เรื่องเล่าเม้าท์ไปเรื่อย ตอน สิงคโปร์มีวันนี้เพราะชายที่ชื่อ ลี กวน ยู ....
สิงคโปร์ เป็นประเทศที่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ มีพื้นที่ขนาดเพียงจังหวัดภูเก็ต ขนาดประชากรใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานคร
แต่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการเงินใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก เป็นศูนย์กลางของการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือเชิงพาณิชย์อันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าขนาด GDP อยู่ลำดับที่ 34 ของโลก
ทำไมประเทศเล็กๆอย่างสิงคโปร์ ถึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็น 4 เสือแห่งเอเชีย ทั้งๆที่มีทรัพยากรเพียงจำกัดจำเขี่ย
นั่นเพราะสิงคโปร์มีผู้ชายที่ชื่อ ลี กวน ยู ......
ลีกวนยูเป็นตัวอย่างผู้นำประเทศที่เปรียบดังคำขวัญที่ว่า "ผู้นำฉลาด ชาติพ้นภัย"
ในช่วงยุคสมัยแห่งอาณานิคม เกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรมากมายอย่างสิงคโปร์ ถูกมหาอำนาจตะวันตกอย่างอังกฤษกับฮอลันดาแย่งชิงกันเพื่อเข้ามาครอบครอง ทั้งนี้ ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของสิงคโปร์ที่เอื้อต่อการค้าทางทะเลทำให้พื้นที่มีความสำคัญมาก เป็นเมืองท่าศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญของอังกฤษ
ใต้การปกครองโดยอังกฤษ สิงคโปร์มีการค้าที่รุ่งเรืองทำให้มีผู้อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งมาค้าขายอย่างพวกชาวจีน เข้ามาเป็นแรงงานอย่างคนอินเดีย ทำให้เกาะสิงคโปร์มีความหลากหลายทางเชื้อชาติทั้งจีน อินเดีย และมุสลิมมาเลเซีย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อังกฤษถอนทหารออกจากสิงคโปร์ทั้งหมด ส่งผลให้อัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้นมาก อีกทั้งยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ และคุณภาพชีวิตของคนในสังคม อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว สิงคโปร์ยังสามารถก้าวพ้นปัญหาเหล่านั้นมาได้อย่างก้าวกระโดดในยุคที่มีผู้นำอย่าง “ลี กวน ยู”
“ลี กวน ยู” เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2466 กำเนิดในครอบครัวชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย ลี เรียนเก่งมาตั้งแต่เด็กทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาที่ Raffles College ประเทศสิงคโปร์ จากนั้น ลี ไปศึกษาต่อด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จบการศึกษาโดยได้รับเกียรตินิยมด้วย
ปี 2493 ลี กวน ยู กลับมายังสิงคโปร์ เริ่มทำงานเป็นนักกฎหมาย และเข้าสู่สนามการเมืองโดยตั้งพรรคกิจประชาชน (People’s Action Party หรือ PAP) ในปี 2502 ในที่สุดลี กวน ยู ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น
เส้นทางของลี กวน ยู ล้วนเจออุปสรรคและวิกฤตต่างๆ นานา มาตลอด
ครั้งหนึ่งประเทศมาเลเซียประกาศเอกราชจากอังกฤษ ลี กวน ยู จึงเจรจากับอับดุล รามาน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียให้รวมมาเลเซียกับสิงคโปร์เข้าเป็นประเทศเดียวกัน ในขณะนั้นอับดุน รามาน ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ปี 2505 สิงคโปร์จึงถูกรวมเขากับมาเลเซีย
แต่ด้วยสิงคโปร์มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทำให้ชาวมาเลเซียซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมมองว่า ชาวสิงคโปร์มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากมาเลเซีย อีกทั้งกลัวว่าชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนจะเข้ามาครอบครองเศรษฐกิจในมาเลเซีย จึงเกิดกระแสต่อต้านชาวสิงคโปร์ในมาเลเซีย จนเกิดเหตุการจลาจลและความขัดแย่งของทั้งสองประเทศจึงเป็นอันต้องขาดจากกัน ลี กวน ยู จึงประกาศเอกราชให้สิงคโปร์ในวันที่ 9 สิงหาคม 2508
ลี กวน ยู คงรู้ดีว่าสิงคโปร์กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะเกาะเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรมากนักแม้กระทั่งน้ำเปล่าเพื่อกินเพื่อใช้ยังแทบจะไม่มี แถมในระบบราชการเต็มไปด้วยการทุจริตอย่างหนัก เมื่อ ลี กล่าวปราศรัยยอมรับการแยกตัวออกจากมาเลเซียต่อประชาชน เขาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา เพราะไม่รู้เลยว่าสิงคโปร์จะอยู่อย่างไร จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร
เมื่อเผชิญสถานการณ์เลวร้าย ลี กวน ยู ต้องสู้ทุกหนทางอย่างสุดกำลัง เขาเริ่มระดมความคิดจากทุกฝ่ายเพื่อสร้างสิงคโปร์ขึ้นมาใหม่ เริ่มต้นด้วยการวางรากฐานการศึกษาให้มั่นคง ให้ประชาชนได้เรียนรู้ 2 ภาษาเพื่อการสื่อสารติดต่อกับต่างประเทศซึ่งส่งผลให้สิงคโปร์เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ คัดเลือกเยาวชนที่เรียนเก่งไปศึกษาต่อยังสถาบันชั้นนำของโลกเพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศและนำมาสอนคนในประเทศเพราะลี มุ่งหวังว่า ชาวสิงคโปร์ต้องมีการศึกษาที่เทียบเท่ากับต่างประเทศ
ลี กวน ยู มุ่งมั่นจะทำให้สิงคโปร์มีความสมบูรณ์ที่สุดเพื่อดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคนี้ เขาสร้างให้สิงคโปร์เป็นเป็นแหล่งลงทุนที่ดีที่สุดโดยการทำให้รัฐบาลและระบบราชการมีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นและการเรียกร้องผลประโยชน์
ครั้งหนึ่งนายเต้เจียงหวัน (Teh Cheang Wan) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับ ลี กวน ยู ถูกป.ป.ช. สิงคโปร์จับได้ว่ารับสินบนมานาน เขาจึงร้องขอความช่วยเหลือจากลี กวน ยู แต่ลีปฏิเสธที่จะพบจนกว่าป.ป.ช. จะดำเนินการจนถึงที่สุด
นายเต้เจียงหวัง เขียนจดหมายสารภาพความผิดและฆ่าตัวตาย แม้วันที่ลี ไปเคารพศพ มีกระแสว่า ภรรยานายเต้เจียงหวังได้ขอให้ลี ปิดข่าวเรื่องสาเหตุการตายที่มาจากการฆ่าตัวตายและให้ถือว่าการตายนี้เป็นการตายอย่างปกติ แต่ลี ปฏิเสธ เรื่องนี้จึงกลายเป็นข่าวใหญ่ ทำให้ฝ่ายค้านในสภาให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการตายครั้งนี้
สิ่งเหล่านี้ คือการเชือดไก่ให้ลิงดู ลี กวนยู อยากให้เป็นบทเรียนแก่นักการเมือง จึงได้สร้างให้หลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐที่เที่ยงธรรมเกิดความมั่นใจต่อนักลงทุนและกล้าเข้ามาลงทุน ทำให้สิงคโปร์มีการลงทุนจากต่างชาติที่เติบโตอย่างมาก
นอกจากนั้น ลี ยังจัดระเบียบสังคมทุกอย่าง กำจัดสิ่งที่มอมเมาเยาวชน ส่งเสริมให้ประชาชนมีจิตสำนึกเรื่องระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย รักษาความสะอาดบ้านเมือง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งรัฐบาลสิงคโปร์ยังสามารถจัดการทรัพยากรบุคคลได้เป็นอย่างดีทั้งการแต่งตั้งผู้นำพลเรือน ผู้นำทหาร ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านความรู้ความสามารถ และซื่อสัตย์สุจริต
การทำงานและทุ่มเทอย่างหนักของลี กวน ยู และคณะ ทำให้สิงคโปร์ก้าวกระโดดอย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะในช่วงแรกที่แยกตัวออกจากมาเลเซียไม่มีใครเชื่อเลยว่าสิงคโปร์จะอยู่รอดได้ หากผู้ที่มีความเชื่อนั้นก็คงมีเพียงลี กวน ยู เท่านั้น
ในท้ายที่สุดประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างมาก มีระบบสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานที่ดีระดับโลก ระบบราชการได้รับการยอมรับในวงกว้างว่ามีความโปร่งใสในระดับโลก คุณภาพชีวิตประชาชนอยู่ในระดับดีมาก หลายประเทศใช้สิงคโปร์เป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศ
แม้ว่าลี กวน ยู จะได้รับการยกย่องอย่างมากจากนานาประเทศ แต่ ลี ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ เพราะความเด็ดขาดในการบรหารประเทศ จนครั้งหนึ่ง ลี ถึงกับประกาศโดยการยกคำกล่าวของ นิโคโล มาเคียแวลลี ผู้ซึ่งเป็นนักปรัชญาการเมือง ว่า “หากไม่มีใครเลยที่กลัวผม ผมก็ไร้ความหมาย”
แม้วาภายหลัง ลี กวน ยู จะเกษียณตนเองออกมาแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนมากมาย จนกระทั่งวันที่ 23 มีนาคม 2558 ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์และเป็นวีรบุรุษผู้สร้างชาติสิงคโปร์ได้เสียชีวิตลงในขณะอายุได้ 91 ปี
ขอบคุณที่มา
-ภาพเก่าเล่าตำนาน : แม้ประเทศไม่ใหญ่โต… แต่สิงคโปร์’ นำหน้าเสมอ. Matichon online
-นิธิ เอียวศรีวงศ์. ไม่มีช่องให้ลอดในสิงคโปร์. Matichon online.
-คนของโลก “ลี กวน ยิว” บิดาผู้ก่อตั้งสิงคโปร์. มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 มีนาคม – 2 เมษายน 2558
-หนังสือศิลปวัฒนธรรม : วิถี ลีกวนยู สู้สุดแรงมุ่งนำสิงคโปร์พัฒนาก้าวกระโดด
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้