โพสต์


วินาทีเครื่องชน เล่าแบบนาทีต่อนาที นี่คือเรื่องราวในตำนานโศกนาฏกรรมมิวนิค เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปตลอดกาล [ PART 2 ]

ที่สนามบินมิวนิค

หลังจากเติมน้ำมัน และละลายน้ำแข็งที่เกาะบนปีกเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่กัปตันจะเอาเครื่องบินขึ้นเพื่อลัดฟ้าสู่สนามบินแมนเชสเตอร์

ทุกคนนั่งประจำที่พร้อม บรรยากาศค่อนข้างสบายๆ แฟรงค์ เทย์เลอร์ นักข่าวจากนิวส์ โครนิเคิล เวิลด์ยังตะโกนแซว เพื่อนนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นอย่างสนุกสนาน

ขณะที่แมตต์ บัสบี้ นั่งสงบนิ่ง ในเกมที่เจอกับวูล์ฟแฮมป์ตันวันเสาร์นี้ เขาต้องลุ้นเหนื่อยเลย ว่าอาการบาดเจ็บของดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ จะดีขึ้นหรือยัง ถ้าดันแคนลงไม่ได้ แมนฯยูไนเต็ดคงลำบากแน่

เข็มนาฬิกาของนักเตะในทีมแมนฯยูไนเต็ดตั้งเป็น GMT หรือกรีนิช มีนไทม์ ซึ่งเป็นเวลาที่ใช้ในประเทศอังกฤษ โดยในขณะนั้นเวลาอยู่ที่ 14.31 น. ซึ่งทอม เคเบิ้ล สจ๊วร์ตของสายการบิน ระบุว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด จะถึงแมนเชสเตอร์ ตามกำหนดการคือ 19.00 น.

แปลว่าถ้าถึงอังกฤษในไฟลท์นี้ คืนนี้ทุกคนจะได้พักเต็มที่ และมีโอกาสได้ซ้อมอีกในวันศุกร์ ก่อนที่จะปะทะกับวูล์ฟแฮมป์ตัน ในวันเสาร์

สำหรับกัปตันที่ขับเครื่องบินลำนี้ในขากลับ ก็เป็นคนเดิมกับขาไป คือเจมส์ เธนส์ กับ เคนเน็ธ เรย์เมนต์ โดยเธนส์เป็นคนขับหลักในขาไปจากแมนเชสเตอร์ไปเบลเกรด ดังนั้นในกะสองเบลเกรดไปแมนเชสเตอร์ จึงเป็นหน้าที่ของเรย์เมนต์บ้าง

เจมส์ เธนส์ นักขับคนที่ 1 มีอายุ 54 ปี เขาเป็นนักบินของกองทัพอากาศมายาวนานหลายปี แต่พอจบสงครามโลก เขาก็ลาออกจากราชการ มาเป็นนักบินของสายการบินบริติช ยูโรเปี้ยน แอร์เวย์ส โดยเธนส์ มีประสบการณ์ขับเครื่องบินรุ่นแอร์สปีด แอมบาสเดอร์ ถึง 1,722 ชั่วโมง

ส่วนนักบินคนที่ 2 มีอายุ 37 ปี ชื่อเคนเน็ธ เรย์เมนต์ เขาเป็นทหารอากาศเช่นกัน โดยในสงครามโลก เรย์เมนต์ ยิงเครื่องบินรบของเยอรมันร่วงถึง 5 ลำ หลังจบสงคราม เขาก็มารับงานสายการบินพาณิชย์ โดยมีประสบการณ์กับเครื่องบินรุ่นแอร์สปีด แอมบาสเดอร์ถึง 3,143 ชั่วโมงบิน

ทั้งสองคนนี้ ในยามปกติก็บินด้วยกันบ่อย ด้วยความที่เคยเป็นทหารเหมือนกัน ก็จะมีความเชื่อใจกันสูงมาก

