4 ก.พ. เวลา 00:07History

ประวัติศาสตร์ของเงินตรา ตอนเดียวจบ (ดอกเดียวรู้เรื่อง ยาวหน่อย เจ็บแต่จบ 😆)

ตั้งแต่เป็น หอยเบี้ย จนถึง เงินคริปโต

💰 ทำไมคำว่า Salary (เงินเดือน) ถึงมาจากคำว่า Salt (เกลือ)?

💰คำว่า Money มาจากไหน?

💰 ทำไมเรื่องเงินเรื่องทองจึงทำให้เกิดสงครามบนโลก ?

💰 วิกฤตเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก?

💰 เงินคริปโตเกิดขึ้นเมื่อไหรและเพื่ออะไร?

สรุปมาให้แล้ว ม้วนเดียวจบ ไล่เรียงตั้งแต่อดีตยุคหิน มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมแล้วไปชมกันเลยครับ...

เงินตราถูกสร้างขึ้นมาก่อนจะมี การเขียน การบันทึกข้อความ

ดังนั้นการศึกษาเรื่องของเงินตราในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ จะเป็นการคาดคะเนและการปะติดปะต่อเรื่องราวตามหลักฐานที่มี

🗿...ในช่วงยุคหิน ...

ราว 10000-50000 ปีก่อน คนจะเน้นที่การแลกเปลี่ยนสิ่งที่ต้องการกันด้วยสิ่งของ (Barter Trade)

ในยุคนี้เริ่มมีการทำบัญชีเบื่องต้นกันแล้ว ซึ่งก็คือการนับจำนวนง่ายๆ หรือ ใครติดหนี้อะไรใครเท่าไหร ทำสัญลักษณ์บน Tally Stick

บันทึกโดยการ สลักข้อมูลการเป็นหนี้ การนับสินค้า การรับ จ่าย กันบนกระดูกสัตว์ แผ่นไม้ ก้อนหิน

แสดงให้เห็นว่า มนุษย์มีปัญหาเรื่องติดหนี้ ติดสินกันตั้งแต่สมัยยุคหิน โน้นนน 😆

สิ่งของเช่น เกลือ สัตว์ที่ล่ามาได้ เมล็ดพืช พืชผล แผ่นหนัง เครื่องประดับกาย สามารถใช้เป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนได้ในสมัยโบราณ

ในวิหาร หรือที่พักของผู้นำกลุ่ม จะมียุ้งฉาง โกดัง เก็บสินค้าและผลผลิตต่างๆ

คนที่มีสิทธิ์ในการได้แบ่งส่วนอาหาร จากยุ้งฉางหรือโกดังนี้ (เช่น คนที่ทำงานให้ผู้นำกลุ่ม ข้าราชบริพาร แม่ทัพนายกอง)

พวกเขาจะได้รับ "แผ่นดินเผาปั๊มลาย" เพื่อเป็นเอกสารหลักฐานว่า สามารถมาเบิกผลผลิตในโกดังไปบริโภคได้

แผ่นดินเผาปั๊มลายนี้จึงเป็นตัวแทนถึงผลผลิตที่อยู่ในโกดังได้เลย

แผ่นดินเหนี่ยวจึงกลายเป็นสิ่งมีค่าที่สามารถเอาไปแลกกับสินค้าอื่นได้เลย

นี่อาจจะเป็นสิ่งแรกๆที่คล้ายๆเงินตรา

อาณาจักรโรมันโบราณ (800ปี ก่อน ค.ศ.) (อิตาลีในปัจจุบัน) จ่ายค่าจ้างทหารเป็นเกลือ (salt) คำนี้พัฒนาต่อเป็นคำว่า salary แปลว่า เงินเดือน

เกลือเป็นสิ่งมีราคาสูง เกลือมีคุณค่ามากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยโบราณมาก เพราะใช้ปรุงอาหารได้ ใช้เป็นยาได้ ใช้ถนอมอาหารได้ ใช้ด้านความงาม เป็นต้น

⚒️...ในยุคโลหะ ....

