Worst-Case ต้องคิด! ถ้าอยากให้ธุรกิจรอด
เมื่อผมต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ หรืออยากค้าขายสินค้าสักอย่างหนึ่ง สิ่งที่ผมมักจะทำคือการเขียนแผนธุรกิจลงบนกระดาษ
ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนักส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเงิน รายรับ-รายจ่าย กำไร เหลือเท่าไหร่ หรือกลุ่มเป้าหมายคือใคร จะมีหน้าร้านหรือขายออนไลน์ เป็นต้น
แต่สิ่งที่ผมชอบทำพลาดเวลาวางแผนแบบนี้ คือการลืมนึกถึง Worst-Case ของธุรกิจครับ
สมมติว่าผมต้องการขายสินค้าชิ้นหนึ่ง ผมชอบคำนวนดูว่าถ้าขายเดือนละ 100 ชิ้นจะมีกำไรเท่าไหร่ และถ้าเพิ่มเป็น 200, 300 ชิ้นจะเป็นอย่างไรบ้าง
แต่ผมไม่เคยคิดเลยครับ ว่าถ้าหากเดือนแรกขายไม่ได้เลย หรือถ้าธุรกิจไปต่อไม่ไหวในอีก 1 ปีข้างหน้าเราจะมีแผนการอะไรมารองรับ
สุดท้ายแล้วผมได้มาคิดเรื่องพวกนี้ตอนเริ่มขายของ หรือดำเนินธุรกิจไปแล้วทุกทีครับ ซึ่งส่งผลให้เราต้องมาวางแผนรับมือแบบเฉพาะหน้า และหลายครั้งก็ทำให้แก้ไขสถานการณ์ไม่ทัน
ช่วงหลังมา เมื่อต้องวางแผนธุรกิจ ผมจึงพยายามคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเป็นอันดับแรก โดยพยายามนึกถึงความเป็นไปได้ที่หลากหลายของสถานการณ์ที่อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจ
ยกตัวอย่างเช่น
ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะขายสินค้าให้ได้เดือนละ 100 ชิ้นซึ่งถ้าได้ตามเป้า กำไรที่ได้จะนำมาจ่ายค่าผ่อนรถรายเดือนได้พอดี
จากตัวอย่างข้างต้น ผมคิดไปก่อนแล้วว่ากำไรที่ได้จากการขายสินค้าจะนำมาจ่ายค่าผ่อนรถ แต่คำถามก็คือ ถ้า 3 เดือนแรกขายไม่ได้ล่ะ หรือถ้าสินค้าที่ลงทุนไปเกิดชำรุดเสียหายจนนำมาขายไม่ได้ เราจะบริหารสินค้า และหมุนเงินอย่างไร รวมถึงจะนำเงินที่ไหนมาจ่ายค่าผ่อนรถ เป็นต้น
เวลาวางแผนธุรกิจมันสนุกครับ ทำให้เรานั้นเคลิ้มไปกับฝันหวานว่าขายแล้วจะได้กำไรเท่านั้นเท่านี้ จนทำให้เราอาจลืมนึกถึงส่วนที่อันตราย หรือการวางแผนในกรณีที่เลวร้ายที่สุดไป
ผมจึงอยากจะชวนเพื่อนๆ ที่กำลังจะเริ่มต้นธุรกิจเช่นเดียวกับผมให้ลองนึกถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายที่สุด เพื่อที่จะวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที และรักษาธุรกิจเอาไว้ได้
ท้ายสุดผมก็หวังว่าธุรกิจของทุกคนจะประสบกับความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ไปด้วยกันนะครับ
#พ่อบ้านลงทุน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้