เรย์เมนต์ นำเครื่องค่อยๆแท็กซี่เข้าไปถึงจุดที่เตรียมเทกออฟ จากนั้นก็โยกคันเร่ง

ในเคบิน ส่วนใหญ่ยังคงเฮฮากันอยู่ ปีเตอร์ ฮาเวิร์ด ช่างภาพของเดลี่เมล์ ยังคุยเล่นกับเท็ด เอลยาร์ดผู้ช่วยช่างภาพ ขณะที่แฮร์รี่ เกรก นายทวารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตอนขามาจากเบลเกรด แยกตัวออกมาจากวงไพ่ไปนั่งด้านหลัง สายตามองออกไปที่หน้าต่าง และรู้สึกในใจว่า หลังจากเครื่องขึ้นเรียบร้อยแล้ว จะไปเล่นไพ่กินตังค์กับเพื่อนร่วมทีมต่ออีกสักยก เพื่อโกยเงินต่อดีกว่า

ในเคบิน ดูสบายๆ แต่สถานการณ์ในค็อกพิตมีความตึงเครียดขึ้น เมื่ออยู่ๆเครื่องยนต์มีอาการกระตุกเป็นระยะ รอบขึ้นไปไม่สมูธ ดังนั้นกัปตันเรย์เมนต์จึงตัดสินใจในเสี้ยววินาที ตะโกนออกมาว่า "Abandon Take-Off!" ยกเลิกการเทกออฟ แล้วลดความเร็วลง เรย์เมนต์รู้สึกว่าเสี่ยงเกินไป จึงยกเลิกไปก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาตั้งหลักใหม่

การลดความเร็วกะทันหันทำให้ผู้โดยสารบางคนที่ไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัย ตกจากเก้าอี้มากองที่พื้น กัปตันเรย์เมนต์กล่าวขอโทษ และบอกว่าไม่มีเวลาที่จะเตือนจริงๆ ต้องรีบตัดสินใจ

การที่เครื่องเทกออฟไม่สำเร็จ ถ้าเป็นยุคนี้คงเป็นเรื่องประหลาดมาก แต่ในยุคทศวรรษ 1950 มันเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ นั่นทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องไม่ได้ตกใจเท่าไหร่ แต่ก็มีการคาดเดากันไปว่า สาเหตุที่เครื่องขึ้นไม่ได้เป็นเพราะอะไรกันแน่

กัปตันเรย์เมนต์ แจ้งไปที่หอบังคับการบิน และขอเอาเครื่องขึ้นเป็นหนที่สอง หอการบินรับทราบ เขาจึงขับวนมาตั้งหลักที่จุดสตาร์ทใหม่เพื่อพยายามเอาเครื่องขึ้นให้ได้ เรย์เมนต์ คุยกับเธนส์ บางทีเขาอาจจะโยกคันเร่งเร็วเกินไป ดังนั้นจึงขอพยายามอีกครั้ง

14.34 น. 3 นาทีเศษหลังความพยายามครั้งแรก แต่ปรากฏว่าเครื่องมีอาการ Engine Surging ยังกระตุกเหมือนเดิม ขณะที่เข็มเกจก็ขึ้นอย่างดูผิดปกติ ดังนั้นกัปตันจึงแจ้งกับผู้โดยสารว่า เครื่องเหมือนจะมีปัญหาบางอย่าง ขออภัยกับการดีเลย์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้จะวนไปที่เทอร์มินอลก่อน ให้ผู้โดยสารลงไปด้านล่าง เดี๋ยวนักบินกับวิศวกรจะมาคุยกันว่าต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน

กัปตันวนเครื่องบินไปส่งผู้โดยสารที่เทอร์มินอล ซึ่งนักเตะก็ลงมาแต่โดยดี บางคนเดินไปสั่งกาแฟ เพราะสังหรณ์ใจว่า คงมีดีเลย์กันนานหลายชั่วโมงแน่ๆ โดยแฟรงค์ เทย์เลอร์ นักข่าวจากนิวส์ โครนิเคิลพูดขึ้นมาว่า "เราอาจต้องรอประมาณ 2-3 ชั่วโมง"

ในเลาจ์ของสนามบิน นักฟุตบอลส่วนหนึ่งรวมกลุ่มดื่มกาแฟกัน ส่วนบางคนก็เดินวนไปดูดิวตี้ฟรีอีกรอบ เพื่อซื้อของขวัญและบุหรี่เพิ่ม

แฮร์รี่ เกรก เล่นมุกขึ้นมาว่าบางทีเราอาจจะต้องนั่งรถไปฮุค ออฟ ฮอลแลนด์ เหมือนตอนขากลับจากเชโกสโลวะเกียอีกรอบก็ได้ แล้วก็นั่งเรือกลับไปอังกฤษ ซึ่งทุกคนก็หัวเราะกันขึ้นมา เพราะรู้ว่ามันไม่ต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว อุตส่าห์เช่าเครื่องบินเหมาลำมา ถ้าต้องไปขึ้นเรือเหมือนเดิมคงตลกแย่เลย

ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ รู้สึกว่ามีแนวโน้มที่วันนี้จะไม่ได้บินแล้ว เพราะอากาศไม่ดีเอามากๆ ดังนั้นเขาจึงส่งโทรเลขไปหา มิสซิสดอร์แมน เจ้าของบ้านที่เขาอาศัยอยู่ ว่า "ไฟลท์ทั้งหมดที่สนามบินมิวนิคคืนนี้แคนเซิลไปแล้ว" ดังนั้น คืนนี้ไม่ต้องรอเขา ล็อกบ้านแล้วเข้านอนได้เลย เพราะไฟลท์ดูทรงแล้วน่าจะเลื่อนไปวันพรุ่งนี้

ที่ลานจอด ตอนนี้บิลล์ แบล็ค วิศวกรของสายการบิน ขึ้นมาคุยกับนักบินทั้งสองคนและสอบถามว่าปัญหาคืออะไรกันแน่ ซึ่งเรย์เมนต์ก็อธิบายเรื่องเครื่องยนต์กระตุก โดยแบล็คอธิบายกลับไปว่า เป็นเรื่องปกติสำหรับเครื่องบินรุ่นนี้ ยิ่งในสนามบินที่เหนือระดับน้ำทะเลอย่างมิวนิคด้วยแล้ว ยิ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

แบล็คบอกว่าเพื่อความสบายใจของทุกคน เขาจะจูนเครื่องยนต์ใหม่อีกรอบ แต่ว่าวิธีนี้ต้องใช้เวลา คือจะกลับมาบินอีกครั้งก็วันรุ่งขึ้น แต่เจมส์ เธนส์นั้นมองว่าไม่จำเป็น เพราะเครื่องยนต์ก็ดูปกติดี บางทีอาจจะเกี่ยวกับจังหวะโยกคันเร่งมากกว่า

นอกจากนั้นถ้าต้องบินวันพรุ่งนี้ เวลามันคาบเกี่ยวเกินไป เพราะตามกฎของฟุตบอลลีก แมนฯยูไนเต็ดต้องกลับถึงอังกฤษก่อน 15.00 ของวันศุกร์ ไม่อย่างนั้นจะโดนปรับแพ้ในเกมพบวูล์ฟแฮมปตัน ดังนั้นกัปตันเธนส์จึงคิดว่า เครื่องน่าจะขึ้นได้ไม่มีปัญหา พวกเขาจะลองพยายามดูเป็นครั้งที่ 3

วิศวกร บิลล์ แบล็ค ลงไปบอกสนามบินให้ประกาศเรียกผู้โดยสารมาขึ้นเครื่องใหม่

นักเตะและผู้โดยสารก็งงว่า อ้าว ซ่อมเสร็จแล้วหรอ เร็วจัง บางคนยังดื่มกาแฟไม่ทันหมดเลยด้วยซ้ำก็ต้องกลับขึ้นเครื่องแล้ว โดยแฮร์รี่ เกรก กับ แจ๊คกี้ แบลนช์ฟลาวเวอร์กำลังจะจุดบุหรี่ขึ้นสูบก็ต้องเก็บบุหรี่อย่างเสียไม่ได้

ขณะที่ทอม เคอร์รี่ โค้ชของแมนฯยูไนเต็ด ตะโกนเรียกผู้เล่นในทีม "เร็วๆหน่อย เจฟฟ์, โรเจอร์, ดันแคน, เอ็ดดี้ , บิลลี่ เราไม่อยากจะนั่งแช่ในสนามบินทั้งคืนหรอกนะ ไปกันเร็ว เครื่องพร้อมแล้ว" นักเตะทยอยขึ้นเครื่องจนครบ แต่มีอยู่สองคนที่ไม่อยากขึ้นเที่ยวบินนี้เลย นั่นคือ เวร่า ลูคิช สาวชาวยูโกสลาเวีย กับลูกสาววัย 22 เดือนของเธอ เวสน่า ที่ติดเครื่องมาด้วยจากเบลเกรด เพื่อไปหาสามีที่ลอนดอน

เวร่าตั้งใจว่าเธอกับลูกสาวจะไปขึ้นรถไฟแล้วหาทางไปอังกฤษเองจากเยอรมัน ซึ่งก็ไม่ได้ยากเกินไป แต่จะใช้เวลาหน่อย นั่นเพราะเธอรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีจริงๆ แต่ทว่า แฟรงค์ เทย์เลอร์ นักข่าวจากนิวส์ โครนิเคิล ตะโกนเรียกว่า "คุณนายลูคิช เครื่องบินพร้อมแล้วนะ เราต้องไปที่แมนเชสเตอร์กันแล้ว" ซึ่งด้วยความที่เสียไม่ได้ เวร่า ลูคิช กับลูกสาวจึงเดินขึ้นเครื่องไปเป็นคนสุดท้าย

หิมะโปรยหนักขึ้นเรื่อยๆ จนทางเดินจากเทอร์มินอลไปที่สนามบิน มีหิมะพอกหนาขึ้นชัดเจน ในวันนี้ไฟลท์ที่เหลือทั้งหมดแคนเซิลการเทกออฟไปหมดแล้ว โดยเหลือเที่ยวบินของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงลำเดียวเท่านั้น

บรรยากาศบนเครื่อง แน่นอนว่าการเทกออฟไม่สำเร็จสองหน ย่อมสร้างความไม่สบายใจ แต่ทุกคนไม่มีใครกล้าพูดอะไร เพราะเรื่องเครื่องบินตกมันเป็นอะไรที่ไกลตัวมากๆ และอีกอย่างพวกเขารู้ดีว่า ถ้าไม่สามารถขึ้นเครื่องบินเที่ยวนี้ได้ ก็มีสิทธิต้องเดินทางวิบากไปลงเรือ เพื่อกลับไปอังกฤษให้ทันก่อนถึงเดดไลน์ บ่าย 3 ของวันศุกร์ ดังนั้นทุกคนจึงเงียบ และเฝ้ารอเครื่องบินลอยสู่ฟ้าดีกว่า

อีกจุดที่สำคัญมากๆ คือผู้โดยสารทั้งลำ เชื่อใจกัปตันทั้ง 2 คน ในขามาจากมิวนิคไปเบลเกรด เจอสภาพอากาศที่ยากลำบาก แต่ก็เอาเครื่องลงได้สวยงาม เช่นเดียวกับจากเบลเกรดมามิวนิค ก็เจอเมฆหนาแต่ก็เอาเครื่องลงได้สำเร็จ ดังนั้นไฟลท์จากมิวนิคไปแมนเชสเตอร์ มันก็ไม่น่ามีอะไร นักบินน่าจะทำตามเป้าหมายได้แน่ๆ

ก่อนที่เครื่องจะเริ่มแท็กซี่ ทุกคนในทีมต่างเปลี่ยนที่นั่งกันไปหมด ที่นั่งด้านหน้าซึ่งเป็นที่นั่งแถวละ 3 หันหน้าชนกัน ตรงกลางเป็นโต๊ะ ซึ่งบรรดาขาไพ่ จะมานั่งรวมกันตรงนี้เพราะมีโต๊ะให้วางไพ่ได้

เดวิด เพ็กก์ ขาไพ่ที่เล่นมาตลอดพูดขึ้นมาว่า "ฉันไม่อยากนั่งตรงนี้เลยว่ะ มันดูไม่ปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นเลยเดินไปนั่งด้านหลังแทน ไปรวมกับดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ เช่นเดียวกับ มาร์ก โจนส์, ทอมมี่ เทย์เลอร์ และ เอ็ดดี้ โคลแมน ที่นั่งอยู่แถวหลังของเครื่องบิน

บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ปกติจะนั่งด้านหลัง ขยับมาอยู่กลางๆ เช่นเดียวกับเดนนิส ไวโอเล็ตก็มานั่งอยู่ข้างๆกัน

ส่วนแมตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีม นั่งอยู่ตรงกลางเครื่องพอดี กับเบิร์ธ เวลลีย์ โค้ชทีมชุดใหญ่

ระหว่างที่เครื่องค่อยๆแล่นจากลานจอด ไปยังจุดเทกออฟ เครื่องมีอาการสั่นแบบแปลกๆ แน่นอนมันมีความผิดปกติ แต่ทุกคนก็ยังเงียบ นั่นเพราะแมตต์ บัสบี้เคยบอกความต้องการเอาไว้ว่า อยากกลับไปให้ถึงแมนเชสเตอร์ วันพฤหัสบดีเลย เพื่อจะได้มีเวลาพัก ก่อนจะเจอกับวูล์ฟแฮมป์ตันวันเสาร์ อีกทั้งนักเตะก็กระวนกระวายอยากจะกลับบ้าน ไม่มีใครสักคนที่ลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า “นี่มันบ้าไปแล้ว”

เครื่องบินไปหยุดที่จุดเทกออฟ กำลังจะเตรียมขึ้น ทันใดนั้นมีการตรวจนับผู้โดยสาร ปรากฏว่ามีนักข่าวอีกคนตกเครื่อง ได้แก่อัลฟ์ คลาร์ก จากหนังสือพิมพ์แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง โครนิเคิล ซึ่งพอมองไปที่หน้าต่าง คลาร์กกำลังวิ่งกระหืดกระหอบมา นักบินก็โอเคยังไม่เทกออฟ รอให้อัลฟ์มาถึงให้เรียบร้อยก่อน

ความจริงคือ อัลฟ์ คลาร์ก โทรศัพท์ไปหาภรรยาที่อังกฤษบอกว่าคงจะต้องดีเลย์จากมิวนิคสักหน่อย ไม่รู้ว่าจะไปงานเลี้ยงคืนนี้ทันหรือเปล่า ซึ่งพอคลาร์กวิ่งมาถึงเครื่อง บรรดานักเตะทำเสียงเบื่อหน่ายใส่แล้วบอกว่า "ไม่เอาน่าอัลฟ์ เร็วๆหน่อยพวก เราอยากกลับบ้านกันแล้ว" ซึ่งคลาร์กก็รีบนั่งและคาดเบลท์ทันที

สจ๊วร์ตของเที่ยวบิน ทอม เคเบิ้ล คอนเฟิร์มกับกัปตันว่าทุกคนพร้อมแล้ว ตอนนี้เตรียมจะเทกออฟเป็นครั้งที่ 3 ทุกคนนั่งประจำที่ และภาวนาว่าคงจะไม่มีความพยายามหนที่ 4 อีก

ซึ่งใช่เลย เหมือนคำภาวนานั่นแหละ เพราะความพยายามหนนี้ คือครั้งสุดท้ายแล้ว

14.56 น. ตามเวลาอังกฤษ กัปตันเรย์เมนต์ ติดต่อหอควบคุมจราจรการบินเพื่อเตรียมนำเครื่องเทกออฟ "ถึงมิวนิค 609 ซูลู ยูนิฟอร์ม ตอนนี้เราพร้อมแล้วที่จะนำเครื่องขึ้น"

(ในการอ่านเทียบเสียงสากล ถ้าเป็นอักษร A จะใช้ว่า Alpha , B ใช้ Bravo, C ใช้ Charlie ขณะที่ตัว U จะใช้คำว่า Uniform ส่วน Z ใช้คำว่า Zulu ซึ่งเครื่องบินที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่าเหมาลำ มีรหัสทางการว่า G-ALZU ดังนั้น กัปตันจึงใช้คำว่า Zulu Uniform (ZU) ซึ่งเป็นสองอักษรตัวท้าย ในการเรียกแทนเครื่องบินของตัวเองกับหอบังคับการบิน)

15.00 น. หอการบินตอบ "ลม 300 ดีกรี 10 น็อต พร้อมให้เอาเครื่องขึ้นได้"

สองกัปตัน เธนส์กับเรย์เมนต์ ก็รู้สึกได้เช่นกันว่าเครื่องมีอาการไม่ปกตินัก พวกเขาต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเอาอย่างไรดี จริงๆเครื่องยนต์ก็ดูไม่มีปัญหานะ อาจเป็นการคิดไปเองก็ได้

15.02 น. ด้วยสภาพอากาศที่หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปล่อยให้ล่วงเลยไปจะไม่ปลอดภัยต่อการเทกออฟแล้ว หอควบคุมการบินสอบถามอีกครั้ง "คุณสามารถเอาเครื่องขึ้นได้จนถึงเวลา 15.04 เวลาตอนนี้ 15.02"

กัปตันเรย์เมนต์ตอบกลับไปว่า "รับทราบ กำหนดเวลานำเครื่องเทกออฟ จนถึง 15.04"

กัปตันมีเวลา 2 นาทีที่ต้องตัดสินใจขั้นสุดท้าย ว่าจะเอาเครื่องบินไปแมนเชสเตอร์หรือไม่ ถ้าไม่เอาขึ้นอีกรอบ คราวนี้ต้องหยุดพัก 1 คืน เพราะสภาพอากาศแบบนี้ คงไม่มีโอกาสเทกออฟอีกแน่ๆในวันนี้

ตอนนี้ข้างนอกหิมะตกแรงขึ้น อุณหภูมินอกเคบินก็ลดต่ำลง บนรันเวย์มีหิมะเคลือบเอาไว้อยู่ ว่ากันตรงๆมันไม่ใช่สภาวะที่ดีนักในการเอาเครื่องขึ้น แต่พวกเขาจะวิตกจริตเกินไปหรือเปล่า ในสถานการณ์ยากกว่านี้ แม้กระทั่งในสงครามโลกต้องขับเครื่องบินรบ พวกเขาก็ทำกันมาแล้ว นี่แค่เอาเครื่องขึ้นบินกลับอังกฤษ มันจะยากอะไรขนาดนั้น

มันเป็นนาทีที่ยาวนานจริงๆ ของกัปตันเรย์เมนต์ และกัปตันเธนส์

ในห้องผู้โดยสาร ผู้เล่นเริ่มมีการหวั่นวิตก เพราะเครื่องยังไม่ขยับเสียที เริ่มมีการกังวลว่าเครื่องยนต์เป็นอะไรหรือเปล่า โรเจอร์ เบิร์น สีหน้าไม่สู้ดี ขณะที่แฮร์รี่ เกรกก็เต็มไปด้วยความหวาดผวา เบอร์รี่ก็เต็มไปด้วยความหวาดผวา แม้แต่แมตต์ บัสบี้เองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน

15.03 เธนส์ตัดสินใจได้แล้ว เขาจะเอาเครื่องขึ้น นั่นทำให้เขาค่อยๆดันคันเร่งขึ้นช้าๆ จากนั้นเรย์เมนต์พูดขึ้นมาว่า "เต็มกำลัง" เธนส์ดันคันเร่งไปจนสุด เครื่องพุ่งไปด้วยความเร็ว 105 น็อต คราวนี้เครื่องไม่กระตุกแล้ว กัปตันทั้งคู่โล่งใจที่ปัญหากระตุกหมดไปแล้ว

สำหรับเป้าหมายของการเอาเครื่องขึ้น คือต้องทำความเร็วให้ถึง 119 น็อต ซึ่งเป็นระดับความเร็วที่เครื่องบินรุ่นแอร์สปีด แอมบาสเดอร์ จะเหินทะยานขึ้นฟ้าได้ โดยเมื่อถึงความเร็วระดับ 117 น็อต กัปตันเธนส์จะขานว่า V1 (V ย่อจาก Velocity แปลว่าความเร็ว) จากนั้นเมื่อถึง 119 น็อต ก็จะขานว่า V2 และก็สามารถนำเครื่องขึ้นได้ทันที

ความเร็วสปีดจาก 105 พุ่งมา 110 และแตะถึง 117 เธนส์ตะโกนว่า "V1" เขารอให้ถึง 119 น็อต จะได้ตะโกนว่า "V2" แล้วเอาเครื่องขึ้นเสียที แต่ปรากฏว่า สิ่งที่ทั้งคู่ไม่คาดคิดคืออยู่ๆความเร็วของเครื่องยนต์ลดลง มันไม่เพิ่มไป 119 แต่มันถอยเป็น 112 แล้วถอยกลับมาเป็น 105

บรรยากาศในห้องโดยสารตอนนี้เครื่องส่ายไปมาอย่างน่ากลัว ข้าวของบนที่เก็บของโอเวอร์เฮดร่วงกราวลงมากับพื้น เวสน่า ลูกสาววัย 2 ขวบของเวร่า ลูคิช กรีดร้องอย่างหวาดผวา แม้แต่ตัวนักเตะเองก็ตะโกนกันอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนรู้ว่ามันไม่มีทางจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งแน่

ด้วยหิมะที่ตกหนักมาก เธนส์ที่โฟกัสแต่เรื่องทำไมความเร็วไม่ขึ้นมาซะที เขาไม่รู้ตัวเลยว่า เครื่องบินกำลังจะวิ่งทะลุรันเวย์แล้ว เรย์เมนต์ตะโกนขึ้นมาว่า "พระเจ้า เราทำไม่ได้แน่"

ใช่ พวกเขาทำไม่ได้ เครื่องบินทะลุรันเวย์ออกมาแล้ว เข้าสู่ Runway safety area ที่เป็นพื้นหญ้า

เธนส์พยายามครั้งสุดท้ายที่จะเอาเครื่องขึ้น เขาดันคันโยกจนสุดใช้พลังทั้งหมดจากเครื่องยนต์ที่มี แต่มันไม่เกิดอะไรขึ้น เครื่องไม่เร็วพอที่จะบินขึ้นได้ คือมีความเร็วเพียง 105 น็อต (194 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เท่านั้น

เร็วระดับนี้ ไม่เร็วพอจะบินขึ้น แต่จะมาเบรกให้หยุดนิ่งก็สายเกินไปแล้วเหมือนกัน

กัปตันทั้งสอง มีทางออกสุดท้ายคือต้องใช้การหยุดเครื่องแบบฉุกเฉิน แบบ Quick Stop คือเอาส่วนท้องเครื่องไถไปกับพื้นเพื่อลดความเร็ว วิธีนี้ยังพอมีเปอร์เซ็นต์ที่เครื่องจะหยุดก่อนถึงรั้วสนามบิน

เรย์เมนต์คิดเร็วทำเร็ว รีบตัดสินใจเอาตัวเครื่องไถไปกับพื้น และความเร็วลดลงจริงๆ

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่ทำให้การ Quick Stop ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือหิมะที่ตกหนักจนพื้นทั่วบริเวณลื่นไปหมด มันทำให้เครื่องบินยังไม่สามารถหยุดได้ แม้ความเร็วจะลดลงแต่เครื่องยังพุ่งไปต่อ

อีกแค่ 250 หลาเท่านั้น จะถึงรั้วคอนกรีตของสนามบิน ถ้าทะลุออกไปคือถนน และบ้านคนแล้ว ซึ่งด้วยความเร็วที่ลดลงเดนนิส ไวโอเล็ต ที่นั่งติดทางเดิน หันมาบอกบ๊อบบี้ ชาร์ลตันว่า "บ๊อบ ใจเย็นๆ" แต่ชาร์ลตัน สีหน้าตื่นตระหนกที่สุดในชีวิต นั่นเพราะเขาที่นั่งริมหน้าต่างเห็นชัดเจนว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้น

เครื่องบินกำลังจะพุ่งชนรั้วแล้ว

250 หลา

150 หลา

50 หลา

เปรี้ยง! เครื่องบิน G-ALZU พุ่งทะลุรั้วคอนกรีตออกไปนอกสนามบิน ข้ามถนนโลคัลโร้ด แล้วพุ่งไปที่บ้านของประชาชนที่อยู่ละแวกนั้น โดยเครื่องบินที่ความเร็วลดลงแล้ว ในระดับไม่ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ก็ยังถือว่าเร็วมากอยู

เครื่องบินทะยานเข้าไปในฟาร์มของแอนนา วิงค์เลอร์ ชาวไร่ท้องถิ่น และพุ่งตรงไปที่บ้านของเธอ โดยบ้านหลังนี้ ปกติแอนนาอยู่กับสามี และลูก 4 คน แต่ในวันนี้สามีกับลูกคนโตอยู่ที่นอกเมือง เธออยู่ในบ้านกับลูกเล็กๆอีก 3 คน

ปีกซ้ายของเครื่องบินกระแทกบ้านเต็มๆ โดยเครื่องรุ่นแอร์สปีด แอมบาสเดอร์ จะเก็บน้ำมันไว้ที่แทงค์บริเวณปีกทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเครื่องบินลำนี้เพิ่งจะเติมน้ำมันมาเต็มๆ เพื่อเดินทางไปแมนเชสเตอร์ เมื่อชนกับบ้านทำให้เกิดประกายไฟ พอรวมกับน้ำมันทำให้ไฟไหม้ลุกพรึ่บไปทั้งบ้านทันที

ตอนนี้เครื่องบินคอนโทรลไม่ได้อีกแล้ว ตัวเครื่องสะบัดอย่างน่ากลัว และส่วนค็อกพิตพุ่งไปชนต้นไม้เต็มๆ กิ่งไม้พุ่งกระแทกไปที่หัวของกัปตันเคนเน็ธ เรย์เมนต์ที่นั่งอยู่ด้านซ้าย ตัวเครื่องบีบอัดเท้าของเขาจนกระดูกหักเป็น 5 ส่วน เขาไม่มีทางรอดชีวิตแน่

เครื่องบินยังส่ายต่อไปไม่หยุด ส่วนท้ายเครื่องบินสะบัดไปชนกับรถบรรทุกของแอนนา วิงค์เลอร์ ที่มีน้ำมันเต็มคันจนระเบิดตูมขึ้นมาที่ท้ายเครื่อง กลุ่มนักเตะแมนฯยูไนเต็ด ที่นั่งหลัง เดวิด เพ็กก์, มาร์ก โจนส์, เอ็ดดี้ โคลแมน และโรเจอร์ บรีนตายคาที่ทันที

ช่วงท้ายเครื่องไฟไหม้อย่างหนักจากการระเบิด คือถ้าจะมีคนนั่งด้านหลังแล้วรอด ต้องเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ

ขณะที่ครึ่งลำส่วนหัวยังพอเป็นรูปทรงอยู่ แต่จากแรงกระแทกขนาดนี้ ต่อให้ไฟไม่คลอก ก็อาจเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บอยู่ดี

เหตุการณ์โกลาหลสุดขีด บ้านในฟาร์มที่โดนปีกซ้ายของเครื่องบินอัดไปเต็มๆ เริ่มเกิดการลุกไหม้ ไฟกำลังไหม้ทั้งหลัง ในบ้านหลังนี้มีแม่และลูกเล็ก 3 คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยอยู่ในบ้านด้วย

สภาพที่เกิดเหตุแบบนี้ ไม่สามารถบอกได้เลย ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ คนตายมากกว่าคนรอดแน่

สำหรับแมตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขานั่งอยู่ตรงกลางของเครื่อง คนที่นั่งข้างๆคือเบิร์ธ เวลลีย์ โค้ชทีมชุดใหญ่

ด้วยการที่เครื่องบินกระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้เครื่องโดนฉีกออกกลางลำ คนที่นั่งแถวกลางๆเครื่อง ต่างหลุดกระเด็นออกไปนอกเครื่องบิน

เบิร์ธ เวลลีย์ กระเด็นออกนอกเครื่อง เขากระแทกพื้นอย่างจัง เสียชีวิตคาที่

ขณะที่บัสบี้เองก็กระเด็นหลุดออกมาจากเครื่องเช่นกัน เขานอนจมกองหิมะในสภาพลมหายใจรวยริน ขาหัก ซี่โครงหัก ปอด สภาวะเป็นตายเท่ากัน

ส่วนบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน กองหน้าความหวังของสโมสร และทีมชาติอังกฤษ นอนสลบนิ่งคาที่นั่ง แขนเขาไม่เคลื่อนไหวเลย ดูไม่ออกว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่

วินาทีนั้นโลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน และเข็มนาฬิกาของชาร์ลตันที่หมดสติ มันบอกเวลา 15.04

15 นาฬิกา 4 นาที

#Munich

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
เหลาไปเรื่อย - Movie Blog
ติดตามนะครับ
31 มี.ค. เวลา 10:41
1
Taspon Temsuk
เพลินมากๆครับ
30 มี.ค. เวลา 01:34
1
สุรเดช พิพัฒน์วณิชย์
อ่านสนุกมากๆครับ ชอบๆๆ
29 มี.ค. เวลา 13:32
1
สิงขร สิงขรภูมิ ณ บ้านสิงขร
โอย ระทึกมากจริงๆครับ
29 มี.ค. เวลา 10:33
1
The Godfootball
ละเอียดยิบครับ 👍
29 มี.ค. เวลา 09:24
1
ลงทุนในความรู้
เขียนได้สุดยอดเลยครับ ขอบคุณข้อมูลดีๆครับ
29 มี.ค. เวลา 09:01
1
ปีศาจแดงแรงฤทธิ์
เขียนสนุก เหมือนได้เข้าไปในเหตุการณ์เลย รอตอนต่อไปครับ
29 มี.ค. เวลา 09:00
1