แจกเกราะป้องกันในวันที่ภาพรวมหุ้นถูก แต่บางตัวแพง เลือกยังไงไม่ให้เจ๊ง?

สำหรับคนที่เห็นโอกาสและไม่ตื่นตูมตามคนอื่นเท่านั้น!

หลังจากที่ตลาดหุ้นค่อยๆคลานขึ้นบันไดหรือเรียกได้ว่าแทบไม่ไปไหนมานานกว่า 5 ปี

วันนี้นักลงทุนรุ่นใหม่ได้รับประสบการอันล้ำค่าอย่างการได้เห็น Circuit Breaker หรือ การหยุดพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราว

ที่เกิดขึ้นเพราะตลาดหุ้นที่คลานมานานกลับลงลิฟต์มากว่า 10% ในวันเดียว

และถ้านับจากช่วงปีก่อนที่ 1,600 จุด เรียกได้ว่าติดลบไปแล้วกว่า 30%

ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีตทั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ที่เกิด Circuit Breaker คือ ช่วงวิกฤตซับไพร์ม ในปี ค.ศ.2008 ที่เกิดห่างกันเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ช่วงนั้น คือ ช่วงที่ตลาดหุ้นทำจุดต่ำสุดที่ 400 จุด จากนั้นตลอด 10 ปี ตลาดหุ้นได้พุ่งทยานมาถึง 1,800 จุด คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 350% หรือ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปีที่ 16.23% เลยทีเดียว

แต่ปัญหามีอยู่ว่า ไม่ใช่หุ้นทุกตัวจาก 400 จุดในวันนั้นจะสามารถอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้

และหุ้นบางตัวก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนน่าพอใจนักเทียบกับหุ้นตัวอื่นๆ

วันนี้ The Owner จึงขอแจกวิธีเกระป้องกัน เพื่อไม่ให้นักลงทุนที่ติดตามเพจนี้ติดกับดักหุ้นแพงหรือผลตอบแทนต่ำที่แฝงอยู่ในกลุ่มหุ้นถูกทั้งหลายครับ

1.หลีกเลี่ยงหุ้นสายป่านสั้น

หุ้นที่มีโอกาสจะอยู่ไม่ตลอดรอดฝั่งคือหุ้นที่สามารถทนสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ได้นานไม่เท่าบริษัทอื่นๆ

สายป่านสั้นเกิดได้จากหลายกรณีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

1.1 หนี้ท่วม มักเกิดกับบริษัทที่ไม่ระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ ติดประมาทในช่วงเศรษฐกิจปกติ และเมื่อมีเหตุไม่คาดคิดจะไม่สามารถหาเงินมาชดใช้หนี้ได้จนอาจจะต้องปรับโครงสร้างหนี้หรือเพิ่มทุนนั่นเอง

1.2 อัตราการทำกำไรย่ำแย่ มักเกิดกับบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำ ฝ่ายบริหารละเลยการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จนเกิดการขาดทุนในช่วงเศรษฐกิจมีปัญหา

2. หลีกเลี่ยงหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมหนีตาย

ในบางอุตสาหกรรมการปิดโปรเจคเพื่อหนีขาดทุนจะทำได้ง่าย แต่ไม่ใช่กับธุรกิจที่ต้องลงทุนไปก่อนเป็นจำนวนมากและไม่สามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว

พอภาพรวมเริ่มมีปัญหา กำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มหดตัวจนบริษัทต้องออกมาลดแลกแจกแถมเพื่อหนีตาย

ซ้ำร้ายในบางอุตสาหกรรม ขนาดลดก็แล้ว ให้ฟรีก็แล้ว ผู้บริโภคยังไม่อยากใช้บริการในช่วงนี้เลยก็มี

ถ้าไม่เจ๊งก็ต้องก่อหนี้เพื่อยื้อชีวิตหรือไม่ก็เพิ่มทุนให้ลำบากผู้ถือหุ้นอย่างเราๆอีกด้วย

3. หลีกเลี่ยงหุ้น PE สูง, ปันผลต่ำ

ที่จริงแล้วหุ้นบางตัวอาจจะแค่ PE สูงชั่วคราว แต่ในเมื่อวิกฤตอยู่ตรงหน้า เวลาศึกษาหุ้นอย่างละเอียดลึกซึ้งก็น้อย ผมขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงไว้ก่อนเลยครับ

PE ที่สูงสามารถบอกเป็นนัยได้ว่าจริงๆแล้ว ราคาก็ไม่ได้ลงมาจนน่าซื้อเท่าไหร่ แถมปันผลที่ต่ำยังเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องลุ้นให้ราคาเพิ่มในอนาคตเสียมากกว่า ซึ่งอนาคตไม่มีใครรู้ได้

แต่จงระวังหุ้นที่จ่ายปันผลมากเกินไปจนเงินสดไม่พอเลี้ยงกิจการจนต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้น สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน

4. เลือกหุ้นผู้ชนะ

ผู้บริโภคในแต่ละอุตสาหกรรมนั้นเลือกได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นผู้บริโภคเสียเอง

การเลือกผู้ชนะจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าหุ้นตัวนี้ถ้าจะตาย ก็ตายหลังสุดแน่นอน

แถมส่วนใหญ่ยังมีความสามารถในการทำกำไรค่อนข้างดี ทำให้ปลอดภัยต่อสภาวะขาดทุน

แต่ทั้งนี้ถ้าเกิดไปซื้อตัวที่แพงเกินไปก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนต่ำได้ จึงต้องดูความถูกแพงประกอบ

ที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะได้เห็นนักลงทุนบางคนยังให้ความสนใจกับหุ้นที่มีราคาแพงเกินไป หรือหุ้นที่ลวงตาด้วยปันผลแต่ไม่ได้มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีพอ

ผมจึงกลั่นกรอง 4 ข้อนี้ เพื่อเป็นกรอบคร่าวๆสำหรับใครที่ไม่ได้ศึกษารายตัวลึกซึ้งจริงจัง

ส่วนใครที่ศึกษาลงลึกรายตัวจนเข้าใจธุรกิจและเค้นออกมาเป็น Valuation แล้วปรากฎว่าถูก ก็อย่าลังเลที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอิสรภาพทางการเงินในช่วงนี้นะครับ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายคนไม่หลงไปซื้อหุ้นที่ไม่ได้ถูกจริงๆ และสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากโอกาสครั้งนี้นะครับ

The Owner ลงทุนหุ้นอย่างเจ้าของกิจการ

สนับสนุนให้ทุกท่านลงทุนอย่าง รู้จริง ปลอดภัย และ ยั่งยืน

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้