โพสต์

ความล้มเหลว เป็นของคู่กันของความสำเร็จ
ในหมู่คนที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก หลายต่อหลายคน มักจะมีเรื่องที่พูดถึงในทางเดียวกัน อยู่เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับการที่พวกเขาไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จแล้ว นั่นคือ พวกเขา ได้ จินตนาการความล้มเหลวเอาไว้ด้วย
จินตนาการความล้มเหลวคืออะไร??
บังฮาซัน คือ พ่อค้าขายอาหารทะเลตากแห้ง ที่ไลฟ์สดขายผ่านทางเฟสบุ๊ค และมีรายได้มากที่สุดในตอนนี้ ในช่วง Covid-19 ที่ผ่านมานั้น ในตอนแรกเขาคิดไว้ว่า ยอดขายจะต้องตกลงอย่างแน่นอน แต่ว่า เขาคิดผิด เพราะยอดขายไม่ได้ตกลงสักเท่าไหร่ แถมยังพุ่งเป็นในบางวัน แต่ด้วยสถานการณ์ ที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ ได้สอนบทเรียนให้กับเขาเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ การจินตนาการถึงความล้มเหลว
เมื่อก่อน เคยมีคนถามบังเหมือนกันว่า ขายดีแบบนี้ถ้าเกิดวันหนึ่งขายไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง บังก็บอกไปว่า ก็เปลี่ยนสินค้า ขายชนิดใหม่ดู สินค้าบางชนิดอาจขายไม่ดี แต่ก็จะมีสินค้าที่ขายดีมาทดแทน
แต่คำถามนี้ พาบังไปสู่อีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือ ถ้าเกิดว่า บังเกิดเจ๊งขึ้นมา มันจะเป็นเพราะอะไร
บังถึงกับมาฉุกคิดกับตัวเองได้ว่า ทุกวันนี้ บังรับของทุกอย่างมาจาก ชาวประมงในพื้นที่ และกว้านซื้อมาแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้าวันใดวันหนึ่ง ชาวประมงเหล่านั้น เกิดไม่ขายของให้กับบังขึ้นมาและไปขายให้เจ้าอื่นแทน วันนั้นแหละ บังก็คงจะถึงคราวเจ๊ง จริง ๆ
พอรู้แบบนี้แล้ว บังจึงคิดได้ว่า ตั้งแต่ที่ขายมา บังเองไม่ได้มีผลิตภัณฑ์ของตัวเองเลยสักชิ้น มีแต่รับของคนอื่นมาขาย ดังนั้น ถ้าไม่สร้างขึ้นมาเองจริงๆ เมื่อถึงคราวก็คงจะต้องเจ๊งจริง ๆ
บังเลยทดลองออกผลิตภัณฑ์ ของตัวเองขึ้นมา คือ ปลากระป๋องโบราณ
ซึ่งก็ถือเป็นสินค้าตัวแรก ที่มาปิดจุดอ่อน นี้ของบัง
ในเรื่องเดียวกันนี้เอง คุณ โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่ง CMO แห่ง SCB (ตำแหน่งผิดต้องขออภัยผมอาจจะยังไม่อัพเดท) ได้เคยพูดเอาไว้ในบทสัมภาษณ์หนึ่งเช่นกัน ว่า "มืออาชีพต้องคิดถึงจุดจบ"
ในฐานะที่ คุณโจ้ เองได้ผ่านงานมาแล้วหลายต่อหลายบริษัท และในทุก ๆ ครั้ง ก็มีจุดจบที่แตกต่างกันไป มีเคสหนึ่งที่น่าสนใจ และเป็นจุดเริ่มต้น ของความคิดใน "มืออาชีพต้องคิดถึงจุดจบ" นั่นก็คือ ตอนนั้นคุณโจ้ ทำงานอยู่ที่ Dtac และดำรงตำแหน่งระดับสูง ในองค์กร ด้วยความเป็นผู้บริหารระดับสูง ก็จะมีสิทธิพิเศษ เหนือคนอื่นหลาย ๆ อย่าง ทั้งห้องทำงานที่ใหญ่โต รถประจำตำแหน่งที่หรูหรา รวมไปถึงอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านั้นทำให้เขายึดติด และกลายเป็นคนหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองสำคัญต่อองค์กรมาก
จนวันหนึ่งมี ผู้บริหารเข้ามาใหม่ เป็นตำแหน่งที่สูงกว่า และที่สำคัญ เป็นตำแหน่งที่คุณโจ้ คิดเอาไว้ว่าสมควรที่จะเป็นตัวเอง ที่จะได้นั่งในตำแหน่งนั้น มันทำให้เขาไม่พอใจ ในตัวองค์กร และก็โมโหที่ถูกละเลยความสำคัญ จนในที่สุดเป็นฝ่ายขอยื่นจดหมายลาออกด้วยตัวเอง และไปอยู่บริษัทคู่แข่ง
โดยมีความคิดฝังลึกที่ว่า บริษัทจะต้องเดือดร้อนแน่ๆ ถ้าขาดเขาไป
แต่พอเอาเข้าจริง ทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ตามปกติ ถึงแม้จะขาดเขาไป ผิดกับตัวเขาเอง เมื่อไปอยู่ในที่ใหม่ และพบกับวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกันเลย ทำให้รู้ว่า ดีแทคนั่นคือสรวรรค์ และที่ตนมา คือนรก
แต่ก็นับเป็นความโชคดีที่เขายังมีโอกาสที่ 2 ที่ได้กลับเข้าไปทำงาน ที่ Dtac อีกครั้งหนึ่ง
และครั้งนี้มันทำให้มุมมองที่เขามีเปลี่ยนไป จากที่เคยมองเรื่องของงานเรื่องของความทะเยอะทะยาน Ego ของตัวเองเป็นอันดับแรก เขาหันมามองเรื่องของคนมากขึ้น เราให้ความสำคัญกับมัน เขาเริ่มจินตนาการว่าถ้าวันหนึ่ง ถึง "จุดจบ" ที่จะต้องแยกทางกับบริษัทอีกครั้ง เขาจะทำอย่างไร ให้มันจบแบบสวยงามและเดินออกมา อย่างสง่างาม
เริ่มต้นด้วยเรื่องเล็กน้อยอย่างเช่น ห้องทำงานที่เคยมีขนาดใหญ่ ก็ปรับเป็นห้องขนาดย่อม ไม่ใหญ่และไม่เล็ก
เบอร์โทรศัพท์สวยๆ ที่เคยขอมาใช้งาน ก็ ไม่ขอใช้อีกต่อไป รวมไปถึง สิทธิพิเศษ ที่มากจนเกินไป เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะเขาต้องการทำให้ลูกน้องเห็นว่า ในตำแหน่งสูงเช่นเขา ก็ยังเลือกที่จะประหยัดและมัธยัสถ์ให้กับองค์กร ไม่ได้ขอสิทธิพิเศษมากจนเกินไป และใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบ
ซึ่งมันก็ได้ผลที่ดี เพราะลูกน้องเขา เมื่อเห็นเจ้านาย ไม่ใช้สิทธิพิเศษมากมายนัก ก็เกิดความเกรงใจ และไม่กล้าใช้มากเช่นกัน
รวมถึงพยายามพูดดี และทำดี กับคนอื่นมากขึ้น ไม่หักหาญน้ำใจกันจนเกิดไป เรียกว่าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับที่เคยอยู่มาเมื่อครั้งแรกเลยทีเดียว
แล้วมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของคำว่ามืออาชีพต้องคิดถึงจุดจบ เขามักจะสอนกับลูกน้องของตัวเองเสมอว่าเวลาจะทำอะไรให้คิดถึงอนาคตไว้ให้ดี บางทีลูกค้าที่เรากำลัง คุยอยู่ด้วย อีก 3 เดือนข้างหน้าเราอาจจะเป็นคนที่ยื่นใบสมัคร ไปที่ลูกค้ารายนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าทำอะไรที่มันหักหาญน้ำใจจนเกินไป อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
"ถ้าไม่อยากล้มไม่เป็นท่า ให้จินตนาการไว้ว่า ตอนจบจะเป็นเช่นไร" เพราะ สิ่งที่เราทำ เมื่อเราคิดว่า ไม่ว่ายังไงมันก็ยังสำเร็จ กับสิ่งที่เราทำในตอนที่คิดว่า ตอนจบมันจะไม่สวยเสมอไป มันจะต่างกันมากมาย
2 เรื่องนี้เป็นมุมมองที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ covid-19 ที่ผ่านมา หลายๆคนเดือดร้อนและมีปัญหา เพราะไม่เคยมองภาพของความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นมาก่อน จนกระทั่ง มันได้เกิดขึ้นจริง ก็สายเกินไป ที่จะ แก้ไข
แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณมอง เห็น ถึง ความล้มเหลว หรือจุดจบในอนาคตไว้ล่วงหน้า วิกฤตครั้งนี้มันก็คงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคุณมากสักเท่าไหร่ เพราะคุณได้เตรียมรับมือ กับความล้มเหลวนี้ไว้บ้างแล้ว
คนที่ไม่ประมาท ก็จะพบหนทาง และทางออก ที่ดี ได้มากกว่า คนที่ ใช้ชีวิตอยู่บนความประมาท นั่นแหละ ฉันใดก็ฉันนั้น
หวังว่าบทความนี้ จะช่วย "ฉุดคิด" ให้กับคนที่ได้อ่าน บ้างนะครับ
ความคิดเห็น

เรื่องเล่าจากดาวนี้

เป็นข้อคิดเตือนใจที่ยอดเลยนะคะ 😲
26 ก.ค. เวลา 08:23
1

ฉุดคิด

ดีเลยครับคุณแบม
26 ก.ค. เวลา 16:17
1

พี่ข้าว🌾

ได้ฉุดคิดขึ้นมาเลยจริง ๆ บทความนี้😊
26 ก.ค. เวลา 06:31
1

ฉุดคิด

ขอบคุณครับพี่ข้าวฯ
26 ก.ค. เวลา 16:17

Me & My Sis

ขอบคุณมากค่ะ ฉุดคิดได้ดีทีเดียว ไม่มีอะไรที่แน่นอนในโลกใบนี้เลยจริง ๆ😁🙏🙏
26 ก.ค. เวลา 06:11
1

ฉุดคิด

ยินดีดลยครับผม
26 ก.ค. เวลา 16:16
1