ช่วงนี้หุ้นถูกช้อปได้ แต่ต้องระวังสิ่งนี้!

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกได้สร้างความฮือฮาไม่น้อย ด้วยการติบลบอย่างมีนัยสำคัญ

สาเหตุของการติดลบเกิดจากความขัดแย้งเรื่องน้ำมันระหว่างซาอุดีอาราเบียกับรัสเซีย

ถ้าจะเล่าให้ฟังแบบสั้นๆก็คือ กลุ่ม OPEC หรือ องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก ต้องการพยุงราคาน้ำมันโลก เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้อัตราการใช้งานน้ำมันทั่วโลกลดลงเพราะคนไม่กล้าออกจากบ้าน

และวิธีที่จะพยุงราคาได้รวดเร็วที่สุด คือ การใช้กฎ Demand Supply ด้วยการลดลงกำลังการผลิตลงนั่นเอง

แต่เนื่องจากรัสเซียไม่ให้ความร่วมมือ ทาง ซาอุฯจึงแก้เผ็ดด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตซะเลย

ผลกระทบที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงกว่า 20% และเนื่องจากบริษัทน้ำมันต่างๆถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างกลุ่ม PTT

เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นจึงดิ่งลงกว่า 100 จุด

ถ้ายังจำกันได้ ปีที่แล้วเรายังอยู่กันที่ประมาณ 1,600 จุด มาตอนนี้เหลือประะมาณ 1,280 จุด คิดเป็นการลดลงถึง 20%

การลดลง 20% หมายความว่าอย่างไร?

หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นตัวเดิม พื้นฐานไม่ต่างจากเดิม ด้วยราคาที่ลดลงถึง 20% และยังหมายถึงผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ฟังดูแล้วน่าซื้อแหลกเลยใช่มั้ยล่ะครับ

แต่ช้าก่อน ยังมีปัจจัยที่ควรคำนึงถึงก่อนใส่แหลก ดังนี้ครับ

1.ดูจากสถิติและประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยในช่วงราคาถูก PE ของ SET จะอยู่ในช่วง 8-12 เท่า แต่ตอนนี้ PE ของ SET อยู่ที่ประมาณ 14.5 เท่า จาก 19-20 เท่า เมื่อปีที่แล้ว

นั่นหมายความว่า การยิงจนหมดแม็คอาจยังไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะว่าตลาดหุ้นถูกลงก็จริง แต่ยังไม่ได้ถูกจนถึงขั้นที่ควรเรียกได้ว่าเป็น Wave สร้างตัวได้ขนาดนั้น

ลองคิดดูนะครับว่าถ้าเกิดเดือนหน้าหุ้นตกไปต่ำ 1,000 จุด หรือ 800 จุด หรือเทียบเป็น PE ประมาณ 9-11 เท่า เราจะพลาดโอกาสสร้างตัวไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดจะไม่ซื้อเลยแล้วรอไปช้อนตอน 800 จุด แต่หุ้นกลับลงแค่ 1,100 จุด แล้วพุ่งไป 2,000 จุดเลย คุณก็จะพลาดโอกาสสร้างตัวเช่นกัน

2.เรากำลังอยู่ในช่วงปลายวัฏจักรหนี้

สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องกลไกทางเศรษฐกิจที่ผมเรียบเรียงจากคลิปของ เรย์ ดาลิโอ มาแปลเป็นภาษาไทย

แนะนำเลยว่าช่วงนี้น่าศึกษามาก

เพราะว่าการศึกษากลไกทางเศรษฐกิจนี้จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า เรากำลังอยู่ในช่วงไหนของ วัฏจักรเศรษฐกิจ หรือ วัฏจักรหนี้ นั่นเอง

ถ้าวัดจากอินดิเคเตอร์หลายๆตัวที่เรย์ได้กล่าวไว้แล้ว ค่อนข้างใกล้เคียงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็น Social Tension จากความเหลื่อมล้ำทางสังคม, เครื่องมือที่ธนาคารกลางใช้ควบคุมเศรษฐกิจอย่างดอกเบี้ยนโยบายที่เข้าใกล้ 0, การเรียกเก็บภาษีจากคนรวยมากขึ้น และ การทำ QE หรือ กาพิมพ์เงิน อย่างต่อเนื่อง

ถึงจะเข้าข่ายแต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ตอบยากว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไร และ รุนแรงแค่ไหน อาจจะเป็นการถล่มครั้งใหญ่หรืออาจจะเป็น Soft Landing ก็ได้

เนื่องจากความไม่แน่นอนของ 2 ปัจจัยที่กล่าวมานี้ นักลงทุนจึงไม่ควรใส่หมด ใส่ไม่ยั้ง เพราะสถานการณ์ยังไม่เอื้อให้โอกาสเปิดมากนัก และก็ไม่ควรซื้อน้อยเกินไปจนพลาดโอกาสสร้างตัว

นักลงทุนที่วางพอร์ตแบบไม่เสี่ยงและสมดุลจึงจะเป็นผู้อยู่รอดในทุกสถานการณ์ และที่สำคัญรวยแน่นอน แต่แค่รวยช้ารวยเร็ว รวยมากรวยน้อยแค่นั้นเอง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
เทวฤทธิ์ ศรีชัยพล
คงต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วนครับ
10 มี.ค. เวลา 14:48
1
iYom BookViews
ต้องรับมือด้วยแผนการครับ
10 มี.ค. เวลา 14:01
1
10 มี.ค. เวลา 12:11
1