พอสังคมมนุษย์เริ่มมีความซับซ้อน มีการเดินทางไกลติดต่อค้าขายกัน

เทคโนโลยีของมนุษย์ในเรื่องการหลอมและตีขึ้นรูปโลหะ หล่อโลหะมีมากขึ้น

ทำให้ผลิตสิ่งต่างๆได้หลากหลายขึ้น

ความต้องการของคนก็เริ่มหลากหลาย

ดูเหมือนว่า การซื้อขายกันแบบแลกเปลี่ยนของกัน (Barter Trade) จะไม่ค่อยตอบโจทย์แล้ว

เช่น ของสด ขนไปไม่กี่วันก็เน่าแล้ว ไม่มีค่าเลย หรือเสื่อมคุณค่าลงมาก

ระบบเงินในฐานะที่เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน จึงเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

⭐ เงินตราตัวกลางในยุคแรก มีทั้งโลหะเป็นแท่งสำหรับทำเครื่องมือ

⭐ โลหะมีค่าแบบก้อน แบบแท่ง

⭐ แม้แต่ หินลูกปัด หอย ฟันปลาวาฬ อะไรที่คนเห็นว่าสวยงาม ใส่ประดับกายได้ มีประโยชน์ใช้สอยได้

⭐ หรือ เป็นสิ่งของหายาก ลิมิเต็ดมากๆ ก็จะกลายเป็นสิ่งมีค่า สามารถนำมาแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน

หอยที่นำมาทำเป็นเงินตราสมัยก่อน มักใช้ Cowrie Shell พบได้มากแถว มัลดีฟ และ ศรีลังกา

โลหะทำเครื่องมือเป็นแท่งๆ ก็มีค่า และเป็นที่ยอมรับมากเช่นกัน เพราะสามารถถูกนำไปหลอมทำเครื่องมือได้เลย

ส่วนโลหะมีค่าเช่น ทองคำและแร่เงิน เริ่มมีการแยกย่อย จากที่เป็นก้อนใหญ่ๆ จนกลาย เป็นก้อนเป็นเหรียญ

พอการใช้โลหะทั้งแบบแท่ง แบบแบน แบบก้อน มาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน เริ่มแพรหลาย เริ่มฮิต มีค่ามีราคา แน่นอนว่ามีการปลอมกันอยู่แล้ว เพราะไม่มีมาตรฐานอะไรมากำกับเลย

ดังนั้น เงินตราโลหะเหล่านี้ต้องการ มาตรฐานด้านน้ำหนักที่ชัดเจน มีแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้

สุดท้ายแล้ว ผู้ที่น่าเชื่อถือที่สุดในสมัยโบราณก็คือ ผู้นำอาณาจักรนั่นเอง

...กำเนิดเงินเหรียญที่ได้รับการรับรอง...

เริ่มมีการประทับตราของอาณาจักรหรือ ผู้ปกครองลงไปบนเหรียญ เพื่อรับรองความน่าเชื่อถือ มีน้ำหนักที่แน่นอน โดยเงินเหรียญที่มีมาตรฐานแรกๆที่ใช้บนโลกเกิดใน อาณาจักร ลิเดีย (ตุรกีในปัจจุบัน) ช่วงเวลา 700 ปี ก่อน ค.ศ. เกิดจากการนำเงินและทองผสมกัน

คำว่า money มาจากชื่อวิหารในโรมที่ชื่อว่า Moneta เพราะ 'โรงงานผลิตเหรียญ" อยู่ใกล้ๆวิหารนี้

การประทับตราลงบนเหรียญนอกจากจะเป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือ ยังเป็นการส่งข่าวไปยังปวงชนด้วยว่า ใครเป็นผู้ครองอาญาจักรในตอนนี้

เงินเหรียญนี่มันสะดวกในการแลกเปลี่ยนดี เพราะไม่ต้องแบกอะไรหนักๆ เช่นแบกเมล็ดพืชเป็นคันรถเพื่อไปแลกเกลือสักถุงหนึ่ง

คุณสมบัติของเงินตราคือ ต้องออกโดยผู้มีความน่าเชื่อถือ ปลอมยาก คงทน เคลื่อนย้ายสะดวก แบ่งแยกย่อยได้ (สมัยก่อนมีการหักเงินเป็นซีกๆได้)

ในดินแดนไทย สมัยยังเป็นอาณาจักร ฟูนัน- ทวารวดี ก็เริ่มมีเหรียญใช้แล้วเช่นกัน

พอมาถึงอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ผลิตเงินพดด้วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองขึ้นใช้ และใช้เบี้ยหอยแทนเงินปลีกย่อย บางครั้งเบี้ยหอยขาดแคลนก็ได้ผลิตเบี้ยโลหะและประกับดินเผาขึ้นใช้ร่วมด้วย

เงินกระดาษเริ่มที่จีน ค.ศ 700 (เกิดจากมีการประดิษฐ์แม่พิมพ์ไม้ขึ้นมาในจีน) เพราะมีความสะดวกกว่าการแบกเหรียญโลหะจำนวนมากไปซื้อขายข้ามดินแดน มันหนักมาก

แต่ไม่นานก็เริ่มมีการปลอมแปลงเงินกระดาษนี้ จึงเริ่มมีการผูกค่าเงินกระดาษนี้กับมาตรฐานทองคำ

มาโก โปโล ไปเมืองจีนช่วงปลายศตวรรษ 13 และได้เห็นเงินกระดาษของจีน

(มาร์โก โปโล เรียกจีนว่า คาร์เธ่ย์. แบบสายการบิน คาร์เธ่ย์แปซิฟิก ครับ)

เขานำไอเดียเงินกระดาษไปสู่ทวีปยุโรป แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมจนกว่าจะถึงกลางช่วงศตวรรษที่ 17

เงินกระดาษในยุโรป เริ่มจากการที่ธนาคารออกเอกสาร(กระดาษ)ว่า เอกสารแผ่นนี้สามารถเอาไปแลกทองได้ตามที่ระบุ

กระดาษเอกสารใบนี้จึงมีค่าเทียบเท่าทองที่มันแลกได้

แน่นอนว่ากระดาษที่น่าเชื่อถือนี้ และมีมูลค่าอ้างอิงนี้ สามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆได้ เพราะสะดวกกว่าแบกทอง แบกแท่งโลหะ แบกเหรียญ ลากไปลากมา เพื่อไปซื้อขายกัน

ในช่วงศตวรรษที่ 15 ถึงช่วงต้นของ ศตวรรษที่ 17 สเปนเผชิญกับเงินเฟ้อที่ข้าวของแพงขึ้นถึง 6 เท่า

เนื่องจากมีการไหลเข้าของโลหะมีค่าเช่น ทองคำและแร่เงิน มาจากดินแดนอาณานิคม ซึ่งก็คือ ทวีปอเมริกาในปัจจุบัน

กลไกของเงินเฟ้อที่สูง (สูงตามทัศนคติของคนในยุคนั้น) ก็เพราะ ความมั่งคั่ง(แร่เงิน ทองคำจากทวีปอาณานิคม)ไหลเข้าสู่มือประชาชน (บางกลุ่ม) มากขึ้นมหาศาล แต่สินค้ามีจำนวนเท่าเดิม หรือ บางครั้งขาดแคลน ทำให้สิ่งต่างๆราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

คนรวยในยุโรปก็ยิ่งรวย คนจนก็ยิ่งจน จึงมีการอพยพออกนอกยุโรป ในคนรากหญ้ามากขึ้น คนที่ต้องการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ

นอกจากนี้ยังถูกกระตุ้นด้วยการขยายตัวของโลกใหม่ (New World) ซึ่งก็คือ ทวีปอเมริกา

(ที่ต้องเรียกว่า New World เพราะว่าคนสมัยก่อน คิดว่า โลกนี้มีแค่ทวีป แอฟริกา ยุโรป เอเชีย เท่านั้น พอเจอทวีปอเมริกาเข้าไป เลยเรียกว่า โลกใหม่ซะเลย)

แต่รากหญ้าจะหนีไปเสี่ยงโชคที่อเมริกายังไง ก็โงหัวขึ้นมาลำบาก

เพราะผู้มีอำนาจจากยุโรปก็ควบคุมโลกใหม่อยู่ดี

สงครามระหว่างสหรัฐกับสหราชอาณาจักร (ค.ศ 1812) ส่วนหนึ่งเกิดจากที่สหรัฐอเมริกาต้องการเป็นอิสระทางการเงินจาก สหราชอาณาจักร เพราะสหรัฐต้องการพิมพ์เงินสกุลของตัวเองแทนเงินปอนด์

ช่วงสงครามกลางเมืองของสหรัฐ (ค.ศ 1862)ทั้งฝ่ายเหนือและใต้ได้ออกธนบัติที่มีรัฐบาลหนุนหลัง เพื่อนำหาทุนในการสงคราม ฝ่าย Union ชนะ จึงใช้รูปแบบเงินนั้นในธนบัตรของสหรัฐในปัจจุบัน

ตัดภาพมาที่ประเทศสยามบ้าง

ค.ศ. 1860 รัชการที่ 4 โปรดให้สร้างโรงงานผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามว่า “โรงกระสาปน์สิทธิการ”

เงินเหรียญชุดแรกที่ผลิตจากเครื่องจักรนี้ มีลักษณะคล้ายกับเหรียญชุดบรรณาการและให้ใช้ควบคู่ไปกับพดด้วง แต่ห้ามไม่ให้ผลิตพดด้วงเพิ่มขึ้นอีก

ค.ศ. 1904 รัชการที่ 5 ในวันที่ 28 ตุลาคม ได้มีการประกาศยกเลิกการใช้พดด้วงทุกชนิดราคา หลังจากที่ได้ใช้มาเป็นเวลานานกว่า 6 ศตวรรษ ซึ่งนับว่าเป็นยุคสิ้นสุดของเงินพดด้วงอย่างแท้จริง

...สงครามโลกครั้งที่ 1...

ในแง่การเงิน สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ 1914) เกิดจากแนวคิดจักรวรรดินิยม ประเทศมหาอำนาจอยากจะยึดดินแดนไปทั่ว

เมื่อได้ดินแดนก็ได้ทรัพยากร เมื่อมีทรัพยากรก็สามารถผลิตได้มากขึ้น ผลิตมากขึ้นก็คือมีเงินมากขึ้นนั่นเอง เงินก็เอาไปซื้ออาวุธ ขยายดินแดนและอำนาจต่อไป พอต่างคนต่างใหญ่มันเบียดกัน พอเบียดกันมากๆก็รบกันไงครับ

...สงครามโลกครั้งที่ 2...

ในแง่การเงิน สงครามโลกครั้งที่ 2 (1939) ก็เกิดจากเยอรมันผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 รู้สึกว่า สนธิสัญญาแวร์ซวย เฮย!! แวร์ซาย ไม่เป็นธรรมกับตัวเอง

ทำให้ตัวเองติดหนี้หัวโต แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วไม่ได้ผุดได้เกิด ทำงานเท่าไหรต้องใช้หนี้หมด

ท่ามกลางความสิ้นหวัง อยู่ๆก็มีนักการเมือง อดีตทหารสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ชื่อว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาเป็นผู้นำ เขาให้ความหวังประชาชนว่า จะทำให้ เยอรมันกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ก็สะสมกำลัง ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นมา นำโลกเข้าสู่ความลำบากและสูญเสียมากมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังมีความรวยเกิดขึ้นได้อีก....

สหรัฐ GDP โตแรงช่วงสงคราม

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สหรัฐนี่ GDP โตขึ้นมาก แต่อย่างไรก็ตามหนี้ก็โตขึ้นด้วย ช่วงแรกสหรัฐขายของ ขายยุทธปัจจัย ให้ชาติต่างๆ ช่วงหลังโดนบีบให้ต้องรบเอง

🇹🇭 ...ขอเสริมนิดนึง..

ในสงครามโลกครั้งที่สองตอนแรกไทยวางตัวเป็นกลาง แต่ญี่ปุ่นต้องการใช้ไทยเป็นทางผ่านไปบุกดินแดนทางตะวันตกต่อไป เลยจำเป็นต้องบุกไทย

ก่อนหน้าที่ไทยจะรบกับญี่ปุ่นจริงๆจังๆเมื่อวันที่ 8 ธค 2484

ญี่ปุ่น ก็มีการแทรกซึมกำลังผลเข้ามาบางส่วนแล้วในรูปแบบนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ (ยังไม่คอนเฟิร์มทางประวัติศาสตร์นัก แต่ก็เชื่อได้ว่าเป็นเช่นนั้น เพราะตัวเลขคนญี่ปุ่นเข้ามาไทยสูงมากก่อนยกพลขึ้นบก)

พอถึงวันยกพลขึ้นบก ก็ยกพลแบบสายฟ้าแลบ (กลยุทธ์ที่ฮิตมากในสมัยสงครามโลก)

ไทยก็ต่อต้านด้วย ยุวชนทหาร (วัยรุ่นไทยใจสู้) ชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ สูญเสียพอสมควร

สุดท้ายไทยก็ต้องยอมแพ้

และต่อมา ไทยก็เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น

เราต้องรบกับสหรัฐ

สหรัฐก็เคยมาทิ้งระเบิดไทยอยู่บ่อยๆ

และทหารอากาศไทยก็เคยยิงเครื่องบินรบสุดทันสมัย(สมัยนั้น) ของสหรัฐตก (P-51 Mustang) มาแล้วในสมัยนั้น

แต่พอสงครามโลกจบลง ญี่ปุ่นก็แพ้ไปครับ แต่ไทยชนะกับสหรัฐด้วย เพราะมีหมากเด็ดคือเสรีไทย

(ไม่ว่าใครชนะ เราชนะด้วย!!!)

....กลับมาเรื่องเงินต่อครับ...

ปี 1946 มีบัตรเครดิตเกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรก ชื่อว่า Chargeit ซึ่งเป็นไอเดียสำคัญในการกำเนิดบัตร VISA MASTERCARD

ปี 1971 สหรัฐเลิกผูกค่าเงินกับทองคำ โดยผูกกับความน่าเชื่อถือในความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐแทน !!!

เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีต้นทุนค่าใช้จ่ายในสงครามเวียดนามเป็นจำนวนเงินมหาศาล ส่งผลให้ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาขาดดุลอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

...สงครามเย็น...

สงครามเย็น ในแง่ของการเงิน คือ ความขัดแย้งกันทางเรื่องแนวคิดทุนนิยมเสรี กับ แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์

ปี 1978 ประเทศต่างๆ มีอิสระในการเลือกระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของตนเองได้

ช่วงยุคปี 1980 มีการนำเครื่อง ATM เขามาใช้งานแพร่หลายมากขึ้น

...วิกฤตต้มยำกุ้งในไทย ( ค.ศ 1997)...

มีการกู้เงินดอกถูกจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ดอกแพงในไทยต่อ เงินกู้ปล่อยง่าย มีการนำเงินกู้ไปไล่เก็งกำไรในหุ้น อสังหา เกิดภาวะฟองสบู่

พอผนวกกับเศรษฐกิจจริงๆที่อ่อนแอ นักลงทุนต่างประเทศถอนทุนออก บาทก็อ่อน

ซ้ำด้วยการโจมตีค่าเงินบาท ฟองสบู่แตก

เกมส์โอเวอร์

หลังจากนั้นเมื่อ internet มีความแพร่หลายมากขึ้น ก็มี Ebanking เกิดขึ้นมา

...วิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Subprime) ( ค.ศ 2008) ...

เป็นการเอาสิ้นเชื่อด้อยคุณภาพมาสร้างตราสารอนุพันธ์เก็งกำไร เช่น อนุพันธ์ MBS แล้วอนุพันธนี้ก็ขายดิบขายดี ในหมู่นักลงทุน และสถาบันการเงินและธนาคารต่างๆ เพราะเชื่อว่าผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำ แล้วใครๆก็ลงทุนกัน

แต่สุดท้ายเก็บเงินจากผู้กู้ด้อยคุณภาพไม่ได้ เลยเกิดปฏิกิริยาลูกโช่ทำให้ตราสารอนุพันธ์นั้นขาดทุนมหาศาล เรียกว่าทำให้สถาบันการเงินใหญ่ๆล้มได้เลย แล้วเงินของสถาบันการเงินส่วนใหญ่ก็เงินของประชาชนทั้งนั้น

ธนาคารกลางสหรัฐมีการเพิ่มเงินอัดฉีดเขาระบบเศรษฐกิจสหรัฐโดยการซื้อตราสารทางการเงิน หรือที่เรียกว่าการทำ QE เพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐล่มสลาย (ซึ่งถ้าล่มสลายต้องกระทบไปทั้งโลกแน่นอน) แล้วก็ออกนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ให้คนกู้เงินที่อัดฉีดมาเอาไปลงทุน มีการทำธุรกิจ มีการจ้างงาน ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้

...กำเนิด Cryptocurrency (ค.ศ 2008-2009).. เดือนพฤศจิกายน ปี 2008

นาย Satoshi Nakamoto (นามแฝง) ได้นำเสนอ White Paper ออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกลงบน The Cryptography Mailing ที่มีชื่อว่า Bitcoin: A Peer to Peer Electronic Cash System

วันที่ 3 มกราคม ปี 2009 เป็นวันแรกที่ block แรกของ Bitcoin ได้ถูกขุดออกมาบนโลกครั้งแรก ซึ่งผู้ที่ได้รับการโอนเงินผ่าน Bitcoin คนแรก คือนาย Hal Finney เป็นจำนวน 10 BTC

หลังจากการเกิดขึ้นของ iphone ในปี 2007 (และ Android Phone หลังจากนั้น) ทำให้โทรศัพท์มือถือมีความแพร่หลายมากขึ้น ทำให้ Mbanking ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ยอดทำธุรกรรมผ่านทางโทรศัพท์มือถือมีการเติบโตมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า โลกการเงินยัง "รวมศูนย์" อยู่ที่ธนาคารและสถาบันการเงินเป็นหลัก. เพราะจะ Mbanking Ebanking หรือจะชำระเงิน ออนไลน์ ยังไง ก็ทำโดยธนาคารและสถาบันการเงิน

แนวคิดการ Decentralize (ไม่รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ธนาคาร) จึงเริ่มแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ

Cryptocurrency มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Cryptocurrency (คนทำบิทคอยน์ขึ้นมาเป็นใครยังไม่มีใครรู้เลยครับ ลึกลับมาก) ทำให้ธนาคารมีอำนาจน้อยลงทุกทีๆ

ยุค Cashless society /Contactless payment เขามาแทน การใช้เงินสดมากขึ้นเรื่อยๆ

(ค.ศ 2018) ธนาคารแห่งประเทศไทย พัฒนา cryptocurrency นามว่า ‘อินทนนท์’

โดยเหรียญดังกล่าวนั้นถือเป็น (Central Bank Digital Currency: CBDC) หรือเหรียญดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง

โดยได้ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 8 แห่ง และรวมถึงบริษัท R3 ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทด้าน Blockchain ระดับโลก

Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยนำมาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง (ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ผู้มีอำนาจการปกครอง หรือ อำนาจเงินจะเป็นผู้รับรองความน่าเชื่อถือ)

การใช้ Blockchain มาช่วยนี้ โดยทฤษฎีแล้วจะทำให้ คนกลางและผู้มีอำนาจจะมีบทบาทน้อยลงเรื่อยๆ (แต่ความเป็นจริงต้องดูกันต่อไปครับ)

นอกจากนี้ Blockchain ยังสามารถใช้ได้หลากหลาย เช่นการยืนยันการเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆเป็นต้น

18 มิ.ย. 2019

Facebook เปิดตัว Libra Cryptocurrency แบบผันผวนต่ำของตนเอง (ผันผวนต่ำเพราะมีทุนสำรองหนุนหลัง)

โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเป็นสกุลเงินของโลก (global currency)(เป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานมาก)

กำหนดออกใช้จริง ภายในปี 2563

แต่อย่างไรก็ตาม Libra ถูกเบรค และ ถูกตั้งข้อสงสัย จากหลายภาคส่วนในขณะนี้

(cc:คุณ Sathid Noknoy)

ปัจจุบัน Cryptocurrency อาจจะมีมากถึง 6000 สกุลเงิน โดยพบว่า 5 อันดับแรกที่นิยมซื้อขายมากที่สุด ได้แก่

Bitcoin, Ethereum, Ripple, Bitcoin Cash, BitcoinSV

เป็นอย่างไรกันบ้างครับทุกท่าน...

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ไป จากยุคหิน สู่ยุคโลหะ สู่ยุคกระดาษ สู่ยุคดิจิตอล

รูปแบบของเงินตราก็ผลิกโฉม เปลี่ยนไป เช่นกัน

ยุคต่อไปของเงินตราจะเป็นรูปแบบใด

เช่น เดินเข้าไปหยิบของที่ต้องการใส่ถุงผ้าแล้วเดินออกมาจากร้านได้เลย แล้วเงินจะถูกหักออกจาก wallet เองอัตโนมัติ ....

หรืออาจจะเป็น... “แค่คิดในใจ” ก็จ่ายเงินได้เลย ก็อาจจะเป็นไปได้

แทบไม่ต้องผ่านขึ้นตอนอะไรเลย

เทคโนโลยีควันตัมคอมพิวเตอร์ / คลาวด์ / ai / Crypto coin /blockchain /low latency network

จะเปลี่ยนแปลง เงินตราไปในรูปโฉมใด เพจสาระเร็วจะมาอัพเดทให้อ่านเรื่อยๆครับ.

👍 ชอบกด Like กด Share หรือพูดคุยกันทางคอมเม้นท์ได้เลยครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ ♥️

Charkrit Makchouy
เยี่ยมมากๆ 😊😊😊 ขออนุญาตมอบเพชรให้เลยครับ
12 ก.พ. เวลา 02:34
1
สาระเร็ว
ขอบคุณมากๆเลยครับ ได้เพชรนี่เหมือนได้รับกำลังใจในการเขียนต่อไปเลยครับ 💎💎 🤓
12 ก.พ. เวลา 04:03
1
🎻ไวโอลิน วิโอลา🎻
เป็นบุญตาที่ได้รับความรู้คะ ติดตามค่ะ
10 ก.พ. เวลา 07:02
1
สาระเร็ว
ขอบคุณมากครับ ติดตามเพจไวโอลิน วิโอลา เรียบร้อยแล้วเช่นกันครับ 🤓
10 ก.พ. เวลา 08:32
1
Happy Life 😊
ละเอียดมาก ขอบคุณครับ
8 ก.พ. เวลา 05:23
1
สาระเร็ว
ขอบคุณมากๆครับ ยาวนิดนึงนะครับ
8 ก.พ. เวลา 06:01
6 ก.พ. เวลา 05:56
1
สาระเร็ว
บทความยาวหน่อยนะครับ ตัดทอนไม่ลงจริงๆครับ 555 😆
6 ก.พ. เวลา 08:35
1
กำลังใจ อยู่ใกล้นิดเดียว
ขอบคุณครับ เล่าได้ชัดเจนมากครับ 🙏💕
5 ก.พ. เวลา 03:04
1
สาระเร็ว
ขอบคุณมากครับ พี่กำลังใจ บทความยาวหน่อยครับ แต่อยากให้อ่านจริงๆครับ 555
5 ก.พ. เวลา 06:04
1
5 ก.พ. เวลา 06:15
1
followที คนดีคับ 🙇🏻‍♂️🙇🏻‍♂️
ได้ความรู้คับ ติดตามคับ ฝากด้วยคับ
4 ก.พ. เวลา 15:49
1
สาระเร็ว
ขอบคุณมากครับ ตามแล้วครับผม 🤓
4 ก.พ. เวลา 15:59
กำไลหยก.
ยาวแต่อ่านได้จบ เขียนได้น่าติดตามและเข้าใจง่ายดีครับ...... Thx.krab.
4 ก.พ. เวลา 15:41
1
สาระเร็ว
เขียนไปเขียนมายาวเฉยเลยครับพี่กำไลหยก เลยต้องออกตัวไว้ตั้งแต่ต้นบทความเลยว่า บทความแบบเจ็บแล้วจบครับพี่ 555 ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมกันครับพี่ 🤓
4 ก.พ. เวลา 15:59
1
เรื่องเล่าจากดาวนี้
กระชับ ชัดเจนมาก ๆ เลยค่ะ 😍👍
4 ก.พ. เวลา 15:04
1
สาระเร็ว
ขอบคุณมากๆเลยครับ 🤓
4 ก.พ. เวลา 15:07
1
Savvy Investor
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลดีๆ
4 ก.พ. เวลา 11:40
1
สาระเร็ว
ขอบคุณมากๆเลยครับ
4 ก.พ. เวลา 13:02
1
Life Love&Laugh
ขอบคุณนะครับ ที่เล่าเรื่องราวและที่มาชัดเจน
4 ก.พ. เวลา 11:11
1
สาระเร็ว
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านครับพี่
4 ก.พ. เวลา 13:02
1