงแสงแฟลชออกรอบตัวเพื่อตรวจจับ เหมาะกับการตรวจจับระยะใกล้
- Scan LiDAR ยิงกวาดในพื้นที่ตรวจจับเหมือนยิงเรดาร์กวาดท้องฟ้านั่นเอง ใช้ในการตรวจจับระยะไกล ประหยัดพลังงานกว่าแบบ Flash LiDAR แต่พื้นที่ตรวจจับจำกัดกว่า
LiDAR Sensor ที่พัฒนาโดย Ford
ปัจจุบันมีหลายบริษัทกำลังพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยใช้ LiDAR Sensor เป็นส่วนหนึ่งในระบบตรวจจับ
1
ทั้งนี้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติคงมิอาจพึ่งพาการตรวจจับในรูปแบบเดียวได้ ควรเป็นการใช้งานร่วมกัน เช่น ภาพถ่าย, LiDAR, Ultra Sonic หรือแม้แต่ RADAR เพื่อให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์และมั่นใจว่าจะพาเราไปสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภัย
เกร็ดเล็กน้อย:
รู้หรือไม่ TESLA เป็นเจ้าเดียวที่ยังยืนยันว่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของตนไม่จำเป็นต้องมี LiDAR Sensor 😉
2
อนาคตของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังใกล้เข้ามาแล้วซินะ ไม่ต้องขับรถเองละ 😁
สามารถฟังเพิ่มเติมเรื่อง LiDAR Sensor กับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติในรถยนต์ได้ในช่องยูทูปด้านล่างครับ อธิบายได้ดีเลย 😊👍
1

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา